Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ศูนย์พัฒนาคุณธรรมอำเภอเดชอุดม

วัดป่าบ้านแก้ง หมู่ที่ ๒ ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

ขอเชิญชวน! พุทธศาสนิกชน ญาติธรรมในทางจิต กัลยาณมิตรในทางธรรมทุกๆท่าน ร่วมงานปฏิบัติธรรมบวชชีพุทธ และงานประเพณี”บุญกุ้มข้าวใหญ่” ประจำปี ๒๕๕๓ เพื่อสืบต่ออายุพุทธศาสนาและเป็นการสืบสาน

วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่อนุชนรุ่นหลังจักต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่สืบต่อไป

ในระหว่างวันที่ ๒๗-๓๑ มกราคม ๒๕๕๓

“บุญกุ้มข้าวใหญ่”เป็นบุญประเพณีที่แสดงให้เห็นจิตวิญญาณของชุมชนที่ดำรงอยู่ด้วยวิถีเกษตรกรรมมาช้านาน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ด้วยสำนึกในบุญคุณของข้าว ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนทุกคน นอกจากนี้เป็นการแสดงออกถึงพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของชุมชน เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณที่กล้าแกร่งของชาวนา

และประกาศว่าชุมชนเรา คือพื้นที่เกษตรกรรม เมล็ดข้าวเปลือกแต่ละเมล็ด จากน้ำพักน้ำแรงของชาวนาที่จะนำมากองรวม(กุ้มข้าว)เพื่อประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ในวันที่

๒๙-๓๐-๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ คือต้นทุนชีวิตอันจะก่อเป็นพลังที่จะใช้ต่อสู้ในปีต่อไปของชาวนา จึงขอเชิญชวนพุทธบริษัท ร่วมทำบุญด้วยข้าวเปลือก หรือปัจจัยในพิธี

“บุญกุ้มข้าวใหญ่และงานปฏิบัติธรรม” ดังกล่าวนี้

ด้วยกุศลจริยาสัมมาปฏิบัติ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ปกปักรักษาให้ท่านมีความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย ความรู้ ความดีเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี มีความจงรักภักดีในสถาบันชาติ พระพุทธศานา และพระมหากษัตริย์ ตลอดกาลนานเทอญ

(สาธุชนผู้มีศรัทธาจะร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพ อาหาร ตั้งโรงทานมังสวิรัติ

ติดต่อได้ที่ โทรฯ๐๘๖-๒๔๕๔๖๘๘,๐๔๕-๒๓๔๐๑๑)

“ทำดี อย่าท้อ”

“ถ้าเราทำกรรมดี ทำต่อไปอย่าไปท้อว่าทำดีเท่าไหร่ ไม่เห็นได้อะไรเลย หารู้ไม่ว่าต่อไปนะ ไม่แน่บางทีภายในวินาทีเดียวก็ได้แล้ว”

(พระราชดำรัส พระราชทานแก่ชาวพุทธ แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘)

ขอบคุณภาพจาก


นับเป็นเรื่องดี ที่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะจัดงานเฉลิมฉลองในหลวงให้ยิ่งใหญ่ในปีนี้ แต่ถ้าจะให้ดี ยิ่งไปกว่านั้นอีก หากมีการนำเสนอให้เห็นถึงเนื้อหา ซึ่งเป็นพระบารมี อันยิ่งใหญ่ ของในหลวง ก็น่าจะทำให้ งานครั้งนี้ สมบูรณ์มากขึ้น มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็น แบบการจัดงานวัด ที่ชาวพุทธนิยม เฉลิมฉลอง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ แต่ภายในงานเต็มไปด้วย หนัง-ละคร-เหล้ายา ปลาปิ้ง – อบายมุขเพียบ! เลยกลายเป็น เฉลิมฉลอง “อบายมุข” มากกว่าเฉลิมฉลอง “พระพุทธเจ้า”

ย่อม เท่ากับเป็นการทำบุญประชดประชันหรือทำตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า มากกว่า ปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธเจ้า ซึ่งในการบูชาสูงสุด ในศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้า ทรงเน้นเรื่อง “การปฏิบัติบูชา” มากกว่า “อามิสบูชา”

แต่ทุกวันนี้… “ชาวพุทธเราเอาแต่ไหว้ พอบอกให้ประพฤติธรรมก็กำหู”.. (พุทธทาส)

ดัง นั้น การเทิดทูลในหลวงดีที่สุด จึงน่าจะเป็นการศึกษา ในคำตรัสคำสอนของพระองค์ แล้วนำเอามา ประพฤติ ให้เกิดความสุข ความเจริญรุ่งเรือง กับตนเองและบ้านเมืองให้ได้ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ ประเสริฐกว่า

แม้จะมีคนบาปบางกลุ่มโจมตีว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็น เรื่องล้าสมัย แต่ถ้าได้เห็นความล่มสลาย ของทุนใหญ่ อย่างอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีประชากรที่ขาดแคลนอาหาร ถึง ๔๙.๑ ล้านคน (จากไทยโพสต์ ๑๘ พย. ๒๕๕๒) แม้แต่พญามังกรอย่างจีน ถึงแม้จะมีเศรษฐีหน้าใหม่ เพิ่มขึ้นมา มากมาย แต่ก็ยังมีชาวนา ที่ยากจน ต้องพากัน เดินทาง ข้ามภูเขา นั่งเรือข้ามแม่น้ำ เพื่อเอาเลือดมาขาย ทุกๆ สองสัปดาห์ เพื่อให้ได้มีเงิน ไปเลี้ยงครอบครัว ทั้งที่ค่าตอบแทน จากการขายเลือด กว่าครึ่งลิตร (๖๐๐ ซีซี) ทางการจ่ายให้ เพียงน้อยนิด แค่เป็นเงินอุดหนุน สำหรับค่าเดินทาง กับค่าอาหาร การกินเท่านั้น แต่ชาวนา ยากจนเหล่านั้น ก็ไม่มีทางเลือก ที่ดีมากไปกว่านี้

เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงจึงลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ที่เลขาธิการสหประชาชาติให้ การรับรองว่า เป็นสิ่งที่ มีประโยชน์ ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่มีประโยชน์ เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น และในหลวงของเรา ก็ทรงมีวิสัยทัศน์ ในเรื่องนี้ไว้ว่า

“เศรษฐกิจ พอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอก รองรับบ้านเรือน ตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมาก มองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็ม ซะด้วยซ้ำไป”
(พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา ประจำเดือนสิงหาคม 2542)
” การจะเป็นเสือนั้น มันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่ แบบพอมี พอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง “

“เศรษฐกิจ พอเพียง” จะสำเร็จได้ด้วย “ความพอดีของตน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540 ซึ่งได้มีการขานรับ นำแนวคิด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติกันหลายหน่วยงาน แต่คนส่วนมาก มักเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องของ เกษตรกร ในชนบทเท่านั้น แต่แท้ที่จริง ผู้ประกอบอาชีพอื่น เช่น พ่อค้า ข้าราชการ และ พนักงาน บริษัทต่างๆ สามารถนำแนว พระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียง ไปประยุกต์ใช้ได้

ใน โอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้มีพระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้า ฯ ถวายชัยมงคล โดยมีใจความสำคัญ ตอนหนึ่งดังนี้

“….เมื่อสักประมาณ ๑๐ วันมานี่ มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ.
(นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬา และเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระตำหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๔)
เขาบอกว่าเขาปรารถนาที่จะพบ แม้จะมิได้อยู่ในตำแหน่งตามเกณฑ์ที่ควรจะมาพบได้ คือไม่ใช่เป็น ประมุขของประเทศ หรือเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานสภาฯ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ที่ควรจะมาพบ.
ตำแหน่งเขาไม่ถึงอย่างนั้น แต่เขาก็จะขอพบ.
เมื่อเขามาถึง ก็พูดจาอะไรต่างๆ ทักทายปราศรัยตามอัธยาศัยธรรมดาก่อน เขาพูดภาษาของเขา มีคนแปล.
เสร็จแล้วเขาบอกว่า ประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขา มอบหมายให้มาขอโอวาท.

เราถามเขาว่า “โอวาทอะไร”.
เขาว่า “โอวาททั่วๆ ไป การปกครองประเทศการดำเนินงานของการกีฬาเยาวชน อะไรต่างๆ”.
เราก็บอกว่า “ทำไมจึงมาถาม”.
เขาก็บอกว่า “เพราะเห็นว่า ได้บริหารมาดีมาก ทำให้เมืองไทยเจริญ”.
เราก็บอกว่า “ดีอย่างไร”.
เขาก็บอก “ดี มีความก้าวหน้า มีความเป็นปึกแผ่น”.
เราไม่ได้น้อมรับว่าเราเก่งเราดี เราก็บอกว่า “เราแย่นะ.
ประเทศของท่านนั้น การบริหารงานต่างๆ ของท่าน ทั้งในด้านกีฬา ในด้านการพัฒนา เป็นตัวอย่าง ทั้งนั้น ดีมาก”.
เขาก็บอกว่า “ขอบใจที่ชม แต่ว่าอย่างไรก็ขอโอวาท”.
เราจนใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะว่าประเทศของเขา เขาทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เขาควบคุมการฝึกหัดกีฬา เขาจัดการเกี่ยวข้องกับการสหกรณ์ ตั้งหมู่บ้าน อะไรต่างๆ เหล่านี้ มีชื่อเสียงว่าของเขาเก่งมาก.
ที่จริงพวกเรา ก็ได้ไปดูงานมาแล้ว กลับมาก็ทำแบบของเขา แต่ทำไม่ค่อยสำเร็จ.
ที่เราทำสำเร็จ ก็คือทำแบบของเขานั้นแหละ แต่ว่า เรามาทำแบบชาวบ้าน แบบไทยๆ.
ความจริงเราทำมาก่อนเขาทำ ทำแบบหมู่บ้าน สหกรณ์.
เราก็ทำเหมือนกัน แต่เราทำวิธีการแบบ “คนจน” ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทำไปแล้ว.

เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำก็แนะนำได้ ต้องทำแบบ “คนจน”.
เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้.
แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก.
เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก.
เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง.
ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว.
แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบ “คนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคี นี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป.
คนที่ทำงานตามวิชาการ จะต้องดูตำรา.
เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร.
ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา.
ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร.
ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง.
แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบ “คนจน” ใช้ความอะลุ้มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”.

(ตัวอย่าง การบริหารแบบคนรวยที่ประเทศไทยกำลังทำกันอยู่ทุกวันนี้ เช่น จัดงบประมาณมาให้ อบต. แห่งละ ๑๗ ล้านบาท แต่ อบต.แห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลฯ มีตัวเงินจริงๆ ตกถึง ๑๒ หมู่บ้าน ในตำบลนั้น เพียงแค่ล้านเศษๆ นอกนั้น เป็นค่าบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ พนักงานเป็นส่วนใหญ่ เงิน ๑๗ ล้าน จึงตกถึงแต่ละหมู่บ้าน แทบไม่ถึงแสน เมื่อต้องเอา ๑๒ หมู่บ้านไปหารเฉลี่ย เงินล้านเศษๆ นั้น

หรือการที่กระทรวงวิทย์ ใช้เงิน ๑๕๐ ล้านบาท เพื่อจัดทำเรื่องจุลินทรีย์ขึ้นมา นับเป็นเรื่องดีสุดยอด แต่ถ้าบริหาร แบบคนรวย เช่นเอานักวิชาการในห้องแอร์ มานั่งคิดกัน จุลินทรีย์ก็น่าจะตกอยู่ที่ กระทรวงวิทย์ เท่านั้น เหมือนจุลินทรีย์ของกระทรวงเกษตร ที่ผลิตออกมาเป็น พด. สูตรต่างๆ ซึ่งมีแต่สูตรดีๆ ทั้งนั้น แต่ไม่สามารถ เอาออกมา ให้เป็นประโยชน์ แก่ชาวนาชาวไร่ ส่วนใหญ่ได้ เพราะจุลินทรีย์ ที่กระทรวง ค่อนข้างที่จะมีช่องว่าง และห่างไกลจาก วิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่มาก ทั้งๆ ที่จุลินทรีย์ มีประโยชน์จริงๆ อยู่ตามท้องไร่ ปลายนา อยู่ตามป่าไผ่ อยู่ตามเศษอาหาร ที่ชาวบ้านทิ้งๆ เอาไว้ ซึ่งถ้ามีการคิด การบริหาร แบบคนจน ที่คนจนสามารถ จะนำเอามาใช้ได้ง่ายๆ ก็จะเป็นการบริหาร ที่ในหลวงบอกว่า ไม่ติดกับแบบตำร าและมีการพัฒนา ไปได้เรื่อยๆ )

และประโยคทองที่เป็นโอวาทสำคัญที่พระราชทานแก่ ร.ม.ต.เกาหลีในครั้งนั้นก็คือ

“การขาดทุนของเราเป็นการได้กำไรของเรา”
หรือ “เราขาดทุนเราได้กำไร”. (“Our loss is our gain”.)

