“บุญกุ้มข้าวใหญ่และงานปฏิบัติธรรม

ศูนย์พัฒนาคุณธรรมอำเภอเดชอุดม

วัดป่าบ้านแก้ง หมู่ที่ ๒ ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

ขอเชิญชวน! พุทธศาสนิกชน ญาติธรรมในทางจิต กัลยาณมิตรในทางธรรมทุกๆท่าน ร่วมงานปฏิบัติธรรมบวชชีพุทธ และงานประเพณี”บุญกุ้มข้าวใหญ่” ประจำปี ๒๕๕๓ เพื่อสืบต่ออายุพุทธศาสนาและเป็นการสืบสาน

วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่อนุชนรุ่นหลังจักต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่สืบต่อไป

ในระหว่างวันที่ ๒๗-๓๑ มกราคม ๒๕๕๓

“บุญกุ้มข้าวใหญ่”เป็นบุญประเพณีที่แสดงให้เห็นจิตวิญญาณของชุมชนที่ดำรงอยู่ด้วยวิถีเกษตรกรรมมาช้านาน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ด้วยสำนึกในบุญคุณของข้าว ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนทุกคน นอกจากนี้เป็นการแสดงออกถึงพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของชุมชน เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณที่กล้าแกร่งของชาวนา

และประกาศว่าชุมชนเรา คือพื้นที่เกษตรกรรม เมล็ดข้าวเปลือกแต่ละเมล็ด จากน้ำพักน้ำแรงของชาวนาที่จะนำมากองรวม(กุ้มข้าว)เพื่อประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ในวันที่

๒๙-๓๐-๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ คือต้นทุนชีวิตอันจะก่อเป็นพลังที่จะใช้ต่อสู้ในปีต่อไปของชาวนา จึงขอเชิญชวนพุทธบริษัท ร่วมทำบุญด้วยข้าวเปลือก หรือปัจจัยในพิธี

“บุญกุ้มข้าวใหญ่และงานปฏิบัติธรรม” ดังกล่าวนี้

ด้วยกุศลจริยาสัมมาปฏิบัติ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ปกปักรักษาให้ท่านมีความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย ความรู้ ความดีเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี มีความจงรักภักดีในสถาบันชาติ พระพุทธศานา และพระมหากษัตริย์ ตลอดกาลนานเทอญ

(สาธุชนผู้มีศรัทธาจะร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพ อาหาร ตั้งโรงทานมังสวิรัติ

ติดต่อได้ที่ โทรฯ๐๘๖-๒๔๕๔๖๘๘,๐๔๕-๒๓๔๐๑๑)

“ทำดี อย่าท้อ”

“ถ้าเราทำกรรมดี ทำต่อไปอย่าไปท้อว่าทำดีเท่าไหร่ ไม่เห็นได้อะไรเลย หารู้ไม่ว่าต่อไปนะ ไม่แน่บางทีภายในวินาทีเดียวก็ได้แล้ว”

(พระราชดำรัส พระราชทานแก่ชาวพุทธ แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘)

ขอบคุณภาพจาก

วันมาฆบูชา

ความเป็นมาของ วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชน (ชาวพุทธ) จะพร้อมใจกันทำบุญเป็นกรณีพิเศษกว่าปกติ เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๓ ของทุกๆ ปี ในวันมาฆบูชานี้ เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ นับว่าเป็นวันที่พระพุทธศาสนาได้วางรากฐานมั่นคง เรียกวันดังกล่าวนี้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งแปลว่า วันที่มีการประชุมที่ ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือ

๑. พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น

๓. พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บวชให้เองทั้งสิ้น

๔. วันประชุมนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน ๓)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ พระพุทธองค์จึงทรงถือโอกาสแสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ คำสอนที่เป็นหลักสำคัญในทางพระพุทธศานา ในท่ามกลางพระอริยสงฆ์นั้น นับเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นตลอดพุทธกาล โอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นการประมวล คำสอนหลักของพระพุทธศาสนา เพื่อให้พระสงฆ์สาวกนำไปประพฤติปฏิบัติ และนำไปสั่งสอนผู้อื่นในแนวทางเดียวกัน คือ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติ คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย

สมโณ โหติ ปรํ วิเหธยนฺโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย

สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง

กุสลสฺสุปสมฺปทา การทำความดีให้ถึงพร้อม

สจิตฺต ปริโยทปนํ การทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์

เอตํ พุทฺธานสาสนํ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา

อนูปวาโท อนูปฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย

ปาติโมกฺเข จ สํวโร การสำรวมในปาติโมกข์

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค

ปนฺตญฺจ สยนาสนํ การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด

อธิ จิตฺเต จ อาโยโค ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง

เอตํ พุทฺธานสาสนนฺติ นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

โอวาทปาติโมกข์นั้นเป็นคำประพันธ์ ๓ พระคาถาครึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาโดยย่อดังต่อไปนี้

พระคาถาที่ ๑ ตรัส ๓ หัวข้อ ได้แก่่

๑. ขันติ คือ ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง

๒. ผู้รู้กล่าวว่าพระนิพพานเป็นสิ่งยอดเยี่ยม

๓. ผู้ที่ยังฆ่า ทำร้าย เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

เหตุที่พระองค์ยกขันติธรรมขึ้นตรัสนั้น แสดงว่าศาสนธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นไปเพื่อให้อดทนต่อความหนาว ร้อน หิวกระหาย ถ้อยคำที่ให้ร้ายใส่ความด่าว่า และอดทนต่อทุกขเวทนาอันแรงกล้าที่เกิดขึ้นจากความเจ็บไข้ ไม่สบาย

ทีทรงสรรเสริญพระนิพพานว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมนั้น แสดงว่า ผลแห่งการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา เป็นอย่างสูงสุดนั้นคือ ทำจิตใจไม่ให้ “ตัณหา คือ ความทะยานอยาก” รัดรึงไว้ได้

และที่ตรัสติเตียนบรรพชิตผู้ที่ยังฆ่า ทำร้าย เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ นั้น แสดงว่า ศาสนธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นไปเพื่อ ความมีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งปวง

พระคาถาที่ ๒ ทรงตรัสแสดง ๓ หัวข้อ ได้แก่

๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

๓. การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส

ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย

ข้อที่ห้ามการทำบาป และทำกุศลให้ถึงพร้อมนั้น แสดงว่าพระพุทธศาสนาไม่เป็นแต่เพียงสอนให้เว้นจากความชั่ว หรือบาป ทั้งทางกาย วาจา และใจเท่านั้น

หากแต่ยังสอนให้ทำความดีหรือบุญกุศลทั้งทางกาย วาจา และใจอีกด้วย การเว้นจาก การฆ่ากัน เบียดเบียนกันแล้วนอกจากจะได้บุญ ยังเป็นการช่วยอุปถัมภ์ค้ำชู บำรุงชีวิตและความสุขของกันและกันอีกด้วย

และที่พระองค์ทรงแสดงเรื่อง การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส นั้นแสดงว่าความบริสุทธิ์ผ่องใสปราศจากกิเลส เครื่องเศร้าหมองใจคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

นับว่าข้อที่ ๓ นี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด เพราะว่าคนทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด คนเราจะทำความดีความชั่ว ก็เพราะใจ กล่าวคือ เมื่อจิตใจบริสุทธิ์แล้ว จะทำอะไร จะพูดอะไร ก็ดีไปตามหมดทั้งสิ้น แต่ถ้าจิตใจเศร้าหมอง ด้วยกิเลสแล้ว จะทำอะไร จะพูดอะไร ก็จะชั่วไปตาม กล่าวคือล้วนเป็นไปในทางทุจริตทั้งสิ้น

พระคาถาที่ ๓ กับอีกกึ่งพระคาถาพระองค์ทรงตรัส ๖ หัวข้อ ได้แก่

๑. การไม่พูดจาว่าร้ายข้อนขอดใคร

๒. ความไม่กระทบกระทั่งประหัตประหารกัน

๓. การสำรวมระวังในพระปาติโมกข์

๔. ความรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร

๕. การอยู่ในเสนาสนะที่นั่งที่นอนอันสงัด

๖. การประกอบความเพียรในทางจิตอย่างสูง (การฝึกจิตให้สงบ)