… เราพูดเสร็จ เขาก็บอกว่า “ขอให้พูดซ้ำอีกที”
เราก็พูดซ้ำอีกที.
เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการจะให้อธิบายขยายความ.
เราจึงอธิบายว่า ในการกระทำใดๆ ถ้าเรายอมลงทุนลงแรงไปก็เหมือนเสียเปล่า แต่ในที่สุดเรากลับจะได้รับผลดี ทั้งทางตรง ทางอ้อม.
เรื่องนี้ตรงกับงานของรัฐบาลโดยแท้ ถ้าหากว่าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี รัฐจะต้องลงทุน ต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินจำนวนเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นล้าน.
ถ้าทำไปก็เป็น “loss” เป็นการเสีย เป็นการขาดทุน เป็นการจ่าย คือ รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย ซึ่งมาจากเงินของประชาชน.
แต่ว่าถ้าโครงการดี ในไม่ช้าประชาชนก็จะได้กำไร จะได้ผล.
ราษฎรจะอยู่ดีกินดีขึ้น จะได้ประโยชน์ไป ส่วนรัฐบาลไม่ได้อะไร.
แต่ข้อนี้ถ้าดูให้ดีๆ จะเห็นว่าราษฎรอยู่ดีกินดี มีรายได้ รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก ไม่มีการหนีภาษี เพราะเมื่อมีรายได้ดีขึ้น เขาก็สามารถเสียภาษีได้มากขึ้น…

บทสรุป ในหลวงของเราไม่ได้ทรงมีเพียงแค่วาทะที่ลึกซึ้งสวยงามเท่านั้น แต่ตลอดทั้งพระชนม์ชีพ ของพระองค์ ทรงเป็นแบบอย่าง ให้กับพสกนิกรตลอดมา

ชีวิต ของพระองค์ทรงขาดทุน ให้กับคนไทยและประเทศไทย มาโดยตลอด ต่างจากนักการเมือง หรือผู้นำของประเทศ ทั้งหลายในโลกนี้ ที่มุ่งแต่แสวงหากำไร หรือผลประโยชน์ให้กับตนเอง จนร่ำรวยอู้ฟู่ เขาจึงได้แต่เพียงมูลค่า โดยปราศจาก คุณค่าต่อส่วนรวม เขาจึงต้องรับบาปกรรม จนบางราย แทบจะหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ แม้จะได้กำไร จนร่ำรวยมหาศาล สักปานใดก็ตาม

- เราคิดอะไร ฉบับที่ ๒๓๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ คิดคนละขั้ว –

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 6 กุมภาพันธ์ 2553 00:12 น.
องคมนตรี ไม่สบายใจข่าวทำลายสถาบัน ตำหนิ “รัฐมาร์ค”เอาแต่ตั้งรับ ปล่อยพาดพิงสถาบัน หวั่นพลังเงียบถูกดึงให้เข้าใจในทางที่ไม่ถูกต้อง แนะให้มีหน่วยงานเฉพาะคอยสร้างความเข้าใจ ให้รู้ว่าพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร “เฒ่าพัลลภ” ยอมรับเป็นคนแก่น้อยใจง่าย หลังเรือล่มปากอ่าว

วานนี้ (5 ก.พ.) ที่สมาคมจิตวิทยาความมั่นคงแห่งประเทศไทย สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง และสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “รวมใจธำรงรักภักดีจักรีวงศ์” ในการประชุมวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคม ว่า คนไทยจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในพระราชอำนาจ และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ เพื่อจะได้ภาคภูมิใจและหวงแหน และรู้ว่า พระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ มีปฏิบัติการสงครามการสื่อสารมากขึ้น มีการตอบโต้ซึ่งกันและกัน และพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ จนดูเหมือนว่าฝ่ายที่กระทำก็กระทำอยู่ตลอดเวลา แต่ฝ่ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลเป็นเหมือนฝ่ายรับตลอดเวลา
ถ้าหากเป็นเช่นนี้เกรงว่าจะทำให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบถูกดึงและสร้างความ เข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบัน และอาจจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองได้ ดังนั้น น่าจะมีหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดขึ้นมาเฉพาะ ตัวอย่างเช่น สถาบันจิตวิทยาความมั่นคงฯ ที่จะต้องออกมาสร้างความเข้าใจ ให้กับประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่กล่าวนี้ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน
“การที่มีกลุ่มบุคคลออกมาประกาศ ปฏิบัติการทำลายล้าง ซึ่งไม่เฉพาะแต่รัฐบาล แต่ยังรวมถึงสถาบันด้วยนั้น กลับไม่มีใครออกมาชี้ชัดได้เลยหรือว่า สิ่งไหนผิดกฎหมาย สิ่งไหนก่อความวุ่นวาย สิ่งไหนนำไปสู่ความเข้าใจผิด ดูเหมือนว่ารัฐบาลมีแต่ตั้งรับ ซึ่งผมไม่สบายใจกับเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะพูดกับใครอย่างไร ที่ผมพูดไม่ได้พูดในฐานะองคมนตรี แต่พูดในฐานะประชาชน ที่สนับสนุนให้รัฐบาลออกมาชี้แจงทำความเข้าใจให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้ ” พล.อ.อ.กำธน กล่าว

เฒ่าพัลลภน้อยใจ แดงเมิน
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกเพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ประกาศยุติการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มคนเสื้แดงแล้วหลังจากที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกระบุว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.พัลลภ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสิ่งที่รับไม่ได้และถือว่าไม่ให้เกียรติกัน เพราะเจตนาที่มีแนวคิดจัดตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนทำร้ายกันเอง และ
เห็นว่า พล.อ.ชวลิต เป็นบุคคลคนเดียวที่จะสามารถประสานกับทุกฝ่ายได้
พล.อ.พัลลภ เปิดเผยว่า ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้จากการเดินทางไปดูไบ พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนได้เล่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ฟัง เกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว โดยจะให้ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้นำประชาชน ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นมีคนอื่นนั่งฟังอยู่ด้วยหลายคน จึงไม่ทราบว่าใครเป็นคนให้ข่าวจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าจะตั้ง พล.อ.ชวลิต เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เห็นด้วยกับแนวคิดที่ตนเสนอ เพราะมีความคิดที่ตรงกันว่าไม่ต้องการให้คนไทยทำร้ายกันเอง และเมื่อเดินทางกลับจากดูไบ ตนก็ตั้งใจว่าจะคุยเรื่องนี้กับแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะก่อนเดินทางไปดูไบ ได้เกริ่นเรื่องนี้กับนายจตุพร ไว้บ้างแล้ว

ประกาศยุติเคลื่อนไหวร่วมกับเสื้อแดง
พล.อ.พัลลภ กล่าวอย่าางน้อยใจต่อว่า “เมื่อนายจตุพร ออกมาตัดรอนแบบนี้ ผมก็นอนคิดทั้งคืน ผมจะไม่เข้าร่วมด้วยแล้ว และถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมาเหมือนเดือนเมษายน 2552 ก็อย่ามาเรียกผมไปช่วยก็แล้วกัน ผมช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าแกนนำทั้ง 3
จะกลับมาคุยกับผมเรื่องนี้ ผมก็พร้อม แต่ผมจะไม่คุยกับเขาก่อน ยอมรับว่า คนแก่ความน้อยใจมันมีเยอะ ถ้าคนอื่นด่า ผมไม่สนใจ แต่พวกเดียวกันมาด่ากันไม่ได้ ผมถือ ผมอายุรุ่นพ่อเขาแล้ว”
ที่พรรคเพื่อไทยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ว่า นปช.ไม่ใช่องค์กรที่ใครจะมาทำอะไรก็ได้ แต่ต้องผ่านการประชุมแล้วออกเป็นมติ แนวทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของ นปช.ยึดหลักสันติวิธี จะไม่ใช่ใช้อาวุธมาประหัตประหารซึ่งกันและกัน อาวุธที่มีอานุภาพที่สุด คือ เอาความจริงมาสู้กัน พล.อ.พัลลภ อาจไม่รู้วัฒนธรรมของ นปช. ข้อเท็จจริงท่านและ พล.ต.ขัตติยะ (สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง) ก็ไม่เคยมาประชุมร่วมกับ นปช. และ เสธ.แดง ไม่ใช่คนในองค์กรเดียวกันแต่เป็นแนวร่วมเท่านั้น

ข้อมูลจากเวบผู้จัดการออนไลน์

สำนึกดีจิตสาธารณ จิตอาริยะ


การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนหยัดต่อต้านรัฐบาล”พลังประชาชน”ร่างทรงอมตะของ “ทักษิณ -ไทยรักไทย “ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทั้งเปิดการชุมนุมย่อย”ดาวกระจาย”ในต่างเมืองด้วยเพื่อเปิดเผยความรู้ ความสัจจริงที่ต้องรู้แจ้งจริง เพื่อเปิดโปงความชั่วช้าซ่อนเร้นที่ต้องรู้เท่าทัน นับเป็นนิมิตรใหม่ที่งดงามของประชาธิปไตย..ประชาธิปไตยภาคประชาชน..อธิปไตยของปวงชน ชี้ชัดยิ่งนักว่าแผ่นดินนี้อยู่ในมือประชาชน

การเมืองการปกครองในอดีตกาล อิงอ้างรัฐธรรมนูญและตัวบทกฏหมายเป็นหลักการ แต่บังอาจพลิกพลิ้ว ล้มล้างเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและตัวบทกฏหมาย ความชอบธรรมสิ้นเชิง ก่อกำเนิดนักการเมืองชั่วช้าสามานย์สบโอกาสสืบทอดเผ่าพันธ์ยึดครองแผ่นดินเบ็ดเสร็จ ณ บัดนี้ด้วยพลังอำนาจโสมมของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติและกำเริบร้ายหมายกัดกร่อน สถาบันตุลาการ!

ณ วันนี้ ยังไม่สายเกินที่จะรวมพลังหยุดยั้งล่มสลายขบวนการชั่วร้าย ทำลายชาติไทย อันประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตราธิราช ภายใต้อำนาจสูงสุด “อธิปไตย” ของประชา”(ชน)

“ประชา+อธิปไตย”….ประชาธิปไตย หากยังไม่ละเป้าหมาย และพากเพียรเดินต่อไป จนเกิดก่อนักการเมืองมีคุณธรรมสำนึก ทำงานการเมืองด้วยความซื่อสัตย์เสียสละ…


สลายพลังขบวนการการเมือง(เน่า)เหม็นสิ้น

และสถาปนาการเมืองใหม่…การเมืองอาริยะ..การเมืองที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแด่มวลมนุษยชาติ..



สงครามตัวตน

สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตกาโม ฯ
สํ. ส. ๑๕/๓๔๘/๑๐๙

ค้นหาด้วยจิตตลอดทิศทั้งหมด…
ก็ไม่พบใครๆซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน…
สัตว์เหล่าอื่นก็รักตนมากเหมือนกัน…
ฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น…

เสาะสืบค้นสิ่งใดทั่วใต้หล้า
รักยิ่งกว่าตัวตนพบหนไหน
ตนรักตัวของตัวยิ่งกว่าใคร
หาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่มี
หมู่สัตว์ต่างรักตัวกลัวตายสิ้น
ห่วงชีวินอยู่มิวายหาหน่ายหนี
ย่อมรักตัวกว่าใครใครในปฐพี
รู้อย่างนี้อย่าบีฑาเข่นฆ่ากัน ฯ

…ตั้งแต่เกิด “หัวใจ” ก็ติดมาพร้อมกับร่างกายเราทุกคน หัวใจ
ทุกดวงล้วนสูบฉีดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย เลือดของคนอาจ
จะแตกต่างกัน บางคนเลือดร้อน บางคนเลือดเย็น แต่เลือดที่
ไหลเวียนทั่วร่างกายทุกคนเหมือนกัน นั่นคือ “เลือดรักตน” ซึ่ง
ถูกสูบฉีดแรงกว่าเลือดทั้งหมด

กล่าวกันว่า ความผูกพันทางสายเลือดตัดกันไม่ขาด แต่ก็เกิด
“สงครามสายเลือด” เปิดศึกรบกันถึงกับเข่นฆ่า สงครามสายเลือด
เกิดขึ้นได้ ทว่าสงครามเลือดรักตนเกิดขึ้นไม่ได้ เอ้ะ! ถ้าว่าอย่างนั้น
ทำไมไม่เกิดกรณีฆ่าตัวตายล่ะ เรื่องนี้มองให้ดี การฆ่าตัวตายมิได้
เกิดเพราะความโลภต้องการแย่งชิงมรดกมาครอบครองเหมือน
สงครามสายเลือด หากแต่เกิดเพราะความรักตน

คนฆ่าตัวตายหรือคนที่อดทนต่อความบีบคั้นของทุกข์ไม่ไหว
อดกลั้นต่อปัญหาต่างๆที่มารุมเร้าไม่ไหว เขาไม่อยากเห็นตนต้อง
ทุกข์ทรมาน ด้วยความรักตนจึงเห็นแก่ตัว “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว”
หนีเอาตัวรอด ตัวเรามองเห็นเลือดรักตนไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย
ตน เเล้วมองเห็นเลือดรักตนไหลเวียนทั่วร่างกายคนอื่น สัตว์อื่นๆ
บ้างหรือเปล่า เราไม่อยากให้ใครกรีดเอาเลือดรักตนไปฉันใด คน
อื่นและสัตว์อื่นๆ ก็ไม่อยากให้ใครกรีดเอาเลือดรักตนไปฉันนั้นเหมือน
กัน รู้ทั้งรู้ ยังเที่ยวเบียดเบียนคนอื่น บีฑาเข่นฆ่าสัตว์อื่นๆอยู่รึ คนใจร้าย…ฯ

~เอื้อเฟื้อธรรมโดยท่าน..พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์~
ขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์…ฯ

จดหมายเปิดผนึก

เรียน พณ ฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นับถือ

ดิฉันชื่อรัตนา ได้โอนสัญชาติเป็นชาวอเมริกันเมื่อปี 1993 บอกตามตรงว่าอยู่ที่ไหนก็สู้ประเทศไทยของเราไม่ได้ ดิฉันเป็นคนรักความถูกต้อง และยุติธรรม สองประเทศที่ฉันจะยอมตายให้ได้ ก็คือประเทศไทยและอเมริกาฉันได้ติดตามข่าวประเทศไทยเสมอมาและมีความเป็นห่วง อย่างมาก ตอนที่ได้รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันมีความรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากและรู้สึกซาบซึ้ง น้ำตาไหลที่เห็นคุณก้มลงกราบพระเจ้าอยู่หัว และคุณบอกว่าคุณจะรักษากฏเหล็กเก้าข้อ หนึ่งปีผ่านไปการกระทำของคุณมันช่างแตกต่างจากคำพูดของคุณ ดิฉันไม่อยากให้คุณเป็นเหมือนอย่างนายทักษิณ คนนั้นเป็นคนชั่วอย่างหาที่ติมิได้ และยังมีคนชั่วอีกมากมายในรัฐบาลของคุณ ตราบใดถ้าไม่ปราบพวกนี้ให้ออกจากวงการการเมืองของประเทศไทยๆคงจะแย่ลงแย่ลง ไปเรื่อยๆ คุณเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ทั้งประเทศยกย่อง ให้เกียรติ ฉะนั้นเกียรติและศักดิ์ศรีจึงเป็นสิ่งที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด คุณควรจะรักษาคำพูดที่คุณได้ให้สัตยาบันต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดิฉันว่าเขาควรไปเลี้ยงควายดีกว่า ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแต่งตั้งให้เขาเป็นฝ่ายรักษาความมั่นคงของประเทศ ได้อย่างไร มีแต่ความฉ้อฉล เรื่องคดี ๗ ตุลานั้น นายพัชรวาท นายสุชาติและนายตำรวจอีกหนึ่งคน สมควรจะถูกจับไปตั้งนาน ยังหน้าด้านอยู่ได้อย่างไร เป็นประเทศอื่นเขาลาออกหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปนานแล้ว รวมทั้งนายสมชายน้องเขยของนายทักษิณด้วย และถ้าคุณไม่กล้าพอที่จะปราบพวกคนชั่วๆเหล่านี้ คุณก็สมควรลาออกไปด้วยเหมือนกัน เพราะทุกๆวัน ความศรัทธาที่ดิฉันที่มีต่อคุณมันเริ่มลดเหลือน้อยลงไปเต็มที คนเราเกิดครั้งเดียวแล้วก็ตายครั้งเดียว ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และตัวเองเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ตายไปแล้วก็มีแต่คนยกย่องสรรเสริญเยินยอและความดีเหล่านั้นก็จะตกทอดไปชั่วลูก ชั่วหลาน ฉันเวทนากับพวกคนชั่วๆทั้งหลาย โกงกินบ้านเมือง ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ เห็นผิดเป็นชอบ คุณรู้ไหมว่าถ้าประเทศไทยไม่มีพวกคนเหล่านี้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์และพรั่งพร้อมไปทุกอย่าง

คุณอภิสิทธิ์คะ ดิฉันกราบวิงวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงดลบันดาลให้ คุณมีจิตใจที่กล้าหาญ เข้มแข็ง และช่วยแก้ไขในสิ่งที่ผิด อย่าให้ไอ้พวกชั่วๆที่อยู่ใกล้ตัวคุณมาทำลาย ประเทศไทยของเราเลย และอย่าให้นายห้อยและพวกของมันขี่คอคุณอีกต่อไปเลย เพราะถ้าคุณมัวแต่กลัวบารมีของพวกมัน รวมทั้งนายสุเทพด้วย คุณจะไม่มีวันได้ผุดได้เกิดหรอกและชื่อเสียงเกียรติยศทั้งของคุณและวงศ์ตระกูลของคุณก็จะเสียและเน่าฟอนเฟะไปกับไอ้พวกชั่วๆเหล่านี้ และกรรมชั่วที่มันโกงกินบ้านเมืองอีกไม่นานหรอกพวกมันก็จะฉิบหายวายวอดไปตามกันเช่นเดียวกับนายทักษิณ ที่กำลังรับกรรมอยู่ขณะนี้ ลูกของเขาก็ติดยาเพราะพ่อของเขาค้ายาก็เลยตกทอดไปถึงลูกหลานของมัน คุณต้องเชื่อฉันนะเพราะดิฉันเองก็กำลังเผชิญกรรมอยู่ทุกวันนี้ แต่ดิฉันไม่ได้ไปโกงใครนะ กรรมของฉันนั้นเป็นกรรมของอดีตชาติ เรื่องนี้มีจริงนะ เมืองไทยเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ ดิฉันจำได้ว่าในหลวงได้สาปแช่งคนชั่วไว้ว่า ถ้าใครโกงกินประเทศชาติแม้แต่น้อยนิดก็ขอให้มีอันเป็นไป ทุกวันนี้ฉันหมั่นสร้างแต่ความดีเพื่อที่ให้กรรมในชาติอดีตเบาบางลง ดิฉันมีเวลาแค่หกปีดิฉันจึงอยากจะสร้างความดีไว้ให้มากๆ ถ้าหากดิฉันสามารถฆ่านายทักษิณเพื่อแลกกับความสงบสุขของประเทศไทยดิฉันพร้อม ทุกเมื่อ
ดิฉันคิดว่าถ้านายคนนี้ตายสักคนเดียวทุกอย่างก็คงจะจบ มันชั่วจริงๆบ้านเกิดของมันมันยังสามารถทำลายได้ ลูกๆและเมียของมันก็ยังอยู่ที่เมืองไทยก็ยังใช้แผ่นดินไทยเป็นที่ซุกหัวนอน ดิฉันไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำไมยังกล้าออกมาลอย หน้าลอยตา ถ้าเป็นดิฉันคงจะต้องไปบวชล้างมลทินให้พ่อของเขาแล้วละ ส่วนพวกของมันก็ยังไม่หมด พวกคนไทยที่รู้จักผิดชอบชั่วดีก็ได้แต่ฝากความหวังเป็นอย่างสูงไว้กับท่านนายก คุณอภิสิทธิ์ เอากฏเหล็กเก้าข้อของคุณออกมาใช้ให้เต็มที่ประเทศไทย ของเราเป็นประเทศที่น่าอยู่มากนะ พืชพันธ์ธัญาหารก็อุดมสมบูรณ์กว่าประเทศไหน ๆ ในโลกนี้ ดิฉันกล้าพูดได้อย่างเต็มปาก
ท่านนายก อภิสิทธิ์ คะ ประเทศไทยจะไปรอดหรือจะล่มจมฉิบหายตกอยู่ในเงื้อมมือของคุณนะคะ คุณจะต้องอยู่ข้างเดียวกับประชาชนนะคะ คุณคงจำคำของในหลวงได้นะคะ อย่าให้คนชั่วครองเมือง และขอให้คุณสนับสนุนคนดี คนเหล่านั้นจะได้มีกำลังใจ ดิฉันจะส่งซีดีของวันที่ ๗ ตุลาส่งไปให้คนทั่วโลกได้ดู ให้เขาได้รับรู้ความจริงว่าความชั่วร้ายของตำรวจไทยซึ่งเป็นพวกของนายทักษิณ เป็นอย่างไร แล้วรัฐบาลของคุณยังเอาผิดกับพวกมันไม่ได้ จะให้อายม้วนไปเลย ขนาดนายกของเกาหลีไม่ได้ทำความผิดด้วยตัวเองต้องกระโดดหน้าผาตายเพราะทนไม่ได้ที่มีญาติพี่น้องคอรัปชั่น คุณเห็นหรือเปล่าว่า เกียรติและศักด์ศรีของความเป็นคนมันอยู่เหนือสิ่งใด ถ้าคุณเป็นคนเช่นเดียวกับนายกเกาหลี คุณจะต้องปราบพวกชั่วๆ ให้ออกไปจากวงการเมืองไทย และอย่าถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง กล้าที่จะพูดก็ต้องกล้าที่จะทำด้วย และต้องมีความเด็ดขาดให้สมกับที่คนไทยยกย่องให้เป็นนายกรัฐมนตรี และดิฉันจะจารึกคุณงามความดีของคุณไว้ให้กับชาวไทยและชาวต่างชาติทั่วโลกได้รับรู้และยกย่องสรรเสริญคุณ

อ้ออีกอย่างหนึ่งค่ะ ช่วยขจัดพวกสื่อชั่วๆที่เห็นแก่อามิสสินจ้างด้วยนะคะ พวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบ่อนทำลายชาติ และข้อสำคัญที่สุดควรจะปลูกฝังให้เด็กคนไทยทุกคนรู้จัก กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ มีศีลธรรม จรรยาบรรณ มีสัจจธรรม รู้จักรักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ควรจะต้องฝังลึกให้ไปถึงรากเหง้า เพราะเด็กเปรียบเสมือนทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ และเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นและมีสิ่งเหล่านี้ติดมากับตัวประเทศไทยก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง จะได้ไม่มีนักการเมืองชั่วๆอย่างเช่นเป็นอยู่ขณะนี้ อย่าลืมนะคะประเทศไทยอยู่ในเงื้อมมือของคุณ และดิฉันขอให้คุณมีความกล้าหาญที่จะเอาคนชั่วๆออกไปจากวงการเมืองนะคะ นายสุเทพสมควรจะถูกไล่ออกไปตั้งแต่งานอาเชียนที่พัทยาแล้ว มางานนี้อีกที่เก็บ นายตำราจชั่วเอาไว้ ตัวเขาเองก็คงจะชั่วเช่นเดียวกันก็เลยไปทางเดียวกันได้ คุณอภิสิทธิ์คะอย่าให้นายสุเทพมาทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของคุณนะคะ มันไม่ใช่แค่ลำพังคุณคนเดียวนะคะ มันจะเสียตกไปถึงชั่วลูกชั่วหลานของคุณด้วยนะคะ คุณจะต้องทำให้ลูกหลานของคุณเดินยืดอกได้อย่างสง่าผ่าเผยและมีความภาคภูมิใจ ที่มีพ่อชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปไหนไม่ต้องอายใคร อย่าให้เหมือนอย่างตระกูลชินวัตร ดิฉันและชาวไทยทั่วโลกยังฝากความหวังของประเทศไทยไว้กับคุณนะคะ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิคุ้มครองคนดีจากเงื้อมมือคนชั่วด้วยเทอญและขอให้ไอ้พวก ชั่วๆที่มันคอยแต่จะโกงกินประเทศชาติต้องฉิบหายไปในเร็ววัน ทุกครั้งที่ดิฉันได้ดูภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ ตุลาดิฉันมีความรู้สึกเจ็บปวดแทน

พ่อแม่และญาติพี่น้องของพวกเขาที่ต้องสูญเสียคน ที่รักไป ดิฉันได้สูญเสียลูกชายคนหนึ่งไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว
ความเจ็บปวดมันยังไม่สามารถลดเลือนหายลงไปได้แม้แต่น้อยนิด แล้วพวกเขาล่ะ พวกเขาช่างน่าสรรเสริญจริงๆที่ยอมสละชีพเพื่อชาติและคนๆหนึ่งในนั้นเป็นลูก หลานของคุณหรือเป็นคนที่คุณรัก คุณจะรู้สึกอย่างไร คุณก็คงจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเช่นเดียวกับพวกเขา และผู้หญิงอีกหนึ่งคนที่ถูกตำรวจยิงไปถูกที่สมอง ยังนอนอยู่ที่รพ.เธอช่างมีจิตใจที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเสียจริง ดิฉันเห็นเขาทีไรอดร้องไห้ไม่ได้คุณควรจะส่งคนไปให้ความช่วยเหลือเธอนะคะ การนอนอยู่แบบนั้นเป็นปีมันทรมานแสนสาหัสนะคะ ช่วยสนับสนุนเธอในด้านค่าใช้จ่ายให้เธออยู่อย่างสดวกสบายกว่านี้

ดิฉันทราบดีค่ะ เพราะว่าดิฉันเป็นคนที่พิการต้องนั่งอยู่ในรถเข็นไฟฟ้ามาเป็นเวลาสิบปีแล้ว มันไม่มีความสนุกเลย ทรมานอย่างแสนสาหัสเพราะมีโรคแทรกซ้อน และทุกวันนี้ดิฉันก็ได้แต่รอเวลาของฉันให้มาถึง คุณอภิสิทธิ์ต้องสนับสนุนคนดีๆให้มากๆนะคะ ดิฉันอยู่ที่อเมริกาพูดแต่น้ำใจของคนไทยให้กับคนต่างชาติฟัง ดิฉันคิดว่าไม่มีที่ไหนที่มีน้ำใจประเสริฐเช่นคนไทย แต่ถ้าหากคุณยังเก็บไอ้พวกชั่วๆไว้อยู่ ดิฉันคงไม่กล้าไปพูดกับคนต่างชาติว่าประเทศไทยดีอย่างไรอีกต่อไป ดิฉันมีเวลาเหลืออีกหกปีเท่านั้นดิฉันขอกราบวิงวอนให้คุณอภิสิทธิ์ทำให้ฉัน มีความสุขได้ไหมคะ ความสุขของดิฉันคือ ปราบไอ้ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ส.ส. ที่ฉ้อฉลให้เด็ดขาดและจริงจังเสียที

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมควรที่จะถูกไล่ออกเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่มีความเหมะสมกับตำแหน่งหน้าที่แม้ แต่นิดเดียว ถ้าเป็นประเทศที่เขามีศักยภาพพอเขาต้องพิจารณาตัวเองได้แล้ว แต่นี่ยังทนหน้าด้านอยู่ได้อย่างไร ช่างเป็นคนที่ไร้ยางอาย ไร้ศักดิ์ศรีเสียจริงๆ ดิฉันเห็นเขาในทีวี ครั้งใด ดิฉันอยากจะถ่มน้ำลายรดหน้าเขาเสียจริง พวกนี้เกิดมาเสียชาติเกิดเสียจริงดิฉันขอสาปแช่งพวกรัฐบาลบางคนที่ชั่วช้าสามานย์ ที่คิดแต่จะโกงบ้านกินเมือง ขอให้พวกมันเหล่านั้นตกกับความหายนะในเร็ววัน และขอให้สิ่งศักดิ์คุ้มครองในหลวงของเราให้มีพระพลามัยที่แข็งแรง เพราะพระองค์เป็นที่พึ่งทางใจของชาวไทยทั้งชาติและดิฉันขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิช่วยเติมเต็มความกล้าหาญให้กับคุณอภิสิทธิ์ปราบพวกชั่วๆให้สิ้นซากเสียที

ท้ายที่สุดนี้ดิฉันและพี่น้องชาวไทยทั้งหลายจะคอยเป็นกำลังใจให้ท่านนายก นะคะ และถ้าคุณกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวดิฉันพร้อมที่จะถวายชีวิตให้กับคุณได้นะ ถึงแม้ดิฉันจะเป็นแค่ชาวบ้านจนๆคนหนึ่ง ดิฉันก็รักษาคำพูด รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของดิฉัน ดิฉันไม่ยอมให้ใครมาย่ำยี อย่าลืมนะคะพวกเราขอฝากประเทศไทยไว้กับมือของคุณ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ ยุติธรรม ตลอด ๖ ปีที่ฉันเหลืออยู่นี้ ดิฉันจะเฝ้ารอดูผลงานของคุณ ดิฉันขอให้คุณทำให้ฉันสมหวังสักครั้งก่อนที่จะตายจะได้ไหมคะอย่างไรดิฉันก็ขอขอบคุณล่วงหน้านะคะ

ด้วยความเคารพและนับถือ
รัตนา



สำนึกดีจิตสาธารณ จิตอาริยะ

15 มีนาคม 2551

พิชัย พ้นภัย (pponpai@gmail.com)