การที่พระพุทธองค์ตรัสหัวข้อทั้ง ๖ นี้แสดงให้เห็นว่า การพูดจาค่อนขอดกัน การพูดเสียดสีแดกดัน, การทะเลาะกัน การชกต่อยกัน ทำร้ายกัน ไม่เป็นสิ่งที่ดีเลยสำหรับหมู่สมณะ, สมณะมณฑลสมควรมีขนบธรรมเนียมเป็นแนวทางนำความประพฤติอันสงบเรียบร้อย, ไม่เป็นผู้เห็นแก่กิน, ยินดีในที่อยู่ที่อาศัยที่เงียบสงัด, บำเพ็ญสมาธิ ภาวนารักษาจิตใจของตนเองให้เป็นสมาธิสะอาด สว่าง สงบทุกเมื่อ

พระสาวกผู้เที่ยวสั่งสอนพระศาสนธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คงยกเอาพระธรรมในโอวาทปาติโมกข์นี้ขึ้น เป็นหลักสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา แม้แต่พระพุทธองค์เองก็ทรงยกมาตรัสประทานโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ในวันอุโบสถ ทุกกึ่งเดือน และทรงมางดเสียเมื่อครั้งพระองค์ได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์เอาสิกขาบทที่ พระองค์ทรงบัญญัติไว้นั้นมาสวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือนแทน เรียกว่า “สวดพระปาติโมกข์” ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ได้ปฏิบัติสืบต่อๆ กันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ในวันเพ็ญ เดือนมาฆะ (เดือน ๓) ต่อมาภายหลังนั้นยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งในสมัยพุทธกาล กล่าวคือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร ที่ปาวาลเจดีย์ แคว้นวัชชี เนื่องจากขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา พระองค์ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า “มีพุทธบริษัท ๔ ครบบริบูรณ์แล้ว และพระพุทธศาสนาได้เจริญมั่นคงแล้ว” จึงได้ตัดสินพระทัยว่า “นับแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน จะปรินิพพาน” การที่พระพุทธองค์ทรงตัดสินและอธิษฐานพระทัยจะปรินิพพานนี้เรียกว่า ทรงปลงพระชนมายุสังขาร

เมื่อมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น ๒ อย่างในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เช่นเดียวกันเช่นนี้ จึงนับได้ว่า เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา สมควรที่ชาวพุทธจะแสดงความระลึกถึงและจัดพิธีบูชาให้เป็นกรณี พิเศษกว่าวันพระตามปกติ

ความเป็นมาของการประกอบพิธีวันมาฆบูชาในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงมองเห็นความสำคัญของวันนี้ จึงได้โปรดให้มีพระราชพิธีประกอบการกุศลขึ้นในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕ และให้เป็นงานหลวงตลอดไป ต่อมาได้แพร่กระจายไปตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศและทางราชการ ก็จัดให้เป็นวันหยุดราชการ ๑ วัน เพื่อให้ข้าราชการได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญกุศลในวันดังกล่าวนี้อีกด้วย กิจที่ชาวพุทธนิยมปฏิบัติในวันมาฆบูชา

ในวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาวันมาฆะบูชานี้ ชาวพุทธจะร่วมกัน

– ทำบุญตักบาตร

– ไปวัด สมาทานศีล รักษาศีล

– ฟังเทศน์-ฟังธรรม สนทนาธรรม

– ทำวัตรสวดมนต์

– ถวายภัตตาหารเช้า-เพล แด่พระสงฆ์

– เจริญสมาธิภาวนา

– บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ และ

– เวียนเทียน

โดยเฉพาะการเวียนเทียนนั้น ทางวัดต่างๆ จะประกาศให้ทราบ โดยทั่วกัน ซึ่งจะกำหนดเวลาเวียนเทียนจะเป็นตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนค่ำ ก็ได้ สุดแล้วแต่ความสะดวกของวัดนั้นๆ ส่วนในกรุงเทพมหานครมักจะจัดให้มีการเวียนเทียนในเวลากลางคืนประมาณ ๑๙.๐๐น. หรือ ๒๐.๐๐ น. ชาวบ้านจะถือดอกไม้ ธูปเทียนไปประชุมพร้อมเพรียงกันที่หน้าอุโบสถหรือปูชนียวัตถุที่สำคัญในวัด แล้วแต่ว่าทางวัดนั้นๆ จะจัดทำให้มีการประกอบพิธีในที่ใด บางครั้งชาวบ้านจะหาซื้อดอกไม้ ธูปเทียนได้ในบริเวณวัดนั้นอีกด้วย

เมื่อถึงกำหนดเวลาแล้ว พระสงฆ์ สามเณร ก็จะมาประชุมพร้อมเพรียงกันในที่นัดหมายไว้ จะมีการทำวัตรสวดมนต์ เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ หลังจากนั้นก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ให้พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานได้ฟังเพื่อประดับสติปัญญาและเกิดเป็นบุญกุศล ศิริมงคลตามสมควรแก่เวลา แล้วประธานสงฆ์ในพิธีนั้นจะนำกล่าวคำบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา

เสร็จแล้วก็จะมีการเวียนเทียน โดยมีพระสงฆ์ สามเณร เป็นผู้เดินนำ และพุทธศาสนิกชนทั่วไปเดินตามลำดับกัน น้อมจิตใจระลึกนึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย ด้วยอาการอันสงบ โดยจัดแบ่งเป็นแถว แถวละ ๔ คนบ้าง ๕ คนบ้าง ซึ่งก็แล้วแต่ความกว้างแคบของบริเวณ ถือดอกไม้ ธูปเทียนที่จุดเสร็จแล้ว เดินเวียนขวา (ทำประทักษิณ) รอบอุโบสถหรือปูชนียวัตถุที่สำคัญในวัดนั้นๆ เมื่อครบ ๓ รอบแล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนนั้นไปปักในที่ที่จัดไว้เป็นอันเสร็จพิธีเวียนเทียน หลังต่อจากนั้นบางวัดอาจจัดให้มีการเทศน์ โดยมักจะเทศน์เรื่องโอวาทปาติโมกข์ และสวดโอวาทปาติโมกข์ อาจสวดก่อนหรือหลังเทศน์ก็ได้ บางวัดจัดให้มีเทศน์ เรื่องอื่นๆ อีกตามสมควร

คำถวายดอกไม้ธูปเทียนเนื่องในวันมาฆบูชา

อัชชายัง มาฆะปุณณะมี สัมปัตตา มาฆะนักขัตเตนะ ปุณณะจันโท ยุตโต ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง

สัมมาสัมพุทโธ จาตุรังคิเก สาวะกะสันนิปาเต โอวาทะปาติโมกขัง อุททิสิ ตะทา หิ อัฑฒะเตระสานิ สัพเพสังเยวะ

ขีณาสะวานัง สัพเพ เต เอหิภิกขุกา สัพเพหิ เต อะนามันติตา วะ ภะคะวะโต สันติกัง อาคะตา เวฬุวะเน

กะลันทะกะนิวาเป มาฆะปุณณะ-มิยัง วัฑฒะมานะกัจฉายายะ ตัสมิญจะ สันนิปาเต ภะคะวะตา วิสุทธูโปสะถัง

อะกาสิ อะยัง อัมหากัง ภะคะวะโต เอโกเยวะ สาวะกะสันนนนิปาโต อะโหสิ จาตุรังคิโก อัฑฒะเตระสานิ

ภิกขุสะตานิ สัพเพสังเยวะ ขีณาสะวานัง มะยันทานิ อิมัง มาฆะปุณณะมี นักขัตตะสะมะยังตักกาละสะทิสัง

สัมปัตตา จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสะระมานา อิมัสมิง ตัสสะ ภะคะวะโต สักขิภูเต เจติเย อิเมหิ

ทีปะธูปะปุปผาทิสักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง ตานิ จะ อัฑฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ อะภิปูชะยามะ สาธุโน ภันเต ภะคะวา สะสาวะกะสังโฆ สุจิระปะรินิพพุโต คุเณหิ ธะระมาโน อิมิ สักกาเร ทุคคะตะปัณณา การะภูติ

ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล

วันนี้ มาประจวบวันมาฆปุรณมี เพ็ญเดือน ๓ พระจันทร์เพ็ญประกอบด้วยฤกษ์มาฆะ ตรงกับวันที่พระตถาคตอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ขึ้น ในที่ประชุมสาวกสงฆ์พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ ครั้งนั้น พระภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์ ล้วนแต่พระขิณาสพ อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ไม่มีผู้ใดเรียกมา ประชุมยังสำนักพระผู้มีพระภาค ณ เวฬุวนาราม เวลาตะวันบ่าย ในวันมาฆปุรณมี และสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงทำวิสุทธอุโบสถ ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ขึ้น ณ ที่ประชุมนั้น การประชุมสาวกสงฆ์พร้อมด้วยองค์ ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลายนี้ ได้มีครั้งเดียวเท่านั้น พระภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์ล้วนแต่พระขีณาสพ บัดนี้เราทั้งหลายมาประจวบ มาฆปุรณมีนนักขัตตสมัยนี้ ซึ่งคล้ายกับวัน จาตตุรงคสันนิบาตนั้นแล้ว มาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคนั้น แม้ปรินิพพานนานมาแล้ว จะเคารพบูชาพระผู้มีพระภาคและพระภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์นั้น

ด้วยสักการะทั้งหลายมีเทียนธูปและดอกไม้เป็นต้น เหล่านี้ในเจดียสถานนี้ ซึ่งเป็นพยานของพระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยสาวกสงฆ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเหล่านั้น

แม้ปรินิพพานนานมาแล้วด้วยดี ยังเหลืออยู่แต่พระคุณทั้งหลาย จงทรงรับสักการบรรณาการของคนยากเหล่านี้ ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

จุดมุ่งหมายแห่งการถวายสักการะในวันมาฆบูชา

จุดมุ่งหมายแห่งการถวายสักการะบูชาเนื่องในวันมาฆบูชานั้น ข้อสำคัญอยู่ที่การระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงพระโอวาทที่พระพุทธองค์ทรงได้แสดงในท่ามกลางพระอริยสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป แม้เวลาจะได้ผ่านล่วงเลยมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้วก็ตาม ย่อมจะน้อมนำให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระธรรมและพระพุทธจริยาวัตรของพระพุทธองค์ ชวนให้เกิดอุตสาหะพยายามในการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักคำสอน ตามกำลังความสามารถในชีวิตประจำวันสืบต่อไป มิใช่เพียงแต่ไปร่วมถวายดอกไม้ ธูปเทียน เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา ตามวัดวาอารามต่างๆ พอเป็นพิธีเท่านั้น บาป อกุศล ทุจริตที่ประจำอัธยาศัยเคยมีอยู่อย่างใด ก็คงที่อยู่อย่างนั้น วิธีปฏิบัติเช่นนี้ ถึงจะมีอายุและเคยผ่านพิธีมาฆบูชามามากเพียงใด ก็หาได้ลดลาวาศอกในการทำบาปและเสริมสร้างบุญกุศลเมตตาอารีย์และมีจิตใจที่ สะอาดผ่องใสได้ไม่ชวนให้น่าเสียดายราคาค่าดอกไม้ ธูปเทียน ที่ต้องจับจ่ายมาบูชาบ้าง ค่าพาหนะไป-มาบ้าง ที่สุดจนกระทั่งวัน เวลา ที่ผ่านหมดไปโดยไม่เกิดประโยชน์พอสมกัน คงปลื้มใจอยู่แต่เพียงว่าได้ไปทำพิธีที่วัดแล้ว ไม่เสียปีเสียเดือน

ส่วนข้อวัตรประพฤติปฏิบัติที่เป็นศีลธรรมจริยธรรม เป็นบุญกุศล มักจะไม่ได้ติดตามตนจนถึงบ้าน ขาดตกบกพร่อง เสียเพียงแค่ประตูวัดเป็นส่วนมาก เมื่อไม่มีบุญเก่าเป็นพื้นฐานส่งเสริมบุญใหม่ให้ทวียิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกคราว มาฆบูชาก็สำเร็จบุญเพียงอามิสบูชาเพียงชั่วไฟไหม้ธูปเทียนหมดเล่มเท่านั้น น้อยนักที่จะสำเร็จบุญถึงปฏิบัติบูชา ตั้งตนอยู่ในศีลธรรมทั้งในที่ลับและที่แจ้ง สมกับที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญได้เลย

ในวันมาฆบูชาเช่นนี้ น่าที่ผู้ที่เป็นชาวพุทธจะได้สำนึกถึงการถวายปฏิบัติบูชา เปลี่ยนนิสัยเข้าถือหลักธรรม ให้เป็นพุทธบูชาอย่างยิ่งสักปีละอย่าง เช่นในปีนี้ก็ขอให้คอยย้อนพิจารณาความประพฤติของตนเองอยู่เสมอว่า ได้ประพฤติปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไรบ้างหรือไม่ อบายมุขทางแห่งความเสื่อมเสีย มีเล่นการพนัน ชอบเที่ยวเตร่ ดื่มสุราเมรัย เป็นต้นเหล่านี้ได้เจริญ-อบรมจนติดเป็นนิสัยแล้วหรือไม่ เมื่อรักตนเองจริง ก็ควรจะยุติธรรมต่อตนเองจริง ๆ เห็นส่วนชั่วส่วนบาปยังมีอยู่ ในตนเองอย่างไรต้องยอมรับผิดตามความเป็นจริง พยายามลด ละ เลิกเพื่อถวายพระเสียบ้าง ถวายได้ เพียงปีละอย่างสองอย่างมากปีก็จะละได้หมด

ส่วนดีส่วนบุญ ส่วนกุศลก็ต้องยุติธรรมเช่นเดียวกัน อย่าหลงเข้าข้างตนจนเกินไป ทำบุญสักชั่วโมงเดียวก็คิดเอาอานิสงส์เป็นจำนวนปี หรือทำดีเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนที่ชั่วยังแอบปิดบังซ่อนเร้นไว้อีกมากมาย ก็มักจะทวงอานิสงส์บุญไม่รู้จบ ฝึกหัดปฏิบัติตนคือคอยระวัง งดเว้น ละเลิกบาปความชั่วที่เคยทำให้ค่อย ๆ หมดไป ระวังไม่ให้บาปใหม่ เพิ่มเติมขึ้นอีก คอยอบรมสะสมกระทำความดี เก็บเล็กผสมน้อย ฝึกฝนปฏิบัติตนอยู่เสมอไม่เลือกว่าเวลาไหน จะเป็นดิถีพิเศษ หรือไม่ก็ตาม พระพุทธองค์ย่อมทรงยกย่องผู้ที่บูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชาว่าเป็นการ บูชาอย่างยิ่ง

อนึ่ง เมื่อท่านพุทธศาสนิกชนได้ประพฤติตนให้เป็นการบูชาอย่างยิ่งเช่นนี้ มิใช่แต่จะเกิดคุณประโยชน์เฉพาะแก่ตนเองเท่านั้น หากแต่อนุชนรุ่นหลัง ลูกหลาน เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ตลอดจนผู้ที่พบเห็นทั่วไปย่อมจะนิยม ยกย่อง เคารพ นับถือเป็นตัวอย่าง แบบอย่างที่ดี ที่จะชักนำให้นิยมประพฤติปฏิบัติความดีตามกันยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกโสดหนึ่งด้วย ดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกเถิด ท่านได้บำเพ็ญความดีไว้จนล้นเหลือ จึงเป็นตัวอย่างของการกระทำความดีสืบต่อมาตลอดเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังได้รับการยกย่อง นับถือ เคารพ สักการะบูชามืเสื่อมคลาย จึงสมควรอย่างยิ่งที่ที่พวกเราชาวพุทธทุกคนจะถวายความเคารพบูชา ด้วยการเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีเสีย แล้วหันเข้าหาหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ระลึกถึงพระคุณของพระองค์ บูชาพระองค์ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระองค์ตามกำลังความสามารถ เริ่มตั้งแต่วันมาฆบูชานี้เป็นต้นไปด้วยกันทุกคนเทอญ

หลักธรรมที่ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ

หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ หมาย ถึง หลักคำสอนคำสำคัญของพระพุทธศาสนาอันเป็นไปเพื่อป้องกัน และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น หรือคำสอน อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ ดังนี้

หลักการ ๓

๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการ อันเป็นความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ ความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม

การทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อพูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวานพูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่นมีแต่คิดเสียสละการไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิด เมตตาและปราถนาดีและมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

๓. การทำจิตของตนให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิต ไม่ให้เข้าถึงความสงบ มี ๕ ประการ ได้แก่

๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)

๒. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)

๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)

๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) และ

๕. ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่ว ว่ามีผลจริงหรือไม่ วิธีการทำจิตให้ผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศืลและบำเพ็ญกุศล ให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

อุดมการณ์ ๔

๑. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ

๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น

๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ

๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จาการดำเนินชีวิตตามมรรคมี องค์ ๘

วิธีการ ๖

๑. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร

๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

๓. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีของสังคม

๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ

๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบได้แก่ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิภาพ ที่ดี

ขอบคุณที่มาของข้อมูลhttp://www.larnbuddhism.com

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ เพราะเหตุใด?