1131/288 ถนนเทอดดำริ แขวงถนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

ก่อนอื่นก็ต้องขอแนะนำตัวก่อน ผมชื่อ พิชัย พ้นภัย ปัจจุบันเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเกริก อดีตเป็นทนายความและที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ Tilleke and Gibbins กรุงเทพฯ

ความนำ

การ เป็นเจ้าของ Email account สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับเจ้าของ account อย่างมหาศาล ในขณะเดียวกัน หากมีการนำไปใช้อย่างไม่ถูกวิธี ก็จะสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของ account ได้อย่างมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางด ้านสุขภาพจิต สังคมหรือเศรษฐกิจ และจะเป็นการเสียหายมากกว่านั้นอีกหลายเท่า หากมีผู้ลักลอบนำ email account ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับทำการเปลี่ยนแปลง password ของเจ้าของที่แท้จริง แล้วนำไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หลอกลวงเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง และผู้ที่เจ้าของ account ติดต่อด้วย โดยที่เจ้าของ email account ที่แท้จริงหมดโอกาสที่จะบอกให้คนเหล่านั้นได้รู้อย่างทันท่วงทีว่า ความจริงเป็นการหลอกลวงของโจร internet ภายใต้ชื่อและemail account ของเจ้าของที่แท้จริงเอง เมื่อถูกกระทำแล้วเจ้าของ account จะเป็นทุกข์กังวลเพียงใด เมื่อคนที่เรารักและติดต่อด้วยต้องเสียรู้เสียเงินไปให้โจร อันมีสาเหตุมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราเองเป็นจุดเริ่มต้น

ขอให้บทเรียนที่ผมได้รับนี้ เป็นสิ่งเตือนใจของท่านเจ้าของ email account ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกได้รับรู้กลลวง เพื่อเก็บไว้เป็นเกราะป้องกันตนเองจากโจรทาง internet

ผมขอลำดับเหตุการณ์ให้ทราบดังนี้

1. การใช้ email ในชีวิตประจำวัน

ผมเป็นเจ้าของ Email Account ของ Hotmail ใช้ account นี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ใน account จะเก็บ email address ของเพื่อนฝูงที่สนิทกัน ญาติพี่น้องและของบุคคลที่ต้องติดต่อด้วยรวมแล้วประมาณ 130 คน ปกติ ผมจะทำการตรวจเช็ค email inbox ทุกครั้งที่ได้ใช้ computer อย่างน้อยต้องตรวจเช็ค email วันละครั้ง เว้นแต่จะไม่มี computer ให้ใช้เท่านั้น

การใช้ email ของผมนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ต้องทำ ระยะเวลากว่า 10 ปีที่ใช้ ไม่เคยมีปัญหาอะไรที่มาถึงตัว หรือที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรงโดยตรง มีเพียงแค่เจอ virus เล่นงานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นับแต่ใช้ internet และ computer มา ผลที่เกิดขึ้นอย่างมากก็เพียง format เครื่อง แล้วลง program ใหม่เท่านั้น ปัจจุบันก็มี program ป้องกัน virus ให้ใช้จำนวนมาก และไม่น่ากังวลอะไร

2. ความเป็นมาของเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2551 ผมได้เปิดเข้าไปตรวจเช็ค email ตามปกติและได้พบ email ฉบับหนึ่งระบุว่าผู้ส่งคือ Customer_serviceupgrade1@hotmail.com ด้วยความสงสัยและอยากรู้ ผมจึงเปิดออกดูว่าจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ upgrade หรือไม่ เมื่อเปิดขึ้นมาแล้ว พบว่าemail มีลักษณะดูเหมือนกับเจ้าหน้าที่บริการของ Hotmail ส่งมาให้สมาชิก หน้าของ email ไม่ทำให้สงสัยหรือเห็นเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเป็น email ที่ส่งมาจาก

Hotmail จริงๆ (ดูmail ที่ส่งมาเอกสารแนบ 1) ข้อความใน email แจ้งว่า Hotmail จะทำการ upgrade program ของการใช้ email ใหม่ของสมาชิก ขอให้สมาชิกยืนยันวันเดือนปี เกิด และแจ้ง password การเข้าใช้ email account ให้ทราบภายใน 3 วัน มิเช่นนั้นแล้วaccount นี้ จะถูกลบออกอย่างถาวร และจะไม่สามารถใช้ได้อีกตลอดไป

เมื่ออ่านพบเช่นนั้น ทำให้ผมรู้สึกกังวลว่า หากไม่ทำตาม email ที่แจ้งเตือนมานี้ email address ทั้งหมดที่มีอยู่จะหายไป ไม่สามารถติดต่อใครได้อีกเนื่องจากemail account และ address ดังกล่าวใช้มานานมากกว่า 10 ปี ทุกคนรู้จักและติดต่อผมโดยผ่าน email account นี้มานานแล้ว กรณีเช่นนี้จึงคล้ายกับการทำโทรศัพท์มือถือหาย ทำให้วุ่นวายติดต่อใครไม่ได้หากจำเบอร์ไม่ได้ การถูกยกเลิก email account จึ่งเป็นเรื่องใหญ่หากต้องถูกลบออกไปอย่างถาวร

ดังนั้นโดยไม่รอช้าผมจึงกรอกข้อมูลตามที่ email นั้นแจ้งมา และส่งกลับไปให้ทันที ประมาณ 1 ชั่วโมงผ่านไป ผมเกิดระแวงสงสัย จึงกลับไปตรวจเช็ค email อีกครั้ง ปรากฏว่าใจแทบสลาย เพราะผมไม่สามารถใช้รหัสผ่านของผมเข้า email account ของผมได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะใช้ความพยายามเท่าไหร่ก็ตาม ถึงตรงนี้ผมเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดผลร้ายแรงอะไรขึ้นกับผมและคนอื่นในอนาคตบ้าง ในใจเพียงคิดว่าไม่เป็นไร สมัครเอา account ใหม่ก็ได้

แต่หลังจากนั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมงผมก็ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากเพื่อนชาวต่างประเทศที่ี่อยู่ภูเก็ต โทรมาสอบถามว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน อยู่ที่กรุงเทพฯ หรือแอฟริกา เพราะเขาได้รับ email จากผมแจ้งว่า ขณะนี้ผมอยู่แอฟริกามาประชุมสัมมนาเรื่อง HIV และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาในแอฟริกา ผมประสบปัญหาขณะที่นั่งรถแท็กซี่กลับโรงแรม ได้ลืมกระเป๋าเอกสารที่มีเงินทั้งหมด และไม่สามารถติดตามคืนได้ ผมเป็นหนี้ค่าโรงแรม เจ้าหน้าที่โรงแรมยึดของไว้หมด และไม่ให้ออกจากโรงแรม ผมกำลังเดือดร้อนอย่างมาก ขอให้ส่งเงินไปให้ด้วย กลับบ้านแล้วจะคืนให้

เมื่อได้รับโทรศัพท์ดังนี้ ผมจึงรีบบอกไปว่าเป็น email หลอก email account ของผมถูกเปลี่ยน password ผมไม่สามารถเข้าใช้ได้อีก อย่าได้ส่งเงินไปเด็ดขาด (โปรดดูรายละเอียดของ email หลอก เอกสารแนบ 2)

3. ความเป็นห่วงเป็นใยและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น

ความเป็นห่วงเป็นใยและความเจ็บปวดประการแรก เป็นของตัวเองต่อเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง และผู้ที่ติดต่อด้วย นับแต่รู้ว่า email account ถูกโจรกรรมไปแล้ว ผมไม่สามารถควบคุมการใช้ email ของผมได้ email ที่โจรส่งออกไปก็จะปรากฏเป็นตัวของผมภายใต้ชื่อของผมทั้งหมด ผู้ที่รับ email ย่อมต้องเข้าใจว่าผมตกอยู่ในภาวะลำบากเช่นนั้นจริง ผมคิดกังวลอย่างมากว่าอาจมีเพื่อนรักที่สนิทกันที่ตกใจและไม่ทันคิดอะไร ต้องหลวมตัวส่งเงินไปให้โจรอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว ดังนั้นผมจึงพยายามนึกถึง email address ของเพื่อนๆ เท่าที่สามารถนึกออก พร้อมกับสมัครใช้ email account ใหม่ และรีบแจ้งเตือนไปให้ทราบว่า ขณะนี้มีโจรเข้ามาโจรกรรมเอา email account ของผมไปใช้ และผมไม่ได้ใช้ email นี้อีกต่อไปแล้ว คนที่ใช้อยู่ไม่ใช่ผม ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะสกัดกั้นไม่ให้ผู้ที่ได้รับ email หลอกนี้ส่งเงินไป วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามยกเลิก email account นี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

ในช่วงนี้ผมต้องหยุดทำงานทั้งหมด และต้องแก้ไขเหตุการณ์แข่งกับเวลา เพราะโจรรายนี้ทำงานเร็วมาก นอกจากนี้ ผมได้ใช้ email เพื่อหลอกให้มันส่งรายละเอียดของการส่งเงินว่าจะส่งไปที่ใด ซึ่งมันก็เชื่อโดยส่งรายละเอ ียดมาให้ทราบ โดยระบุชื่อผู้รับเงินว่า Mr. George Pent พักอยู่ที่โรงแรม Ekko ห้อง 6 เมือง Lagos ประเทศ Nigeria จำนวนเงินที่โจรขอให้ส่งไปคือ1,350 USD หรือ 1,500 USD แตกต่างกัน แต่จะเป็นตัวเลขเศษๆ ดูแล้วน่าเชื่อถือ คำนวณเป็นเงินไทยก็อย่างน้อย 30,000 บาท ขึ้นไปซึ่งไม่น้อยทีเดียว รายละเอียดปรากฏตาม email ที่ติดต่อกับโจรรายนี้ (เอกสารแนบ 3)

ผมขอบอกว่าสภาพจิตใจของผมช่วงดังกล่าวแย่มากที่สุด เต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วงว่าจะมีเพื่อนคนใดส่งเงินไปให้โจร และคนที่ส่งเงินไปให้ต้องเจ็บใจเสียใจในภายหลังเมื่อทราบความจริง

4. ความกังวลของตนเองต่อความยุ่งยากในอนาคตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากที่ผมจำต้องทำงานแข่งกับเวลากับโจร เพื่อแจ้งให้ทุกคนที่รับ email หลอก (hoax email) นี้รู้ตัว ผมก็คิดกังวลเลยไปไกลในอนาคตว่า หากผมไม่สามารถยกเลิก email account นี้ของผมได้ โจรรายนี้จะต้องใช้ชื่อผมไปก่อให้เกิดความเสียหายกับผมต่อไปในอนาคตโดยไม่มีที่สิ้นสุด ผมคงต้องมาแก้ตัวและป้องกันตัวเองว่า email ดังกล่าวไม่ใช่ของผม ผมไม่ได้หลอกผู้ใดหรือติดต่อกับผู้ใดในการใช้ email account นี้แล้ว ถึงตอนนั้นความเสียหายคงเกิดขึ้นกับผมอย่างมากและเป็นสิ่งกวนใจทำให้สุขภาพจิตเสื่อมไปตลอดกาล จนกว่าโจรหรือผมจะตายจากโลกนี้ไป

5. ความเป็นห่วงเป็นใยและความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนสนิท ญาติพี่น้องและผู้ที่ติดต่อด้วย

ความเป็นห่วงเป็นใยประการที่สองนี้ เป็นความทุกข์ที่จะเกิดกับคนที่เรารักและติดต่อด้วย ความตกใจและการช่วยเหลือของแต่ละคนเมื่อได้รับ email หลอก จะมีระดับและวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนต่างเชื่ออย่างสนิทใจว่า ผมคงตกอยู่ในภาวะที่ลำบากในแอฟริกาจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างรีบด่วน

เริ่มจากเพื่อนที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา เป็นเพื่อนที่สนิทและรู้จักกันมานานนับสิบปี พอได้รับ email หลอกนี้ ก็รีบตอบ email สอบถามรายละเอียดต่างๆ เพื่อหาวิธีช่วยเหลือ เมื่อโจรได้รับ email ตอบจากเพื่อน มันก็รีบตอบกลับและแสดงตัวเป ็นผมทันที โดยที่เพื่อนอ่าน email แล้วไม่ได้สังหรณ์ใจอะไรเลย รายละเอียดปรากฏตาม email ของโจร (เอกสารแนบ 4)

ในวันนั้นเพื่อนคนนี้ต้องลาหยุดงาน เพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถส่งเงินไปให้โจรตามที่มันแจ้งให้ทราบ หลังจากส่งเงินไปแล้วหนึ่งชั่วโมง ภรรยาเกิดสังหรณ์ใจบางอย่างและนึกขึ้นได้ว่าต้องโทรทางไกลมาสอบถามผมที่บ้านที่กรุงเทพฯ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตี 5 กว่า ผมก็รับโทรศัพท์พร้อมกับเสียงของเพื่อน ที่แสดงความตกใจเล่าเรื่องให้ผมฟัง ผมบอกเขาว่าผมสบายดีอยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้ไปแอฟริกาแต่อย่างใด เมื่อทราบดังนั้น เพื่อนจึงรีบไปอายัดเงินโอนทันที ผลปรากฏว่าเงินไปอยู่ที่ปลายทางแล้ว แต่โจรยังไม่มารับไป เพราะว่า email ที่เพื่อนแจ้งการส่งเงินไป มีเอกสารแนบ เกิดขัดข้อง email จึงยังไปไม่ถึงโจร ทำให้มันไม่ทราบว่ามีเงินโอนไปแล้ว เพื่อนของผมจึงอายัดเงินได้ทัน ไม่สูญเงิน 1,350 USD แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมไปไม่มากนัก

เพื่อนได้แจ้งให้ผมทราบในภายหลังว่า เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เขาเสียสุขภาพจิตไปมาก และโทษตัวเองว่าโง่ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็สังหรณ์ใจอยู่ แต่เหตุการณ์คับขันเช่นนี้คงปล่อยให้เพื่อนลำบากไม่ได้ ถึงแม้จะมีความรู้สึกว่าเป็นการหลอก แต่ก็ยอมจะเสี่ยงส่งไปให้ก่อน แม้จะเสียเงินไปก็ไม่เป็นไร

รายที่สอง อยู่อเมริกาเช่นกัน เมื่อได้รับ email หลอกก็ตกใจ รีบตอบ email กลับไปหาโจร สอบถามรายละเอียดความตกทุกข์ได้ยากของผม และว่าจะส่งเงินไปให้ แต่ขณะที่เขียน email เพื่อตอบโจรไป เขาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวผมจริงหรือไม่ เพราะผมไม่น่าจะใช้วิธีเช่นนี้เพื่อขอความช่วยเหลือ จึงทำการทดสอบให้ตอบคำถามส่วนตัวของผมว่า หัวหน้าสำนักงานที่ผมทำงานอยู่ ชื่ออะไร ปรากฏว่าไม่มีคำตอบจากโจรรายนี้อีกเลย เพื่อนคนนี้จึงรู้ว่าไม่ใช่ตัวผมแน่นอน เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขาประสาทเสียและเสียเวลาทำงานไปมาก

รายที่สาม อยู่อเมริกาเช่นกัน เมื่อได้รับ email หลอก ก็ตกใจเตรียมจะส่งเงินไปให้อีก แต่กลับคิดได้ว่า email ที่ส่งมา ทำไมขึ้นต้นด้วย Dear All, ทำไมไม่ระบุชื่อเหมือนที่เคยเขียนมา ทำให้เขาเกิดอาการไม่แน่ใจ จึงโทรทางไกลไปถามเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทยว่าผมไปแอฟริกาหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตี 2 ของเมืองไทย จึงได้ทราบความจริงว่าถูกหลอก และทำให้เขาสงสัยว่าโจรทำได้อย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขาเกิดอาการตกใจมากเหมือนกันและแน่นนอนว่าเป็นการทำลายสุขภาพจิตใจของเขาอย่างมาก

รายที่สี่ อยู่กรุงเทพฯ เมื่อได้รับ email หลอกแล้ว คนทั้งครอบครัวต่างตกใจอลหม่านกันไปทั้งบ้านเตรียมจัดส่งเงินไปให้ โดยให้ลูกทำการติดต่อกับโจรและขอทราบรายละเอียดการส่งเงินจนได้ข้อมูลเรียบร้อยพร้อมที่จะส่งเงิน เผอิญลูกคนที่จะไปส่งเงินอยู่ต่างจังหวัดยังไม่กลับบ้าน เงินที่จะโอนไปจึงยังไม่ได้โอน ในระหว่างนี้เพื่อนคนนี้นึกขึ้นได้ว่าต้องตรวจสอบเบื้องต้นก่อน โดยได้โทรศัพท์มาที่บ้านของผมประมาณเที่ยงคืนกว่า ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือของผมติด ใช้ได้ตามปกติ แต่ผมไม่ได้รับสาย ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่า ถ้าหากผมลำบากจริงต้องโทรมาหาแล้วโดยไม่ต้องใช้email เพื่อนจึงบอกให้ลูกงดการส่งเงินไปก่อน รุ่งขึ้นผมก็รีบโทรบอกเพื่อนว่าเป็น email หลอกลวง เพื่อนจึงได้ทราบความจริง เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ครอบครัวนี้วุ่นวายกันไปเกือบสองวันทั้งแม่ทั้งลูก

รายที่ห้า อยู่กรุงเทพฯ เมื่อได้รับ email หลอกลวงแล้ว ก็มีอาการตกใจเช่นกัน แต่วิธีการช่วยเหลือของเขาไม่ใช่วิธีการส่งเงินตามที่ร้องขอมา เพราะคิดว่าการส่งเงินไปให้เพียงเท่านี้ก็ยังกลับเมืองไทยไม่ได้อยู่ดี วิธีที่ดีที่สุดคือแจ้งเครือข่ายที่อยู่ในไนจีเรีย ให้ไปช่วยเหลือโดยตรงเลย เมื่อเครือข่ายได้รับแจ้ง สิ่งแรกที่เครือข่ายตรวจสอบคือ ผมได้เดินทางเข้ามาใน ไนจีเรียจริงหรือไม่ ปรากฏว่าตรวจสอบแล้วไม่มี เพื่อนจึงรู้ว่าเป็นการหลอกลวงแน่นอน จึงหยุดทำการช่วยเหลือลง แต่ก็ทำให้เสียเวลาทำงานไปมากและวุ่นว่ายกับคนอื่นที่อยู่ต่างประเทศ

รายที่หก อยู่กรุงเทพฯ เมื่อได้รับ email หลอกลวงแล้ว ก็ตกใจเช่นกัน เตรียมที่จะรวบรวมเงินส่งไปให้ แต่ในระหว่างนี้ก็เขียน email แนะนำวิธีการต่างๆ ในการที่จะเอาตัวรอดที่ ไนจีเรียขณะที่เขียน email ไปหา ก็บ่นกับตัวเองว่า ผมทำไมคิดอะไรไม่ออกเลยหรือ ไม่น่าจะใช้วิธีขอให้โอนเง ินไปให้ ไม่ได้เป็นสมาชิกบัตรเครดิตใดๆ เลยหรือ หากบัตรหายก็ขอออกใหม่ได้ที่ไนจีเรียและว่าผมช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลยทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายระดับนี้ แต่โชคดีของเพื่อนคนนี้ ในที่สุดผมนึกชื่อได้ จึงได้โทรไปแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบว่า email account ของผมถูกโจรไนจีเรียขโมยไปใช้หลอกลวงคนอื่นๆ

6. ต้องเอาชนะและสู้กับโจรอย่างถึงที่สุด

หลังจากที่โจรขโมยเอา email account ของผมไป ผมคิดอยู่เสมอว่า ต้องยกเลิกการใช้ email account นี้ให้ได้ หรือไม่ก็ต้องเอากลับคืนมาให้ได้ ดังนั้นผมจึงได้ส่ง email รายงานให้ตำรวจในประเทศไทยที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยทาง internet ให้ทราบและขอความช่วยเหลือ แต่โชคไม่ดี ผมไม่ได้รับคำตอบใดๆจากตำรวจเลย

อีกทางหนึ่งผมได้ติดต่อผู้ให้บริการทาง internet (ISP) ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ เพราะเป็นของ Hotmail ซึ่งอยู่ต่างประเทศ ในที่สุดความพยายามของผมที่จะพึ่งคนอื่นก็สิ้นสุดลงในภาวะเช่นนี้ผมหมดความหวังกับการช่วยเหลือในเมืองไทย แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะนึกออกคือส่ง email ไปที่บริษัทให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศคือ Money Gram และ Western Union แจ้งเหตุการณ์ให้ทราบ แต่ก็ได้เพียงคำตอบกลับมาว่าจะตรวจสอบให้และก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้

ผมยังไม่หมดความพยายาม จึงได้ขอให้ผู้ที่มีความรู้ทาง Internet ให้มาช่วยเหลือยกเลิกการใช้ email account ของผมก็ได้รับคำตอบว่า ทำไม่ได้เพราะHotmail อยู่ต่างประเทศ ไม่รู้จะติดต่ออย่างไร และบอกว่าไม่ต้องสนใจ email account นี้อีกต่อไป ให้ทำใจและทิ้งไปเลย ผมฟังแล้วก็ห่อเหี่ยวหมดหวังจากคนอื่นที่จะช่วยเหลือผม

7. วิธีแก้ไข เอาชนะโจรอย่างเด็ดขาดทั้งเฉพาะหน้าและในอนาคต

เมื่อขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่ได้แล้ว ผมคิดอยู่เสมอว่าจะต้องมีทางแก้ไขให้ได้ วิธีการที่ดีที่สุด คือสืบค้นหาเจ้าหน้าที่ของ Hotmail สืบค้นหาหน่วยงานที่เกี่ยวข ้องเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยค่อยๆ อ่าน Website ของ Hotmail อย่างละเอียด ว่าจะมีวิธีการช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งกว่าจะหาพบก็กินเวลาไปเกือบสองวัน จึงทราบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหานี้คือ Windows Live ID Technical Support ผมจึงได้เขียน email เล่ารายละเอียดของผมให้ทราบ เจ้าหน้าที่ Hotmail รับรู้เรื่องของผม และได้ขอให้ผมตอบคำถามของเขา 16 ข้อ เพื่อตรวจสอบว่า ผมเป็นเจ้าของ account ที่แท้จริงโดยให้ตอบคำถามส่วนตัวและรายละเอียดข้อความเท่าที่ทราบใน email เก่าๆ รวมถึงemail address เก่าๆ เท่าที่จำได้ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ของHotmail ได้ตรวจสอบแล้วเชื่อว่าผมเป็นเจ้าของ account ที่แท้จริง จึงเริ่มดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เข้าไปตั้ง password ใหม่ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “Removed Tag” โดยเจ้าหน้าที่จะแจ้งขั้นตอนและวิธีการมาให้ทราบ แล้วทำตามคำแนะนำตามลำดับ เหมือนสวรรค์มาโปรด ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน

เพื่อตั้ง password ใหม่ ผมก็ภาวนาให้แก้ไขได้สำเร็จ ในที่สุดชัยชนะก็เป็นของผม ผมสามารถเปลี่ยน password ของโจรออกไป แล้วตั้ง password ของผมใหม่ ทำให้โจรไม่สามารถกลับเข้ามาใช้ email account ของผม เพื่อหลอกคนอื่นได้อีกต่อไป

8. จำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ email หลอกลวงในประเทศไทยและต่างประเทศกับการระบาดไปทั่วโลก

จากการตรวจสอบพฤติกรรมเช่นนี้ทาง Website ต่างๆ ของไทย ผมพบว่านอกจากผมที่ถูกขโมย email ไปแล้ว ยังมีผู้อื่นที่ถูกกระทำเช่นนี้ และเพื่อนๆของเจ้าของ account ต่างถูกหลอกและส่งเงินไปให้เป็นจำนวนมาก บางคนสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนแสนบาท บางคนทิ้ง email ที่ถูกขโมยไปนานเป็นปีแล้ว แต่กลับต้องถูกทวงหนี้จากคนที่ไม่เคยรู้จัก โดยอ้างว่าได้มีการทำธุรกรรมค้าขายกันกับเขาและยังไม่ได้ชำระหนี้ จึงแจ้งมาเพื่อขอให้ชำระด้วย ซึ่งเจ้าตัวกลับไม่ทราบเรื่องใดๆ เลย จนปัจจุบันก็ยังไม่อาจยกเลิก email account ของตนได้ ทำให้โจรสนุกกับการใช้ email หลอกลวงภายใต้ชื่อของเจ้าของที่แท้จริงโดยไม่มีที่สิ้นสุด ในภาวะและความรู้สึกของเจ้าของ email account นี้ นับว่าเป็นการสร้างตราบาปให้ติดตัวเองตลอดไป จนกว่าจะยกเลิกหรือเอา email account ของตนกลับคืนมาได้ และมีหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อโดยท ี่ยังไมรู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรจนทุกวันนี้

สำหรับต่างประเทศ ใน Website ของ Australia Interpol ประชาชนสูญเสยเงินจากการถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ รวมกันทั้งประเทศแล้วนับพันล้านเหรียญ

เหตุการณ์ครั้งนี้บอกตรงๆ ว่าผมเครียดมาก ช่วงที่กำลังต่อสู้กับโจร โจรที่ไม่เห็นตัว และไม่สามารถทำอะไรมันได้ และหาใครช่วยก็ไม่ได้ แม้แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอง ดังนั้นผมจึงอยากให้กรณีของผมเป็นกรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งในโลกของ Internet และขอแจ้งให้สาธารณชนคนไทยได้ทราบเพื่อป้องกันการหลอกลวงต้มตุ๋นที่เกิดขึ้น ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนัก โดยที่สังคมไทยยังไม่ค่อยรู้หรือตื่นตัวมากนัก และเมื่อเกิดปัญหาแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้

จากประสบการณ์การต่อสู้กับโจร IT จนสามารถเอาชนะได้ในครั้งนี้ ผมจึงยอมอุทิศเวลาของผมเพื่อสร้างเครื่องเตือนใจคนไทยและคนทั้งโลก โดยเปิดเผยวิธีการหลอกลวงของโจรให้ทราบทั่วกันอย่างละเอียด

9. บทสรุปของบทเรียนราคาแพง ถึงผู้ที่เป็นเจ้าของ email account ในการป้องกันภัยการถูกขโมยpassword คือ

1. อย่าให้ email password กับผู้ใดเด็ดขาด โดยเฉพาะทาง email แม้ถูกขู่ว่าaccount จะถูกปิดก็ตาม เพราะปกติผู้ให้บริการจะไม่ทำเช่นนั้น

2. Email password เป็นสิ่งที่สำคัญต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี เหมือนกับการเก็บรักษาเลขรหัส ATM

3. ควร print หรือเก็บ Email address ของผู้ที่เราติดต่อไว้ต่างหาก เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินก็ยังสามารถติดต่อกับผู้อื่น ได้ ถึงแม้จะไม่สามารถเข้าใช้ email ของตนเองได้ก็ตาม

4. หากมีปัญหาใดๆ ในการใช้ email ของ Hotmail หน่วยงาน Windows Live ID Technical Support สามารถช่วยท่านได้ โดยให้ผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษช่วยเขียนแจ้ง หน่วยงานดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะแก้ไขปัญหาให้เราเป็นรายบุคคลและจะตอบกลับมาทันทีภายในหนึ่งวันทำงาน

5. การสมัครเป็นสมาชิกของ email หากทำได้และสะดวก ให้ใช้ของผู้ให้บริการinternet (ISP) ในประเทศ เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น จะสามารถติดต่อยับยั้งยกเลิกหร ือแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจโทรศัพท์แจ้งผู้ให้บริการ internet ทราบทันที

6.การมี Email account สำรองที่เป็นการให้บริการของผู้ให้บริการอื่นที่มีcontact list เหมือนกัน ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่บรรเทาความเสียหายเบื้องต้นได้

หวังว่าบทเรียนราคาแพงนี้จะเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนที่เป็นเจ้าของ email account ทุกคน โดยเฉพาะ email account free ทั้งหลาย เรื่องนี้ถ้าไม่เกิดกับตนเองก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เหมือนตกนรกทั้งเป็นและเหี่ยวเฉาไปทีละน้อย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่และซ้ำเติม

ขอบคุณข้อมูลจากกัลยาณมิตร

Mr. Dinhin Rakpong-Asoke
99 / 293 M.10, Bangkok Boulevard Village [ Ratchada - Ramindra ]
Kanjanaphisek Rd. 10/1 , Khanna-Yao district,
Khanna-Yao, Bangkok – 10230
THAILAND