พระพุทธองค์ตรัสว่า “มีความรักที่ไหนย่อมมีความทุกข์ที่นั่น มีรักร้อยก็มีทุกข์ร้อย มีรักหนึ่งก็มีความทุกข์หนึ่ง ไม่มีรักเลยก็ไม่มีทุกข์เลย” ก็เพราะว่าตัวความรักก็อยู่ในกฏของไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แต่ผู้ที่มีความรักมองไม่เห็นตัวนี้ (เหมือนสำนวนที่ว่า ความรักทำให้คนตาบอด) อยากให้ความรักเป็นนิจจัง เที่ยงแท้ถาวร ยึดมั่นถือมั่น ชอบไปฝืนกฎธรรมชาติ เมื่อความจริงปรากฏจึงมีความทุกข์ต่าง ๆ นา ๆ เป็นเพราะเราไม่ยอมรับความจริงตัวนี้นี่เอง ไปยึด ไปติด ไปหลง อยากให้สิ่งต่าง ๆ ที่เรารักอยู่กับเราตลอดไป ทั้ง ๆ ที่ไม่อาจฝืนกฏของความจริงที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ควรไปยึดติด ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกสิ่งที่เรายึดติดล้วนเป็นสิ่งที่ให้ความทุกข์กับเราทั้งสิ้น

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรักเป็นความร้าย ความรักเป็นสิ่งทารุณ และเป็นเครื่องทำลายความสุขของปวงชน ทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิตรัก แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใครถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการ ยิ่งความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่หาด้วยแล้ว ก็เป็นพิษแก่จิตใจ ทำให้ทุรนทุรายดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น ความสุขที่เกิดจากความรักนั้น เหมือนความสบายของคนป่วยที่ได้กินของแสลง เธอทั้งหลายอย่าพอใจในความรักเลย เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวัง ความผิดหวังก็จะรอเราอยู่”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น เป็นเรื่องทรมานยิ่งและเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพราก ก็เป็นสิ่งสุดวิสัย ทุกคน จะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง”

ครับ…..ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

ยังมีคุณค่าหลังธนบัตร

  แต่ละวันเราใช้"ธนบัตร"ราคาไหนบ้าง!!!
 แน่นอน เรารู้ว่า"ธนบัตร"มีค่า แต่รู้ไหมว่านอกจาก"ค่า"คือราคาของตัวเองแล้ว "ธนบัตร"ยังมี"คุณค่า" เพราะ"หลังธนบัตร"มีสิ่งดีๆ ที่สอนเราอยู่

ธนบัตร ๒o บาท …คุณรู้ไหมว่าเป็นภาพของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ไหนคำตอบก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล และ"คุณค่า"หลังธนบัตรนี้มีข้อความว่า

"ถ้าคนไทยทุกคน ถือว่าตนเองเป็นเจ้าของชาติบ้านเมือง และต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี ด้วยความสุจริตและถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรมแล้ว ความทุกข์ยากของบ้านเมืองก็จะผ่านพ้นไปได้"

 

มาถึงแบงก์ร้อยsส่วนใหญ่คงจำกันแม่นว่า"หลังธนบัตร"สีแดงใบละร้อย เป็นภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช แต่คุณเคยรู้"คุณค่า"หลังธนบัตรนี้ไหม ..

"ประเพณีทาสที่มีอยู่ในพระราชอาณาจักรสยาม ถึงเป็นวิธีทาสทำสารกรมธรรม์ ขายตัวด้วยใจสมัคร มิใช่ทาสเชลย ที่เป็นการกดขี่อย่างร้ายแรงก็จริง

แต่เป็นเครื่องกีดขวางทางเจริญ ประโยชน์และสุขสำราญ ของมหาชนอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องเลิกถอน อย่าให้มีประเพณีทาสในพระราชอาณาจักรนี้

กรุงสยามจึงจะมีความสมบูรณ์เท่าทันประเทศอื่น

   แบงก์ ๕oo ล่ะ ใช้ธนบัตรสีม่วง รู้ไหมเป็นภาพพระองค์ไหน แน่นอนว่าหลายคนคงนึกไม่ออก ..เพราะเป็น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัสไว้ให้เราทราบคือ..

"การงานสิ่งใดของเขาที่ดีควรจะเรียนร่ำเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว"

 

แบงก์ใหญ่ที่สุด ธนบัตรใบละ ๑ooo บาท หลายคนทราบดีว่าเป็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เคย"อ่านสิ่งที่มี "คุณค่า"หลังธนบัตรไหม?

เศรษฐกิจแบบพอเพียง … เศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง

 

ขอทุกท่านที่เข้ามาอ่านมีความสุข ความเจริญ

                    ธรรมรักษา 

 

 

 

รอยบุญรอยบาป (ปาณาติบาต)

   ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ผมกับลูกชายวัยสิบขวบไปทำบุญและเที่ยวพักผ่อนกัน ที่จังหวัดทาง ภาคเหนือ หลังจาก พยายามหาโอกาส เรื่องเวลาที่พร้อมๆกัน ระหว่างภรรยาและลูกสาววัยรุ่นอีก ๒ คน ที่จบมหาวิทยาลัย และเพิ่ง เริ่มทำงานบริษัท เรา ๕ คนเคยอิสระ พอมีวันหยุดพร้อมกัน เราจะออกต่างจังหวัด หาวัดที่สงบ ไปทำบุญปฏิบัติ และฟังธรรมกับพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือพระที่ฉันมังสวิรัติ

แต่โอกาสเก่าๆแบบนี้เริ่มหายาก แต่ละคนในบ้านเริ่มมีภาระของตนเรื่องงานที่ทำ เวลาหยุดไม่ตรงกัน หรือเวลาหยุดไปพร้อมกับคนทั้งประเทศ จราจรถนนหนทางรถราแน่น ทำให้เกิดการแย่งกันไปแย่งกันกลับ อุบัติเหตุก ็เกิดขึ้นมาก และมีความรู้สึกเหมือนไปแย่งคนที่จำเป็นต้องเดินทาง เพื่อกลับบ้าน ไปหาครอบครัว จริงๆ เราจึงพยายามเลี่ยงเดินทางช่วงเวลานั้น

     มาต้นปีคิดว่า คงจะหาเวลาที่ได้ไปพร้อมๆกันยาก ภรรยาติดธุระบ้าง ลูกสาวบ้าง มีแต่ผม ที่อิสระ เพราะไม่ใช่ มนุษย์เงินเดือน จึงรีบหาโอกาสเวลานี้ทำภารกิจที่คิดว่า ควรจะทำ ไม่ประมาท คนเรา จะเดินทาง ท่องเที่ยว ต้องมีปัจจัยสำคัญพร้อมๆกัน ๓ อย่างคือ สุขภาพดีแข็งแรง มีเงินพอใช้จ่าย และต้อง มีเวลาด้วย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็คงลำบาก จึงชวนลูกชายซึ่งว่างพอดี เราเอารถเก่าๆ เตรียมข้าวของ ไปทำบุญด้วยกัน

ออกจากกรุงเทพฯแต่เช้ามืด ขับรถไปเรื่อยๆ ได้พูดคุยเรื่องธรรมะต่างๆ ดูธรรมชาติสองข้างทาง ใช้เวลา เกือบทั้งวัน ถึงสำนักสงฆ์ซึ่งอยู่บนดอยเล็กๆมีพระชราอายุราว ๙๐ เศษรูปหนึ่ง ฉันอาหาร มังสวิรัติ และ ฉันวันละมื้อเท่านั้น เรามาถึงเกือบเย็น ก็ขับรถขึ้นดอยอย่างช้าๆ ไม่ให้เสียงรถ ไปรบกวนพระ หรือผู้ที่กำลัง ปฏิบัติธรรม

     ทางขึ้นดอยเป็นทางเล็กๆ ต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น กุฏิ โบสถ์ เจดีย์เป็นแบบเรียบง่าย สะอาด ดูสบายตา น่าเลื่อมใส ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตมโหฬารหรูหราเกินไป เราจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างโบสถ์ และลงรถ เดินเข้าไป ในโบสถ์ กราบพระพุทธรูปพระประธาน และกราบหลวงปู่ ที่กำลังนั่ง อยู่เยื้องๆพระประธาน ท่านมีรูปร่าง สันทัด ห่มจีวรสีกรัก สวมแว่นตาหนา ผิวพรรณผ่องใสน่าเลื่อมใส แม้อายุใกล้ร้อย กราบท่านเสร็จ ผมและลูกชายขออนุญาตท่านพักและอยู่ เพื่อถวายอาหารมังสวิรัติกับปฏิบัติฟังธรรม กวาดบริเวณ รอบๆวัดและสวดมนต์ทำวัตรเช้า-ค่ำกับท่าน หลวงปู่ท่าทางใจดี กล่าวอนุญาต ด้วยสำเนียง ภาคกลาง ปนสำเนียงภาคเหนือ

เราได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่พักใหญ่ ลูกชายผมบังเอิญสังเกตเห็น แขนซ้ายหลวงปู่ มีบาดแผล รอยเย็บ นับร้อยเข็ม จึงเข้ากราบขอขมาขออนุญาตถามถึงแผลนั้น

     ท่านยิ้มอย่างใจดีและพูดว่า มนุษย์เวลาร้าย สัตว์ทั้งโลกก็สู้มนุษย์ไม่ได้ สัตว์ที่ว่าดุว่าร้าย มันทำร้ายคน หรือสัตว์อื่น ก็ไม่เกินสิบเกินร้อย แต่มนุษย์มีสมองที่เหนือกว่าสัตว์ทั้งหลาย สามารถจับมาใช้งาน จับมาฆ่า แม้มนุษย์ด้วยกันเอง เวลาทะเลาะหรือขัดผลประโยชน์กัน ก็คิดสร้างอาวุธร้ายแรง ประหัตประหาร ได้ทีละเป็นแสน เป็นล้าน ทำลายมนุษย์ด้วยกันเองยังไม่พอ ยังไปทำลายสัตว์ ต้นไม้ สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม อื่นๆ ที่ไม่ได้ไปรู้ด้วยเลย เรายังเรียกโลกใบนี้ว่า โลกมนุษย์ ที่จริงมนุษย์มีน้อยกว่าสัตว์อื่นๆ

      ท่านหยุดจิบน้ำแล้วเล่าต่อ ท่านเป็นคนภาคกลาง สมัยหนุ่มเคยเป็นพรานป่า ล่าสัตว์ป่า จับจระเข้ขาย รู้ธรรมชาติ เกี่ยวกับจระเข้เป็นอย่างดี ชอบอิสระท่องเที่ยวไปทั่ว ไม่ชอบผูกมัด ผูกพันกับใคร แม้กับเพศ ตรงข้าม เที่ยวหาจับจระเข้ป่าขายตามฟาร์มจระเข้ต่างๆ เพื่อนำไปฆ่าขายเนื้อขายหนัง หรือหาไข่ จระเข้ ไปขาย เพื่อไปฟักเพาะเป็นลูกจระเข้ขาย ทำมาหลายปี ก็ยังดีเงินส่วนหนึ่งยังไปทำบุญบ้าง จิตหนึ่ง ก็ยังใฝ่ ในบุญกุศลอยู่ แม้อาชีพมันจะเป็นบาป

   จนล่วงเข้าวัยกลางคน ได้ถูกขอร้องจากเจ้าของฟาร์มแห่งหนึ่ง ขอร้องให้ไปช่วยดูแลฟาร์ม ท่านก็รู้สึก กำลังเริ่มถดถอย ก็บอกขอลองทำดูก่อน ยังไม่รับปากจะทำให้ ตลอดเหตุการณ์ก็ปกติ จนวันหนึ่ง เจ้าของฟาร์ม จระเข้ไปซื้อเหมาบ่อจระเข้แห่งหนึ่ง ที่เจ้าของอีกแห่งไม่มีประสบการณ์ เห็นรายได้ดีก็ทำบ้าง พอขาดทุน เลยขาย เจ้าของฟาร์มจระเข้ที่ท่านอยู่ก็ให้ท่านพร้อมลูกน้องช่วยไปจับจระเข้ในบ่อที่มีร่วม ๒๐-๓๐ ตัว ก็เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมลูกน้องไปจับขึ้นมาจากบ่อเกือบหมด เหลืออยู่ตัวเดียว ตัวมันใหญ่ ยาวมาก คงเป็นแม่พันธุ์ ตาบอดข้างเดียว

     ท่านพยายามเอาปลาทะเลสดโยนไปล่อให้มันขึ้นมาใกล้ขอบดินของบ่อ เพื่อจะได้จับมัน แต่มันก็ลอยตัว นิ่งๆ ไม่สนใจ กับปลาที่โยนให้ ท่านตะโกนให้ลูกน้องเอาซี่โครงไก่ของโปรดมันมาเข่งใหญ่ และเริ่มโยนลงไป ๒-๓ ครั้ง แต่ดูมันไม่สนใจ ลองโยนลงที่บนดินขอบบ่อ เพราะจระเข้บางตัวไม่ชอบกินเหยื่อในน้ำ แต่จะกิน บนดิน ขอบบ่อ มันดูเมินเฉยกับซี่โครงไก่นับสิบชิ้นที่โยนลงน้ำและที่บนดินขอบบ่อ

เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง ท่านกลัวว่าน้ำในบ่อจะเสีย ก็ให้คนงานเอาสวิงด้ามยาวๆช้อนซี่โครงไก่ออก ส่วนที่อยู่บนดินขอบบ่อท่านลงไปเก็บเอง พลางคิดว่ามันคงไม่สบาย จึงไม่มีแรงและไม่อยากกินอาหาร เดี๋ยวค่อยหา วิธีอื่น ก็เดินเก็บซี่โครงไก่ทางนี้ทีทางโน้นที เดินลาดลงใกล้น้ำทุกทีด้วยความประมาท รวมกับ การที่คิดว่า รู้นิสัยจระเข้ดี เก็บจนเกือบถึงขอบน้ำ

    ทันใดนั้น ไม่มีใครคาดคิด… จระเข้ตัวใหญ่ลอยคอเข้ามาอย่างช้าๆ ไม่มีใครสังเกต เข้ามาถึงขอบดิน ที่ท่านก้ม เก็บซี่โครงไก่อยู่ วิบากกรรมก็ตามทัน มันกระโจนทะลึ่งพรวดขึ้นเหนือน้ำ อ้าปากตะครุบ งับแขนซ้าย กระชากและดึงตัวท่านลงใต้น้ำทันที
ขณะนั้นท่านยังมีสติอยู่บ้าง รู้ว่าจระเข้จะดึงเอาเหยื่อที่ใหญ่กบดานใต้น้ำ เพื่อให้เหยื่อขาดอากาศหายใจ และตาย แล้วจึงสะบัดเหยื่อไปมา พร้อมกระชากเหยื่อให้ขาดเพื่อกลืนกิน ถ้าเหยื่อ ไม่โตนัก งับพอกลืนได้ มันก็จะกลืนทันที ท่านได้แต่นึกถึงบุญกุศลที่เคยทำมาบ้าง และพยายาม รวบรวมสติ รอเวลาที่จระเข้ มันจะสะบัด แขนท่านให้ขาดแล้วค่อยกลืน ก่อนที่มันจะเปลี่ยน มางับส่วนอื่น จะได้รีบว่ายน้ำหนี คิดว่า ถึงคราวตาย ก็ต้องตาย