โทรบ้าน : 02-3477375
มือถือ : 086-9001177
แฟกซ์ : 02-3790131
E-Mail : dinhin2503@gmail.com

ดูผลงานที่นี่.http://www.flickr.com/photos/46401501@N00/

และhttp://wallpaper.thaiware.com/wallpapers_view.php?album_id=7017&showall=1


สำนึกดีจิตสาธารณ จิตอาริยะ

นานมาแล้วเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อน อาณาจักรสุวรรณภูมิ เป็นดินแดนแสนสงบสุข ภูมิประเทศงดงามดังสรวงสวรรค์ เทือกเขาด้านทิศเหนือเป็นต้นกำเนิดของลำนํ้าหลายสายไหลลงมาบรรจบกันเป็นลำนํ้าใหญ่ชื่อว่า แม่นํ้ามรกต แล้วไหลผ่านทะเลสาบนาคินทร์ลงสู่ทะเลหลวงทางทิศใต้ของอาณาจักรสุวรรณภูมิพื้นที่ส่วนมากทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของอาณาจักรสุวรรณภูมิ เป็นป่า่ไมเ้บญจพรรณ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประปราย ส่วนใหญ่รักสงบ ดำรงชีวิตเรียบง่าย เลี้ยงชีพด้วยการหาอาหารป่ามากกว่าการเพาะปลูกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเป็นป่าละเมาะ มีประชากรพอปานกลาง เลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกและปศุสัตว์ส่วนพื้นที่ทางทิศใต้เป็นป่าพรุ อุดมด้วยสัตว์นํ้านานาชนิด มีประชากรค่อนข้างมาก เลี้ยงชีพด้วยการจับสัตว์นํ้าและเพาะปลูกพื้นที่ทิศใต้ตอนบน บริเวณติดกับทะเลสาบนาคินทร์ เป็นที่ตั้งของ โกสินทร์นคร มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม นามว่า พญาโกสินทร์ ผู้ก่อตั้ง ราชวงศ์โกสินทร์ ปกครองอาณาจักรสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับพันปีต่อมาเมื่อราว 350 ปีที่แล้วนี่เอง ชาวยุโรปได้ออกล่าอาณานิคมมาถึงดินแดนแถบนี้ ทำให้ประชากรค่อยๆเกิดความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในโกสินทร์นครให้เจริญทันสมัยเยี่ยงชาวยุโรปขณะที่ประชากรชนบทในภูมิภาคต่าง ๆ ของอาณาจักรสุวรรณภูมิยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ค่อยได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เพราะการสื่อสารและการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้าอย่างปัจจุบันกระทั่งผ่านเวลาไปอีก 100 ปี หรือราว 250 ปีที่ผ่านมา ได้เกิด การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ช่วยให้การสื่อสารและการคมนาคมทั่วโลกดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวและกว้างขวาง ความรู้สมัยใหม่แพร่สะพัดมาถึงสุวรรณภูมิอย่างรวดเร็ว ประชากรในโกสินทร์นครจึงรู้จักใช้เครื่องมือนานาชนิดในการอำนวยความสะดวกสบายแก่ชีวิตประจำวันมากขึ้นขณะที่ประชากรในชนบทก็เริ่มรู้จักใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการแปรรูปทรัพยากรนานาชนิดเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้มากยิ่งกว่าเดิม มี พ่อค้าคนกลาง นำสินค้าจากชนบทส่งผ่านทั้งโดยทางนํ้าและทางเกวียนเข้าสู่โกสินทร์นครมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนำเงินตราและสินค้าสมัยใหม่มากมายจากโกสินทร์นครกลับลงไปสู่ชนบทสินค้าสมัยใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวชนบทได้อย่างต่อเนื่อง วิถีชีวิตของชาวชนบทเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มี เทียนไข ใช้แทนการ จุดไต้จุดคบ ต่อมาก็มี ตะเกียงนํ้ามัน ที่ให้แสงสว่างยาวนานกว่า เทียนไขและล่าสุดเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง แผ่นดินสุวรรณภูมิก็มี ไฟฟ้า ใช้อย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคไฟฟ้า ช่วยให้ประชากรสุวรรณภูมิสามารถดำเนินกิจกรรมชีวิตได้อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืน เอื้ออำนวยแก่การเสพสนองกามารมณ์ในทุกรูปแบบอย่างไร้ขีดจำกัด ส่งผลประการหนึ่งให้ประชากรในอาณาจักรสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น 5 เท่า ในเวลาที่ผ่านไปเพียง 250 ปี แต่มีความต้องการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นถึง 10 เท่าพื้นที่ป่า จึงถูกแผ้วถางอย่างมากมายมหาศาล เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่เพาะปลูกเพื่อการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค และแปรเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายสารพัด ที่นำไปสู่…การแข่งขันกันสนองความทะยานอยากอันไร้ขอบเขต ของประชากรสุวรรณภูมิภายใต้เงื่อนไขการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ดังที่กล่าว โลภะ และ ตัณหา ได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อาชีพพ่อค้าแม่ขายพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ จาก คนรับจ้างนอนเฝ้าสินค้า ในเพิงพักบริเวณ จุดนัดพบเพื่อการแลกเปลี่ยน ใน ยุคจุดไต้จุดคบ พัฒนามาเป็น เจ้าของห้องแถวเรือนไม้ ใน ยุคเทียนไขเป็น เจ้าของตลาดสดขนาดใหญ่ ใน ยุคตะเกียงนํ้ามัน และเป็น เจ้าของศูนย์การค้ามหึมา ใน ยุคไฟฟ้า

เปลือกหอยสวยๆ ที่ถูกนำมาใช้เป็น สื่อกลาง อำนวยความสะดวกเพื่อการแลกเปลี่ยนสิ่งของอุปโภคบริโภคในยุคแรกเริ่ม ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับศักยภาพในการแปรรูปสินค้า จนกลายมาเป็น ระบบเงินตรา ในยุคหลังและพุ่งทะยานขึ้นเป็น ตัวเลข ในจอตลาดหุ้น ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ อภิชฌา/อภิมหาโลภะ ในการ ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ อย่างมโหฬาร จนพลิกโฉมของ โกสินทร์นครสีเขียวครึ้ม ให้กลายเป็นมหานครสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้า และตามมาด้วยปัญหานานัปการที่มิอาจพรรณนาได้หมดสิ้นฝูงปลานานาชนิด ที่เคยแหวกว่ายให้เพลินชมอยู่ในแม่นํ้ามรกตหายไปแทบไม่เหลือ สายนํ้าสีเขียวใสอ่อนๆกลายเป็นสีเทาขุ่นเข้มและมากด้วยขยะปฏิกูล ไม่สามารถดื่มกินได้อย่างสมัยก่อนชีวิตที่เคยสงบสุข ไม่รีบเร่ง มีเวลาชมดาวในคืนฟ้าเปิด กลายมาเป็นชีวิตที่ต้องจมปลักอยู่แค่ที่ทำงานหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปลีกตัวไปกินอาหารอย่างเร่งรีบ แล้วกลับมาจ่อมจมอยู่กับที่นั่งเดิม จนกระทั่งมืดคํ่าเหนื่อยอ่อน ตะกายเข้าสู่ที่นอนอีกครั้งอย่างสิ้นแรง ราวกับเดินเท้าทางไกลมาตลอดวัน เพราะอิทธิพลของวิถีชีวิตที่แปลกแยกออกจากธรรมชาติเดิมแท้แทบหมดสิ้นและแล้ววาระสุดท้ายของอาณาจักรสุวรรณภูมิก็มาถึง เฉกเช่นชีวิตสัตว์โลกทั่วไป เมื่อมีเกิดก็ต้องมีแก่ และเจ็บป่วยล้มตาย ทว่าแรงกรรมที่สะสมไว้ในรอบนี้ ได้ส่งผลวิบากต่อประชากรสุวรรณภูมิอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ในประวัติศาสตร์ เพราะการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนพลเมืองที่นำไปสู่การบริโภคทรัพยากรอย่างมหาศาลจนเกินกำลังหมุนเวียนของธรรมชาติ ได้ก่อให้เกิด การทำลายสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ภัยแล้ง นํ้าท่วมแผ่นดินไหว จึงอุบัติถี่โถมและหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆแม้การแก้ไขปัญหาหลักทั้ง 3 ด้าน (การเมือง เศรษฐกิจ สังคม)ก็กระทำกันเพียงสร้างภาพฉาบฉวย พลังงานยังคงถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยฟุ่มเฟือยแม้ในนามของการแข่งขันกันรณรงค์ประหยัดพลังงานและยิ่งปลดปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นทุกวัน จนกระทั่งเกิด สภาวะโลกร้อน ภัยแล้งและนํ้าท่วมรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้นทุกปี ความชื้นในดินแปรปรวน ศัตรูพืชแพร่พันธุ์ขยายข้ามอาณาเขตอย่างรวดเร็วโรคระบาดทั้งเก่าและแปลกใหม่ลุกลามข้ามทวีป คนและสัตว์ล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง ทำให้อัตราการใช้พลังงานลดลงอย่างรวดเร็วตามจำนวนประชากรโลกที่ล้มหายตายไป อุณหภูมิโลกจึงลดลงเป็นปกติ นํ้าแข็งขั้วโลกยุติการหลอมละลาย ปัญหานานัปการอันสืบเนื่องจากสภาวะโลกร้อนค่อยคลี่คลาย และ อาการป่วยไข้ของโลกค่อยๆทุเลาลง พร้อมๆ กับผืนป่าเริ่มแผ่ปกคลุมซากอาณาจักรสุวรรณภูมิอีกครั้งจักรวาล กว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง โลก เป็นเพียงเศษธุลีของจักรวาลโลก กว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง มนุษย์ เป็นเพียงเศษธุลีของโลกแต่มี คนหลงผิด คิดจะยึดครองโลก และจัดการเปลี่ยนแปลงโลกตามที่ตนปรารถนาทว่าโลกนี้คือของศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าสัตว์โลกผู้มากด้วย โลภะ และ ตัณหา จะเข้าใจได้โดยง่ายผู้ที่พยายามจะยึดครองหรือเปลี่ยนแปลงโลกตามอำนาจทะยานอยากของตัณหาจึงต้องกลับกลายเป็นฝ่ายสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในท้ายที่สุดเพราะความที่ไม่เข้าใจว่า โลกสามารถรักษาสมดุลของมันได้เองและ คนมีหน้าที่เพียงปรับตัวให้เข้ากับสมดุลของโลก มิใช่การคิดยึดครองหรือเปลี่ยนแปลงโลก

จากยายซุบถึงในหลวง..

** ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย***

ยายซุบ สามร้อยยอด เป็นหญิงชาวบ้านวัย 70 แห่ง บ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ยากจนมาตังแต่ยังสาวจวบจนวันนี้ หากแต่เธอกลับยืนยันว่า เธอมีอดีตที่มีความหมายต่อชีวิตของแก อดีตที่หมายถึงชีวิตใหม่ ไม่ว่าแกจะยังจนต้องขอเงินลูก ๆ 9 คนใช้ดังเช่นทุกวันนี้หรือจะมั่งมีศรีสุข ถูกหวยรวยเบอร์อย่างไรก็ตาม แกไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ล่วงเลยมานานกว่า 40 ปี การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฏรบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี ไม่เพียงทำให้หมู่บ้านที่ยากจน ล้าหลัง ไม่มีแม้ถนนที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่การเสด็จพระราชดำเนินในครานั้นได้ทำให้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาจนถึงวันนี้

สมัยยังสาวยายเคยไปรับเสด็จในหลวงใช่ไหม ?

ยาย-ใช่ ตอนนั้นไปรับเสด็จที่ตีนถ้ำไทรในหมู่บ้านเรานี่แหละ ท่านเสด็จฯ มาทางเหนือ ไอ้เราป่วยเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ไม่รู้หรอกนะตอนนั้นว่าเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องนอนซม คนในบ้านบอกในหลวงจะมา เราก็อยากเห็น อยากไปรับเสด็จ แต่ปวดท้องจนเดินไม่ไหว

เดินไม่ไหว แล้วไปยังไง ?

ยาย-ก็ให้คนหามไป ใส่เกวียนไปเลย

ทำไมถึงเลือกไปเฝ้าในหลวง ไม่ไปหาหมอ ?

ยาย-ไม่ รู้สิ คืออยากเห็นตัวจริง ๆ ใกล้ ๆ นะ คิดในใจว่ายอมตายได้ แต่ขอไปรับเสด็จก่อน แลกตัวแลกชีวิตกันเลย พูดง่าย ๆ ว่าวัดดวงเอาเลย อีกอย่างตอนนั้นถ้าเราไปหาหมอก็ลำบาก เพราะน้ำแห้ง เรือเครื่องก็ไม่มี ถ้าไปก็คงไปไม่ถึง มันคงจะตายก่อน

แล้วตอนนั้นได้ถวายอะไรท่านบ้างไหม ?
ยาย-ยกมือพนมยังจะไม่ไหวเลย จะให้ถวายอะไรอีก (หัวเราะเสียงดัง)

แล้วได้เห็นท่านไหม ?

ยาย-ก็ได้เห็นท่านอยู่ แต่ก็เห็นห่าง ๆ แล้วก็เห็นไม่นานเพราะว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ไปที่ตีนเขาอีกลูกคนละฟาก ทรงไปดูเรื่องที่จะระเบิดเขาทำทางเข้าออกหมู่บ้าน

ไส้ติ่งเรากำลังจะแตก แล้วรอดมาได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้น ?

ยาย-ตอนนั้นไส้ติ่งกำลังจะแตก เงินสักบาทก็ไม่มีติดตัว พอดีว่าพระราชินีท่านทรงเยี่ยมเยียนราษฏร แล้วทอดพระเนตรเห็นเรานั่งหน้าซีด พิงเพื่อน คือได้ตอนนั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ท่านทอดพระเนตรเห็นก็คงสังเกตได้ว่าอาการเราไม่ดี พระองค์ก็ถามว่า เป็นอะไร ? ท่านบอกให้พูดธรรมดาก็ได้ เราบอกว่าเจ็บท้อง พระองค์ท่านตรัสถามต่อว่า เจ็บมากี่วันแล้ว ? เราก็บอกว่า เจ็บมาครึ่งเดือนเห็นจะได้ ท่านก็เลยบอกให้หมอที่มาด้วยตรวจดู

แล้วหมอว่ายังไง ?