ขณะนั้นท่านรู้สึกว่า จระเข้มันปล่อยแขนที่งับไว้ คิดว่ามันอาจจะเปลี่ยนมางับส่วน ร่างกายที่ใหญ่กว่า และ งับได้ถนัดกว่า เลยถือโอกาสนั้น รีบทะลึ่งพรวดขึ้นจากน้ำ และว่ายเข้าฝั่ง เหลือบเห็นน้ำรอบๆ เต็มไปด้วย เลือดสีแดงฉานไปทั่ว เห็นภาพรางๆบนฝั่ง เจ้าของฟาร์มเล็งปืนยาวมาที่ตรงใกล้ๆท่าน คล้ายกับว่า จะยิง จระเข้ สติสัมปชัญญะที่ใกล้หมดท่านโบกมือห้าม เห็นคนอื่นๆ ถือมีดปืนผาหน้าไม้ เต็มไปหมด ผู้คนอื้ออึง แล้วความรู้สึกต่างๆ ก็วูบสนิท ท่านถูกส่งโรงพยาบาล เกือบสิบกว่าวันที่ท่าน ไม่รู้สึกตัวและมารู้สึกตัวภายหลัง

     มีคนมาเล่าให้ฟัง ลูกน้องหลายคนช่วยกันเอาไม้ตีกระทุ่มน้ำไล่มัน แล้วมีคนอื่นๆมาช่วยประคองท่าน ขึ้นจากน้ำ แล้วส่งโรงพยาบาล ท่านถามถึงจระเข้ตัวนั้น ขอร้องอย่าไปทำร้าย หรือฆ่ามันเลย เพราะท่าน ประมาทเอง มานึกได้ทีหลังว่า จระเข้บางตัว มันไม่ชอบ กินเหยื่อตาย อาจถูกฝึก หรือเคยชิน กับการกิน เหยื่อเป็น หรือที่เคลื่อนไหวได้ แต่ทุกคนบอกว่า เจ้าของฟาร์มได้ยิงมัน และจับมันขึ้นมาแล่ ฆ่าเดี๋ยวนั้นเลย ท่านบอก รู้สึกสลดใจมาก ที่เป็นสาเหตุให้จระเข้ตัวนั้นถูกฆ่าอย่างทารุณ

      ระหว่างรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลร่วม ๔ เดือน ท่านมาทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา และอาชีพที่ทำอยู่ เป็นอาชีพ หนึ่งที่เป็น มิจฉาวณิชชา คือ การเลี้ยงสัตว์เพื่อฆ่า ท่านได้อ่านหนังสือธรรมะ ฟังวิทยุ รายการธรรมะ จากเตียง คนไข้ข้างๆ เกิดคิดอยากบวช แผ่ส่วนกุศลให้กับสรรพสัตว์ ที่เคยก่อเวร สร้างกรรมกันมา ท่านได้อ่าน หนังสือเล่มหนึ่ง เป็นคำกล่าวของหิโตปเทศ กล่าวไว้กินใจมากว่า "เมื่อผู้จะกินเนื้อเขา ควรตระหนัก ให้ได้ว่า เราและผู้ที่เรากินนั้นผิดกัน ผู้กินจะได้ความอิ่มเอมก็ชั่วขณะ และ ผู้ที่ต้อง เสียเนื้อไปได้รับทุกข์ถึงชีวิต"

คำคมที่กินใจ จำผู้แต่งไม่ได้ กล่าวไว้ว่า "สิ่งเดียวที่มนุษย์รักที่สุดคือ ชีวิต แต่จะเกลียด ที่สุดคือ ผู้เอาชีวิต ของตนไป แล้วไฉนจึงมาคิดทำลายล้างชีวิตให้สิ้นไปเสียเช่นนี้เล่า"

"ฆ่าสัตว์ได้โทษ ฆ่าความโกรธได้บุญ"

"ชีวิตนี้คือทางผ่านเท่านั้นเอง แต่ชีวิตที่แท้จริง ได้รอเราอยู่เบื้องหลังความตายนี้แล้ว"

นี่คือสิ่งดลบันดาลใจให้ท่านคิดไม่เบียดเบียน หรือมีส่วนส่งเสริมการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อีกต่อไป หลังจาก ออกจาก โรงพยาบาล ท่านได้สละเพศฆราวาส บวชอยู่ในบวรพุทธศาสนา และ ฉันมังสวิรัติ ฉันวันละมื้อ

ลูกชายผมกราบ พูดเสริมต่อหลวงปู่ว่า "ผมก็รับประทานอาหารมังสวิรัติตามพ่อ ได้เคย ฟังเท็ปของ อาจารย์ พันธุ์เลิศ บูรณศิลปิน ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ของพ่อ สอนอยู่แม่โจ้ เป็นอดีตรัฐมนตรีเกษตร เจ้าของ สวนส้ม วังน้ำค้าง ก็รับประทานอาหารมังสวิรัติ เคยพูดว่า "เราไม่กินเนื้อสัตว์ เราไม่ตาย ถ้าเรากินเนื้อสัตว์ สัตว์ตาย และ สัตว์จะตายไปเรื่อยๆ ตัวแล้วตัวเล่า จนกว่าเราตาย มันก็ต้องตายอีกมากมาย เพื่อมาฉลอง งานศพเรา"

   ลูกชายผมกราบเรียนถามท่านเรื่องการกินเจเห็นพระบางรูปพูดว่า กินเจไม่ได้บุญหรอก หลวงปู่ยิ้ม อย่างอารมณ์ดี และพูดว่า ก็แล้วแต่ใจของแต่ละคน เรากินเองเราก็ควรรู้เองว่า จิตใจเรา รู้สึกอย่างไร ถึงพูดว่า ไม่ได้บุญแต่ก็คงไม่ไปสร้างหรือส่งเสริมบาปยิ่งการฆ่าเพื่อเอามากินบาปอยู่ที่คนทำ กรรมก็อยู่ ที่คนกิน ปาณาติบาตฯเป็นศีลที่พระบรมศาสดาของเราทรงบัญญัติเป็นข้อแรก เวลาเรา ถูกมีดบาด เจ็บเพียงเล็กน้อย แต่สัตว์ที่ถูกจับมาฆ่า เจ็บถึงตาย หากหยุดได้ หยุดเถอะ หยุดเบียดเบียน หรือส่งเสริม การฆ่าสัตว์ เพื่อเอาเนื้อมาขายกัน

   เวลาเรามีคนรัก ใครพรากเอาคนที่เรารักไป เราเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าโศกเสียใจแค่ไหน ถ้านับกองกระดูก ที่เราพรากชีวิตเขาไป ก็คงมีความสูงกว่าตัวตนของเราอีก ไม่อยากได้ยินเสียงกรีดร้องขอชีวิต เสียงแห่ง ความทุกข์ยาก เราต้องหยุด หยุดความอยากของกายใจปากเราก่อน ชีวิตเขาอย่าไปทำลาย อย่าไปกิน เลือดกินเนื้อเขา เป็นหนี้กรรมชดใช้กันไปชดใช้กันมา ตราบใดเรายังไม่หลุดพ้น การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏสงสารนี้ อย่ามีการจองเวรจองกรรมอีกเลย ชาตินี้ไปฆ่ากินเนื้อเขา ชาติหน้าเขาก็มาทวงคืน ความเมตตา อย่าคิดแค่สงสาร เมตตาต้องออกมาจากใจ จากกาย จากวาจา ไม่ใช่แค่การสวดมนต์ แผ่เมตตา ปล่อยสัตว์ แต่ก็ยังกินมัน

     ดินให้กำเนิดชีวิต ให้กำเนิดพืชผักธัญญาหารผลไม้นานาชนิดมากมาย เสมือนฟ้าดินให้กำเนิด เรากิน บริโภคพืช เพาะปลูกส่งเสริมแพร่พันธุ์ต่อไปได้ แต่เนื้อสัตว์มันมีพ่อมีแม่เป็นแดนเกิดของมัน ไม่มีพ่อแม่ ที่ไหนหรอก ที่ให้กำเนิดลูกแล้วให้คนอื่นฆ่ากิน มันไม่ยินดีหรอก แต่มันพูดไม่ได้ เวลาคนฆ่ามัน ก็มัวแต่ จะเอาเลือด เอาเนื้อมัน คิดแต่ว่าจะมาทำอะไรกิน ไม่ได้ไปสังเกตดวงตาที่ร่ำไห้ น้ำตาที่ไหลพราก ประหนึ่ง ขอชีวิต หูไม่ได้ยินเสียง หรือได้ยินแต่เคยชินเสียงที่มันร้องโหยหวนขอมีชีวิต เพื่ออยู่กับ ครอบครัว พ่อแม่ หรือ ลูกเมียหรือพี่น้องมัน คิดซิ! เราตัวคนเดียว กินทำไมหลายชีวิตนัก ทั้งที่กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อตาย

ท้ายสุดก่อนค่ำ จะสวดมนต์ทำวัตรค่ำ ท่านให้โอวาทเราว่า "การทำความดีนั้นทำไม่ยากเลย ที่ยากเพราะ ไม่คิด จะทำมากกว่า"

 และเมตตาสอนอีกว่า "อย่าประมาท ให้รีบทำความดี จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ เรากินมังสวิรัติเรารู้เอง ใครจะพูด อย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา แผ่เมตตาให้เขา ใครทำกรรมใดไว้ ไม่มีใครหนีพ้น เราคงได้แต่หวังดี และ ปฏิบัติ ตัวของเราเอง เป็นตัวอย่าง ซึ่งดีกว่าคำพูดเป็นหมื่นคำ" คืนนั้นเราอยู่สวดมนต์ทำวัตรค่ำ ด้วยจิตใจ ที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยปีติสุข

อนุโมทนาขอบคุณท่าน- ล.พุทธิธาร – ที่แบ่งปัน

ชนิดอาหารก่อมะเร็ง – แกงเลียง ‘ ‘ แกงเหลือง ‘ต้านโรคได้

 

 

งานนี้สรุปจากงานวิจัย 7,000 ชิ้น   ซึ่ง Research บางเรื่องนานกว่า 10 ปี  

และใช้เวลาสรุปอีก 5 ปี   จาก 100,000 ตัวอย่าง…ใช้เงินมหาศาลในการวิจัย.

 

ถ้าโครชอบกิน แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม  

ขอแสดงความยินดีด้วยคับ…คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก…

 

นักวิชาการโลกฟันธงแล้ว ชนิดอาหารก่อมะเร็ง

บริโภค แกงเลียง ‘ ‘ แกงเหลือง ต้านโรคได้

   

       โรคภัยที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งตามมาอยู่อันดับสอง หลายสิบปีมาแล้วที่วงการแพทย์ทั่วโลกพยายามหาสาเหตุของโรคมะเร็งแต่ละอวัยวะเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไข เพื่อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียทีว่าการบริโภคหรือระบบโภชนาการของมนุษย์โลกเป็นสาเหตุของมะเร็งแต่ละชนิดได้แค่ไหน ล่าสุดหน่วยงาน เวิลด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช ฟัน ( World Cancer Research Fund) ร่วมกับ อเมริกัน อินสติติว ฟอร์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช (American Institue for Cancer Research) ได้ตัดสินและสรุปงานวิจัยกว่า 7,000 เรื่องที่ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ของอาหาร การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

 

     ชนิพรรณ บุตรยี่ นักวิชาการจากสถาบัน โภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำงานวิจัยนี้มาบรรยายในงานประชุมเรื่อง ความท้าทายทางพิษวิทยาในศตวรรษที่ 21ว่า งานวิจัยใช้ระยะเวลาสรุปผล 5 ปี โดยนำงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างมากสุด ถึง 100,000 คน และบางชิ้นมีการเก็บข้อมูลนานนับ 10 ปี ใช้เงินทำวิจัยมหาศาล จึงจัดเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือและยึดเป็นข้อมูลทางวิชาการได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดแล้ว โดยเน้นเรื่องการกินและการออกกำลังกายเป็นหลัก แบ่งเป็น 3ระดับ

 

ข้อสรุปลำดับแรก

     เป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาหาร วิถีชีวิต การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม โดยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งวัยหมดประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (เฉพาะผู้ชาย) มีไขมันในร่างกายเกินจากค่าดัชนีมวลกายหลังจากอายุ 21 ป ีไปแล้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม หลังหมดประจำเดือน มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งไต และเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากระดับไขมันที่เป็นส่วนเกินแล้วยังแยกย่อยออกมาอีกว่า คนที่อ้วนลงพุง มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้และทวารหนัก  

     สำหรับอาหารที่คลางแคลงใจกันมานานพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในงานวิจัยนี้ฟันธงออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่าการ บริโภคเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว แกะ แพะ ในปริมาณที่สูงเกิน จะก่อมะเร็งลำไส้ มีคำแนะนำให้บริโภคเพียงสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ควรหันมาบริโภคเนื้อสีขาว อย่างเนื้อไก่ หมู หรือปลา รวมท ั้งเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารเหล่านี้ต้อง รมควัน บางครั้งต้อง ปรุงรส ใช้เคมีเพื่อให้สี รสชาติและมวลของอาหารอยู่ครบ เป็นอาหาร ที่กินแล้วก่อมะเร็งเช่นกัน ที่น่าตกใจพบว่าการ บริโภคเบต้าแคโรทีน ในรูปแบบอาหารเสริม จะเร่งให้เกิดมะเร็ง แต่ เบต้าแคโรทีนจะให้ผลต่อร่างกายสูงสุดเมื่อ บริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่มีสารเหล่านี้ ประเภทผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ มะม่วง แครอท

     ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ขึ้นสู่วัยหนุ่มสาว ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที จนเข้ าสู่วัยผู้สูงอายุ จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน) และมะเร็งเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากนี้ผลวิจัยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า แม่ควรให้นมลูกและเด็กทารกควรที่จะได้รับน้ำนมแม่ สามารถ ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ควรให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 เดือนโดยไม่มีการให้อาหาร หรือเครื่องดื่มใด ๆ เลย รวมทั้งน้ำด้วย

 ต่อมาข้อสรุปลำดับที่ 2

เรียกว่าเป็นที่แน่นอนบ่งชัดเจน หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ในข้อนี้80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในข้อแรกเชื่อได้ 90 เปอร์ เซ็นต์ ในข้อนี้เน้นหนักด้านอาหาร พบว่า การบริโภคผักใบ ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ผักกลุ่มหอมป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร การบริโภคผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร

 

ลำดับที่ 3

    ลดหลั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ลงมาภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือความสัมพันธ์ของอาหาร วิถีชีวิต ในข้อนี้เรียกว่ามีความเป็นไปได้พบว่าการบริโภคอาหารที่มีไลโคปีน ซึ่งมีมากในมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก

     นักวิชาการคนเดิมจากสถาบันโภชนาการ ม.มหดิล บอกอีกว่า แม้สารไลโคปีนจะมีมากในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ทำให้มะเขือป่นละเอียด บริโภคไปร่างกายก็ไม่ได้รับสารไลโคปีนอยู่ดี ดังนั้นการบริโภคมะเขือเทศสด แบบชิ้น ๆ กับการบริโภคซอสมะเขือเทศอย่างหลังได้รับ ไลโคปีนมากกว่า นอกจากในงานวิจัยเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง นักวิชาการทั่วโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง เว้นแต่เจ็บป่วยหรือมีภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

     ปัจจุบันพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคนวัยหนุ่มสาวบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดจากวัฒน ธรรมการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านเนื้อย่างหมูกระทะต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ ข้อแนะนำของการกินเพื่อต้านมะเร็งในแบบไทย ซึ่งแม้งานวิจัยยังไม่ได้ถูกเลือกจากนักวิชาการ เพราะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ตามอัตภาพของทุนที่มี แต่น่าชื่อถือและนำไปใช้ได้

 ในงานประชุมดังกล่าวข้างต้น ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันเดียวกัน ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง ศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย

 ดร.สมศรี กล่าวว่า ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่

น้ำพริกแกงป่า

– แกงเลียง

– แกงส้ม

– แกงเหลือง และ

– น้ำต้มยำ

นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า เมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกงน่าจะมาจากกระเทีย มและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่น ๆ

 จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่ แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง

 สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้อยู่.