ยาย-หมอบอกว่าไส้ติ่งกำลังจะแตก พอหมอบอกอยางนั้น พระองค์ท่านก็ทรงติดต่อไปที่ในหลวงซึ่ง ทรงอยู่ที่ตีนเขาอีกลูก

รู้ได้ยังไงว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงติดต่อไปที่ในหลวง ?

ยาย-รู้สิ เพราะเห็นในหลวง พระองค์ท่านทรงวิ่งจากตีนเขาลูกโน้นมาเลย ห่างกันถึง 1 กิโล ( แค่นี้ก็ตื้นตันแทนคุณยายแล้ว)

รู้สึกอย่างไรบ้างในตอนนั้น ?

ยาย-ดีใจแล้วก็ปลื้มใจแบบมาก ๆ ไอ้ตอนแรกคิดว่ากำลังจะตายนี่ คิดว่าตัวเองรอดแน่ มันมีกำลังใจ คิดว่าขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังเอาใจใส่เราขนาดนี้ เราจะตายไม่ได้

พอในหลวงเสด็จมาถึง ทรงตรัสว่าอย่างไรหรือไม่ ?

ยาย-ท่านให้เอา ฮ. มารับ ท่านตรัสว่า เดี๋ยวเราจะกลับทางเรือเอง ให้เอาคนไข้ไปส่งก่อน พอพระองค์ท่านตรัส หมอสองคนก็หิ้วปีกเราไป ในหลวงท่านทรงเมตตาเราไปจนถึงเครื่อง พอเราขึ้นไป ก่อนที่ประตู ฮ. จะปิด เราก็มองลงมาเห็นในหลวง ท่านทรงโบกพระหัตถ์ เราซาบซึ้งมาก ยิ่งบอกตัวของเราเลยว่าเราจะตายไม่ได้

ถ้าไม่มีในหลวงในวันนั้น ก็ต้องตายแน่ ?

ยาย-แน่นอน ไม่ต้องอะไรหรอก หมอบอกว่า มาช้ากว่านี้แค่ 2-3 นาที ก็ไม่รอดแล้ว แล้ววันนั้นอย่างที่บอกว่าเรือเครื่องก็ไม่มี น้ำก็แห้ง ไม่รู้ใช้เวลาครึ่งวันจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าในหลวงไม่เสด็จมาที่นี่ วันนั้นก็ตายแน่ ตายทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรตาย

เหมือนกับได้ชีวิตใหม่ ?

ยาย-ใช่ ชีวิตทุกวันนี้ถึงฉันแก่แล้ว แต่เมื่อนึกถึงวันนั้นทีไรรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ทุกที ตอนนั่งดูโทรทัศน์ เวลาเห็นท่าน เราก็จะพนมมือไหว้ตลอด รู้สึกว่าท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเรา

ตอนนั้นอยู่บน ฮ. เป็นอย่างไรบ้าง ?

ยาย-จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าพอบินขึ้นไปพักใหญ่หมอก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เราพูดไม่ค่อยไหว แต่ก็บอกไปว่าปวดท้อง บน ฮ. นอกจากเรา ก็มีหมออีก 2 คน แ้วก็คนขับอีก 2 คน จำได้แค่นี้ล่ะ

ฮ. พาไปที่โรงพยาบาลไหน ?

ยาย-โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เพชรบุรี

แล้วพักอยู่กี่วัน ?

ยาย-ปกติคนเป็นไส้ติ่งทั่วไปเขาพักกัน 3-4 วันก็ออกได้แล้ว แต่เราเป็นหนักต้องพักถึง 24 วัน ถ้าในหลวงไม่ช่วยก็ตายแน่ แล้วถ้าเราตาย ลูกเต้าก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ในหลวงท่านทรงเมตตา ทรงดูแลเราอย่างดี ห้องที่เราพักอยู่นี่ดีมาก เป็นห้องพิเศษเลย พูดตรง ๆ ว่า ดีกว่าบ้านที่ฉันอยู่อีก หมอก็นิสัยดี พูดจากับเราเพราะแล้วก็ใจดี

** ในหลวงท่านทรงห่วงใยเรามากมีคนมาเยี่ยม ถามอาการ ถามสารทุกข์สุขดิบทุกวัน คนใกล้ชิดพระองค์ท่านก็ถามเรานะว่า จะฝากอะไรถึงท่านไหม เราบอกให้ พระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ พูดได้แค่นั้น มันตื้นตันจนนึกไม่ออก**

หลังจากวันนั้นแล้วเป็นอย่างไร ?

ยาย-ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกเลย ถ้าเรามีโอกาส จะขอเข้าไปกราบแทบพระบาทเลย สิ่งที่พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือเราไว้ เป็นความซาบซึ้งที่สุดในชีวิตแล้ว

** คิดูสิโลกนี้จะหากษัตริย์อย่างท่านได้ที่ไหน เราเป็นแค่ชาวบ้านจน ๆ แต่ท่านห่วงเราเหมือนเราเป็นลูกพระองค์ท่าน ทรงห่วงเราเหมือนที่เราห่วงลูก ท่านทรงเสียสละแม้กระทั่งของส่วนพระองค์ ทรงยอมลำบากกลับทางเรือเพื่อคนอย่างเรา พูดตรง ๆ ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ฉันตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติก็ทดแทนไม่หมด**

กลับมาบ้านแล้ว เป็นอย่างไร ?

ยาย-ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ พระองค์ท่านก็ส่งเงินมาให้อยู่ถึง 1 ปี ครั้งละ 3-5 พันบาท ส่งมาหลายครั้งอยู่ เรารู้เพระว่าใส่ซองสีขาวประทับตราสำนักพระราชวัง จากเหตุการณ์นั้นทำให้เรารักในหลวงของเรามาก

แล้วทุกวันนี้ก็ยังน้อยใจตัวเองอยู่ ว่า เวลาที่ท่านป่วย เราก็ไม่มีเงินไปเฝ้า ไปแสดงความจงรักภักดีกับท่าน ได้แต่ร้องไห้อยู่กับบ้าน นั่งร้องไห้ทุกวัน ดูข่าวทุก??ันไม่เคยเว้นเลย ** ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย**

การเสียสละของในหลวงคราวนั้น ได้เอามาปฏิบัติตามหรือไม่ ?

ยาย-มีส่วนมากเลย เวลาคนในหมู่บ้านเขาป่วยเป็นอะไร ฉันก็ไปเยี่ยมเขาทั่ว ไปไหนไปกัน มีใครเจ็บในหมู่บ้านนี่ฉันจะ ไปเยี่ยมหมด บางทีถึงไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ญาติเขา แต่เราก็ไป ไปนั่งพูดคุยให้กำลังใจ บางทีก็ไปบีบให้นวดให้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงให้เรา และเราให้คนอื่นต่อ

** เมืองไทยเราโชคดีที่มีในหลวง โชคดีมาก ๆ ไม่มีกษัตริย์ที่ไหนในโลกอีกแล้วที่จะเป็นห่วงชาวบ้านอยางฉันเท่ากับท่าน คนอยางเราเปรียบไปก็เหมือนมดปลวก แต่ท่านก็ยังใส่ใจ ท่านใส่ใจจริง ๆ เหมือนกับว่าคนไทย คือ ลูกของท่านทั้งแผ่นดิน**

อ่านแล้วเป็นกำลังใจให้ชีวิตดีจัง…อยากให้อ่านค่ะ อย่างน้อย ๆ ก็ทำให้รู้ว่า ทุกข์ของเราที่มีน้อยนิดนัก อยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุดค่ะ

ใครจะเชื่อว่า นางเอกหน้าหวาน ปรียานุช ปานประดับ ขวัญใจคนไทย จะมีช่วงชีวิตที่ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้มากมายเหลือเกิน ไล่ยาวตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เป็น โรคหอบหืด,ไมเกรน,ปวดประจำเดือน,เนื้องอกที่มดลูก,ช็อคโกแล็ตซีสที่หน้าอก,เป็นเนื้องอกที่ข้อมือ,เข่าเสื่อมแบบเฉียบพลัน,โรคข้อ,เนื้อเยื่ออักเสบทั่วตัว

โรคต่างๆ ที่ว่า ทำให้เธอเจ็บปวดแสนสาหัส หนักที่สุดคือถึงขั้นพิการ เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นอยู่เป็นปี ๆ แถมยังอยู่ในภาวะใกล้ตาย เพราะการปวดของเนื้อเยื่อทำให้ระบบหายใจไม่ได้ เกือบจะหัวใจวายเฉียบพลันอยู่หลายหน โชคดีที่ได้คนรอบข้าง นพพล โกมารชุน ครอบครัว และเพื่อน ๆ ช่วยอยู่เคียงข้าง และปาฏิหาริย์ ของสมุนไพร ไทย ทำให้เธอกลับมาเดินได้อีกครั้ง

โรคแต่ละโรคที่คุณปรียานุชเป็น นั่นมันโรคทรมานทั้งนั้น…อย่างที่บอกค่ะ..ว่ากลับมาดูตอนแรกไม่ทัน..แต่ดูรายชื่อโรคแล้วพอจะรู้ค่ะว่าทรมานอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นหอบหืด…ไมเกรน..อันนี้รู้ซึ้งเลยค่ะว่าปวดอย่างไร เพราะเป็นมาก่อน ปวดประจำเดือน..ผู้หญิงหลาย ๆ คนคงทราบนะคะว่าเป็นอย่างไร แต่คุณปรียานุชเธอมีประจำเดือน 15 วัน..ต่อเดือน !!!!

พิธีกรชายพูดว่า “นั่นมันเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตทีเดียว”
ใช่ 1 เดือนมี 30 วัน ปวดประจำเดือนซะ 15 วัน.. แล้วก็พบว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก.. ประจำเดือนของคุณปรียานุชมาเยอะมากกกกก แต่เธอเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกมาก ๆ ด้วยค่ะ

มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอกำลังคุยเรื่องบทกับคุณกัปตัน ภูธเนศ แล้วประจำเดือนของเธอก็ไหลไม่หยุดมันเยอะมาก จนเลอะเก้าอี้ที่นั่งแล้ว เธอไม่กล้าบอกคุณกัปตัน แต่เธอตลกมากค่ะ.. เธอบอกว่า เธอไม่อายหรอกนะคะ แต่กลัวน้องกัปตันที่เป็นผู้ชายจะอาย เธอก็เลยขอตัวสักครู่ โดยเดินออกไปและยกเก้าอี้ตัวนั้นปิดก้นไปด้วย ทุกคนจะหัวเราะเธอว่าเธอทำอะไร… และตลอดทั้งรายการเธอมักจะพูดในทำนองว่า เธอจะไม่ปล่อยให้ช่วงเวลาที่เธอไม่ป่วยไม่มีความสุขเด็ดขาด
คุณปรียานุชเธอผ่านการทานยาจากราคาถูกที่สุดจนแพงที่สุด เพื่อระงับอาการปวด จนกระทั่งรับการฉีดมอร์ฟีน..ฉีดจนคุณหมอต้องขอให้หยุด เพราะจะเกิดอาการติดมอร์ฟีนแล้ว.. เวลาเธอปวดเธอจะพยายามจับหน้าผากไม่ให้ย่นด้วย..เนื่องจากเธอกลัวแก่..เธอเล่าไป..หัวเราะไป..น่ารักมากเลยค่ะ..
และสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจผ่าตัดเอามดลูกที่มีเนื้องอกออก.. ผลจากการผ่าตัดทำให้ร่างกายเธอเปลี่ยนแปลงมากมายฮอร์โมนที่เคยมีก็ไม่มีเธอบอกว่า…ผู้หญิงเราพอไม่มีฮอร์โมนก็จะแก่ลงเร็วมากกกก…ตาเหี่ยวย่นทันที หน้าก็บวมแปลก ๆ ผิวจะแห้งมากกกก…และเธอจะหิวน้ำตลอดเวลา ปกติคนเรากินน้ำประมาณ 2 ลิตรต่อวันแต่คุณปรียานุชจะกินประมาณ 4-5 ลิตร ต่อวัน..นั่นส่งผลให้เธอฉี่บ่อย..และอ่อนเพลีย หัวใจเต้นรัวเร็ว

เธอไปพบแพทย์อีกครั้ง… คุณหมอต้องกักตัวเธอไว้ และให้เธอหยุดทานน้ำเช่นนั้น เพราะไตจะวาย..เนื่องจากไตทำงานหนักเกินไป ทำให้หัวใจเต้นเร็วด้วย.. เธอเล่าติดตลกว่า วิธีการรักษาของคุณหมอน่ารักมาก.. เธอต้องรักษาด้วยการกินน้ำแข็งแทนน้ำค่ะ.. เธอบอกว่าเหมือนเธอกลับไปเป็นเด็กเลย..ต้องอมน้ำแข็งตลอดเวลา ใครพกอะไรติดตัวไม่รู้ แต่ปรียานุชพกกระติกที่มีน้ำแข็งติดตัว..

ส่วนโรคเนื้องอกที่หน้าอก อืม..ถ้าจำไม่ผิดจะเกิดก่อนที่จะผ่าตัดมดลูกนะคะ..เธอเล่าว่าเป็นเรื่องที่ตลกมาก (อีกแล้ว ผู้หญิงคนนี้มองโลกในแง่ดีจริง ๆ) เธอไปเที่ยวเชียงตุง กับเพื่อน ๆ โดยนั่งรถขึ้นเขาซึ่งเส้นทางจะทรหดมาก เธอกางสองมือเกาะรถและโยกไปตามจังหวะขึ้นลงรถของรถอย่างสนุกสนาน ในขณะที่คนอื่นบอกว่าจะอ้วกแตกแล้ว.. หลังจากเที่ยวในครั้งนั้น เธอพบว่า หน้าอกของเธอใหญ่ขึ้น.. แต่ใหญ่ขึ้นแบบแปลก ๆ เป็นก้อนเท่าลูกมะนาวทีเดียว.. เธอไปตรวจที่โรงพยาบาล..และคุณหมอก็แจ้งว่าต้องผ่าตัดด่วนเลย เพราะเนื้องอกมีขนาดใหญ่มาก เธอบอกว่า จริง ๆ เธอมีเนื้องอกอยู่แล้ว แต่มีขนาดเล็ก โดยที่เธอไม่รู้ตัว พอเธอออกกำลังแขนมากเกินไป..จึงทำให้เนื้องอกขยายใหญ่ขึ้นมา

ดูสิ..ทำไมเธอมีอารมณ์ขันได้มากมายเหลือเกิน
อีกโรคที่เธอต้องเผชิญ เป็นโรคที่ 100,000 คนจะเป็น 1 คน นั่นคือโรค แคลเซียมในร่างกายไหลไปอุดตามข้อต่อ.. เธอพบโรคนี้ที่ข้อมือข้างขวา…ข้อมือเธอจะบวมมากจนไม่สามารถบิดลูกบิดได้ เธอต้องรับการผ่าตัดอีกครั้ง.. โรคนี้ทำให้เธอจิตตกอยู่นาน… 2 ชั่วโมง.. จริง ๆ ค่ะ 2 ชั่วโมง..คุณปรียานุชเธอบอกว่า เธอมานั่งมองตัวเองว่าทำไมชีวิตอับเฉาเช่นนี้…เพราะโรคนี้น่ากลัวนะคะ.. เราจะไม่รู้เลยว่า..ต่อไปแคลเซียมจะไหลไปอุดตันที่ข้อต่อไหนอีก คุณปรียานุชเธอวิตกว่าถ้าไหลไปข้อต่อบริเวณต้นคอ หรือกระดูกสันหลัง จะลำบากมากกกกก… แต่เธอก็ทำใจได้..และมีความสุขกับชีวิตของเธอ..
หลังการผ่าตัดเธอบอกว่า มือของเธอไม่มีความรู้สึกเลย ความขี้เล่นและร่ำรวยอารมณ์ขันของเธอ เธอก็จะยกเอามือข้างขวาขึ้นมาและโยกซ้ายขวา แล้วบอกว่า “มือผี มือผี”…เธอบอกว่าเธอเล่นแบบนั้นเยอะมาก ใครมาเยี่ยมเธอก็เล่น “มือผี มือผี” ไปเรื่อย จนมืออักเสบไปทั้งแขน ปกติหลังการผ่าตัด เธอต้องพักฟื้นประมาณ 1 เดือน แต่จากการเล่นมือผี เธอต้องพักฟื้น 6 เดือน !!!! แถมยังต้องกายภาพบำบัดอาทิตย์ละ 3 วัน อีกด้วย เพราะแขนเธอตึงมากกก ไม่สามารถงอหรือเคลื่อนไหวได้เลย..
ช่วงที่เธอใช้งานมือขวาไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงทำงานอยู่..เธอบอกว่าเธอเป็นคนไม่ยอมแพ้ ..เมื่อใช้มือขวาไม่ได้ เธอก็ใช้มือซ้ายเขียนหนังสือแทน..
และเธอก็เล่าว่า การใช้ชีวิตโดยมีมือแค่ข้างเดียวเป็นอะไรที่ลำบากมาก…ใส่กางเกงเองก็ไม่ได้..ต้องให้คุณตู่ นพพล ช่วยใส่ เธอเล่าได้น่ารักอีกแล้วว่า เหมือนเธอกลายเป็นเด็กที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ทุกเช้า คุณตู่ นพพลจะมาช่วยเธอใส่กางเกง..

เธอบอกว่าสิ่งที่เธอเป็นทำให้เธอเข้าใจคนพิการได้อย่างดีทีเดียว เพราะ นอกจากจะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้แล้ว การขอให้คนรอบข้างช่วยเหลือ ก็ทำให้รู้สึกเกรงใจมากกก
มาถึงโรคเข่าเสื่อมแบบฉับพลัน…โรคนี้เธอเล่าว่า เมื่อครั้งที่คุณตู่ นพพล ไส้ติ่งอักเสบต้องเข้าโรงพยาบาล เธอพาคุณนพพลไปโรงพยาบาล ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เจ้าหน้าที่ที่เข็นเตียง ได้ยกมือไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์ คงจะขอให้การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คุณปรียานุชเห็นดังนั้น เธอก็เลยพนมมือขอต่อสิ่งศักดิ์เช่นกัน..เธอขอว่า
“ขอให้ความเจ็บปวดทั้งหมดที่พี่ตู่ประสบ มาเกิดแก่ลูกแทนเถิด”

เธอบอกว่าที่เธอขอแบบนั้น เพราะคุณตู่ นพพลไม่เคยเจ็บป่วยเช่นเธอ แต่เธอป่วยมาเยอะ เธอคิดว่าเธอสามารถทนความเจ็บปวดเหล่านั้นได้
(คุณปรียานุช คุณเป็นผู้หญิงที่น่ารักจริง ๆ …บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยค่ะ ว่า “หลงรักผู้หญิงคนนี้แล้ว”)
พอผ่าตัดเสร็จ คุณนพพล พักฟื้นอยู่ที่ห้องชั้น 8 และชั้น 4 เป็นชั้นขายอาหาร คุณปรียานุช เธอใช้การเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ค่ะ เพราะคิดว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว เธอไม่ได้เดิน หรือ วิ่งมากกว่าปกติเลยนะคะ..แต่จู่ ๆ เธอก็ปวดเข่า..แล้วเธอก็ต้องตรวจร่างกาย ผลจากการเอ็กซเรย์เข่า…คุณหมอบอกว่า “คุณปรียานุช คุณต้องพักและห้ามเดินโดยเด็ดขาด เพราะเส้นเอ็นของคุณกำลังจะขาดแล้ว !!!!”

คุณหมอเอาฟิล์มเอ็กซเรย์เข่าของคนปกติ กับฟิล์มของคุณปรียานุชมาเปรียบเทียบให้ดู แล้วบอกว่าคุณปรียานุชต้องผ่าตัดใส่เข่าเทียมด่วน…
จำไม่ได้แน่ชัดค่ะว่าได้ผ่าตัดหรือเปล่า และผลจากการผ่าตัดเป็นเช่นไร..แต่ผลจากโรคนี้..ทำให้คุณปรียานุชเดินได้ไม่เกิน 50 ก้าว !!!!! ค่ะ 50 ก้าว และต้องพักซักระยะ ถึงจะเดินต่อได้อีก…

เธอเล่าว่า จากการที่เธอเป็นโรคนี้เธอจะรู้รายละเอียดของสถานที่ต่าง ๆ เยอะมาก..เธอต้องรู้ว่า ห้างฯ นี้มีรถเข็นหรือเปล่า…มีเก้าอี้นั่งพักหรือเปล่า…มีบันไดกี่ขั้น..หรือ เมื่อลงจากรถแล้วต้องเดินจากรถไปกี่ก้าวจะถึงร้านอาหาร … เธอต้องนับก้าวทุกครั้ง..ขอบอกค่ะว่า คุณนพพล น่ารักมาก…เพราะคุณนพพลจะช่วยกันนับก้าวเดินกับคุณปรียานุชไปด้วย..เธอบอกว่าสนุกดี..”เอ้าก้าวซ้าย 1 ก้าวขวา 2″ ..ช่วยกันนับแบบนี้ 2 คน..(เป็นคู่ที่น่ารักมากกกกกกกกก)

พิธีกรสอบถามว่า เธอผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาโดยใช้หลักการคิดอย่างไร คุณปรียานุช บอกว่า เธอถามคุณหมอว่าเธอจะหายป่วยไหม? คุณหมอบอกว่าหาย เมื่อเธอรู้ว่าเธอจะหายป่วย เธอก็ไม่คิดอะไรแล้ว..ไม่ต้องคิดว่าจะหายเมื่อไร …แค่รู้ว่าเธอต้องหาย และเธอก็เชื่อเช่นนั้น แค่นั้นเอง…(ช่วงนี้ดูแล้ว ตบมือให้เธอเลยค่ะ..)
เธอบอกอีกว่า..เธอจะนับลมหายใจในตอนที่ก้าวแต่ละครั้ง นั่นทำให้เธอรู้ว่า ทุกลมหายใจมีความหมาย ทุกลมหายใจเธอจะต้องมีความสุข เธอบอกว่าเวลาเห็นคนไม่เจ็บป่วยอะไร เธอจะรู้สึกว่า คนเหล่านั้นเป็นคนมีบุญ…และเธอก็จะรู้สึกดีไปด้วยที่เขาไม่เจ็บป่วย..ดังนั้นเธอจะไม่ยอมอับเฉานาน ๆ
เรื่องราวความเจ็บป่วยในชีวิตของเธอยังไม่จบแค่นั้นค่ะ เธอยังเผชิญโรคข้ออีกด้วย เธอจะปวดตามข้อ..ทุกเช้าที่เธอตื่น เธอจะใช้มือยันเตียงเพื่อลุกขึ้นไม่ได้…เพราะนิ้วมือของเธอจะงอ ไม่สามารถเยียดตรงได้..

เธอเล่าว่า โรคข้อเป็นโรคที่ทรมานที่สุด ปวดไมเกรน ปวดท้อง จะปวดเป็นจุด ๆ ไป แต่ปวดข้อจะปวดทุกข้อในร่างกาย..ตรงไหนที่เป็นข้อต่อเธอจะปวดหมดทุกจุด….และซ้ำร้าย เธอยังเป็นโรคเนื้อเยื่ออักเสบทั่วตัวอีกด้วย..ปวดไปทั้งร่างกาย…เธอต้องกินยาแก้อักเสบ และถ้าโดนอะไรนิดหน่อยก็จะเจ็บปวดมาก..เดินมากก็ไม่ได้..นั่งนาน ๆ ก็ไม่ได้ ต้องยืดเข่าตลอดเวลา..และมันยังทำให้เธอเป็นโรคกระดูกบาง กระดูกเปราะง่าย..ครั้งหนึ่งเธอทำกายภาพบำบัดเข่า…ปรากฎว่ากระดูกที่ขาเธอหักเลยค่ะ.. (ฟังมาถึงตรงนี้…รู้สึกเสียว ๆ ตามข้อเลยค่ะ)
ช่วงต่อไปนี้จำรายละเอียดไม่ได้แน่ชัดนะคะ..ต้องขออภัยด้วยค่ะ..แต่จากการที่เธอเป็นโรคมากมายทำให้เธอเขียนพินัยกรรมและสั่งเสียอะไรตั้งมากมาย..ขอหยิบยกมาจาก web site รายการเจาะใจอีกครั้งนะคะ..

“ตอนที่เป็นหนัก ๆ ก็คิดว่าตายก็ดี คือไม่ได้กลัวตายนะ อยากตาย ถ้าเกิดการตายมันมีความสุข คือมีคนบอกหรือค่ะว่าตายแล้วเป็นทุกข์ คนตายเคยมาบอกหรือค่ะ (หัวเราะ) นุชคิดว่าคนตายต้องมีความสุข อาจจะกลัวความเจ็บปวดจากการใกล้ตายมากกว่า แต่เพราะนุชปวดทรมานมาจนทุกข์ขนานแล้ว ก็เตรียมตัวตาย มีการทำพินัยกรรม ก็สั่งเสียต่าง ๆ พี่ตู่ควรทำอย่างไร สั่งเสียจนพี่ตู่เขาเบื่อว่าเมื่อไหร่จะตายซะที(หัวเราะ) คือเรารู้สึกอยู่แล้วว่าเราใกล้แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทุกข์นะคะ เพราะนุชรู้สึกว่าลมหายใจ แต่ละลมหายใจมันสำคัญ ในระหว่างที่มีลมหายใจจะมีความทุกข์ นุชจะไม่ยอม ไม่ทำอย่างนั้น เคยไปเยี่ยมคนป่วยแล้วเขายิ้ม ก็เข้าใจว่า อ๋อ เราก็คงเป็นอย่างนั้นเนอะ มันคงเป็นยิ้มสุดท้าย ถ้าอีกสองวันเราก็จะตาย แล้วเราจะไม่ยิ้มเหรอ”

ขอข้ามไปเล่าถึงตอนที่เธอพบปาฏิหาริย์ พลิกชีวิตของเธอจากที่ต้องรอความตาย..ก็หายจากโรคที่เผชิญอยู่อย่างช้า ๆ
ครั้งหนึ่งเธอต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ระหว่างที่รอขึ้นเครื่อง ก็มีผู้คนมากมายมาทักทายเธอ มีอยู่คนหนึ่งบอกกล่าวให้เธอลองทานสมุนไพรไทยดู..คุณปรียานุชเธอบอกว่า เธอจะลองทานดู..เพราะเธอทานสมุนไพรจีนมามากมายแล้ว ฝังเข็มก็แล้ว..ลองทานสมุนไพรไทยดูบ้างก็ไม่เสียหายอะไร…
เธอใช้เวลาในการทานยาและปรับวิถีการกินอยู่ของเธอร่วม 8 เดือน อาการของเธอก็ดีขึ้น..และจากการรักษาในครั้งนี้ทำให้อาการติดยานอนหลับร่วม 20 ปี ของเธอหายไปด้วย..เพราะการรักษาด้วยสมุนไพรห้ามกินยาอื่น ๆ ร่วม…

เธอเล่าว่า ทุกครั้งที่เห็นใครนอนหลับง่ายจะเธอบอกว่า คนนี้มีบุญ…ถึงแม้เขาไม่ได้อาบน้ำก่อนนอนก็ตาม..แต่เธอซิ เธออาบน้ำ เธอนอนบนที่นอนดี ๆ ..แต่เธอก็นอนไม่หลับ..ตอนนี้เธอนอนหลับโดยไม่ต้องพึ่งยาแล้ว เธอมีความสุขมากกกกก…
เธอบอกว่า คนทุกคนมีบุญ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมีบุญอะไร..
ลองมาคิดกันดูนะคะ..ว่าตัวเราเองมีบุญอะไรบ้าง..
แล้วมีความสุขกับชีวิตเหมือนผู้หญิงคนนี้ “ปรียานุช ปานประดับ”

ขอบคุณข้อมูลดีีดีจากกัณยาณมิตร

 

เจาะใจ ตอน ปรียานุช ปานประดับ5ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

“การรู้ซึ้งคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้คือสิ่งที่สำคัญ ขอให้ความทุกข์ที่ผ่านมาแล้ว…เป็นบทเรียนอันมีค่าที่จะทำให้เราเติบโตอย่างคนที่รู้เท่าทันความทุกข์”

Older Posts »