ขอบคุณข้อมูลจากัลยาณมิตร

 

……………………………………………………………………..

วิถีชีวิต เส้นทางของเห็ดถอบ

เทศกาลเก็บเห็ดถอบเริ่มขึ้นเมื่อผ่านร้อนมาได้ แล้วฝนก็ตกติดต่อกันอยู่หลายวัน เพื่อนเก่าสมัยเรียนอยู่ป. 3 เจอกันที่ตลาดเมื่อวันก่อน ขณะที่กำลังยืนถามราคาเห็ดถอบที่เขาซื้อขายกันอย่างคึกคัก ชาวบ้านชาวสวนมีรายได้เสริมกันถ้วนหน้า เพราะปีนี้เห็ดถอบออกมากกว่าปีไหนๆ เขาขายกันราคาลิตรละ 80 บาท เมื่อแรกออก ขายกันลิตรละตั้ง 200 บาท

   ที่มีราคาแพงเพราะเจ้าเห็ดถอบนี่มันมีกลิ่นหอม รสอร่อยและใช่ว่าจะได้รับประทานกันทุกปี มิหนำซ้ำการเก็บเห็ดถอบต้องใช้ศิลปะชั้นสูงในการเก็บ(เพื่อนเขาว่าอย่างนั้น)
           ต้องอาศัยสายตาที่ว่องไว แหลมคมสังเกตดินใต้พุ่มไม้ สังเกตภูมิประเทศ ใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ดินฟ้าอากาศ การเดินหาผืนป่าที่จะมีเห็ดถอบ ต้องเป็นป่าโปร่งที่เคยถูกไฟเผาเมื่อปีก่อน ต้องอาศัยภูมิปัญญาในการทำตะขอคุ้ยเขี่ยค้นหา และเก็บเห็ดไม่ให้แตกเพราะมันเปราะ ไม่ให้ดำเพราะเปื้อนดิน 
          ในขณะที่กำลังต่อราคากันอยู่ เพื่อนก็เข้ามาทักและชวนไปเก็บเห็ดถอบ(เห็ดเผาะ)ด้วย จึงตกลงทันที เพราะตนเองเกิดที่นี่ โตที่นี่ และคงจะตายอยู่ที่นี่ ไม่เคยไปเก็บเห็ดในป่ากับเขาสักครั้ง
           ตอนเป็นเด็กแม่เคยพาไปหนหนึ่ง แต่ความที่เป็นคนซุ่มซ่ามจึงไปเตะโดนรังต่อเข้า โดนต่อยไปสามที่ มือ น่องและข้อเท้าบวมเป่ง เจ็บมากจนซึมและเหงาไปเลย คณะที่ไปเก็บเห็ดด้วยกันครั้งนั้นจึงหมดสนุกเพราะห่วงว่าจะเป็นอะไรมาก แม่จึงไม่พาไปอีกเลย
          เห็ดถอบหรือเห็ดเผาะนั้นเกิดใต้ดิน ดอกเห็ดอ่อน เป็นก้อนกลม เมื่อแก่โผล่ขึ้นมาเหนือดิน เปลือกนอกแข็ง แล้วแตกออกเป็นแฉกคล้ายดาว กลางดอกเห็ดเป็นถุงกลม มีสปอร์สีน้ำตาล ดอกอ่อนต้มสุกแล้วกินได้ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒)
          การไปเก็บเห็ดป่านั้นสนุก เพราะไปกันเป็นกลุ่ม ต้องไปเป็นคณะ มีผู้นำที่รู้จักผืนป่านั้นดี เพราะจะได้ไม่หลงป่า การเก็บจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ห่างกันปุ๊ปก็จะกู่หากันทันที จขบ. ติดตามเพื่อนต้อยๆ เพราะหาไม่เป็น เพื่อนจะเรียกหาให้ไปดูตัวอย่างดินที่แตกเพราะมีเห็ดอยู่ข้างใต้

                                                            กว่าจะดูและหารอยแตกได้เองโดยไม่ต้องให้ใครชี้ให้ดูก็นานโข

                                                               ต้องดูตัวอย่างจากเพื่อนเขาอยู่หลายครั้ง

เมื่อเจอรอยแตกของผิวดิน ก็ใช้ตะขอค่อยเขี่ยดินออก จะพบ
ดอกเห็ดกลมๆสีขาว

เขี่ยออกมาเก็บใส่กระทงใบตองหรือข้องไว้

ดอกเห็ดสีขาวกลมมนบางรอยแตกมีตั้งสามสี่ดอก

สังเกตตามใต้พุ่มไม้ นี่คือรอยแยกที่เห็นดอกเห็ดโผล่ขึ้นมา

รีบใช้ตะขอเขี่ยทันทีเดี๋ยวมีคนมาแย่ง โชคดีรอยนี้มีตั้งห้าดอก

ดอกโตและยังอ่อนอยู่ ดอกอ่อนจะอร่อยกว่าดอกที่แก่แล้ว

ดอกนี้โผล่ขึ้นมาเพราะน้ำฝนชะเอาดินที่ปกคลุมอยู่ไปแล้ว เพื่อนเขาเรียกว่า เห็ดมันเขิน(ภาษาเหนือแปลว่า โผล่หรือตื้นจนเขิน)

ตะขอก็ทำง่ายๆ คือเอามีดเก่าหรือเหล็กเผาไฟแล้วงอให้เป็นตะขอ ใส่ด้ามให้มันด้วย จะเป็นไม้หรือเป็นท่อพลาสติกก็ได้

พอเห็นรอยแตกแบบนี้ เชื่อได้เลยว่าข้างใต้มีเห็ด

ตะขอใช้ประโยชน์ได้ตอนนี้

ใช้มอเตอร์ไซค์ไปกัน

ดีกว่าใช้รถยนต์เพราะเข้าไปในป่าลึกได้

นี่คือผลงาน กว่าครึ่งที่แย่งของเพื่อนมาได้

ล้างสะอาดแล้วก็นำไปต้มเกลือ กินเล่นๆหรือจิ้มกับน้ำพริกกินกับข้าวก็อร่อย

เห็ดถอบ พืชที่เป็นอาหารชั้นดีที่คนมีอันจะกินเท่านั้นที่จะได้กินทุกปี คนจนมีแต่ได้เก็บและเก็บได้ แต่ไม่ได้กิน ปีไหนที่เห็ดออกน้อยจะขายได้ราคาแพงพวกเขาจะหามาขายและ ไม่ยอมกิน.

 

ขอบคุณกัลยาณมิตรที่ให้ข้อมูล

ธรรมรักษาทุกท่าน

ทักษิณกับอกุศลกรรม

ย ามเรืองอำนาจครองตำแหน่งผู้นำ วางมาดนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ บำบัดทุกข์บำรุงสุขบำเรอทวยประชาสารพัด ประกาศก้องจักพัฒนาไทยให้รุ่งเรือง
ระบือโลก กระบวนท่าลีลาพลิกพลิ้วน่าศรัทธายิ่งนัก ชนค่อนแผ่นดินดังต้องมนต์ขลังสะกด หลงใหลชื่นชมเทิดทูนดังเทพอวตาร
ครั้นอกุศลวิบากสำแดงอิทธิฤทธิ์ พิสูจน์สัจธรรมอันเที่ยงตรงศักดิ์สิทธิ์ เปิดโปงปูมหลังเร้นลับซับซ้อนซ่อนเลศเล่ห์ทุจริตประพฤติมิชอบ
โสมมหลากหลาย แฝงฉ้อฉลกอบโกยประโยชน์แผ่นดินมหาศาลหลากหลายคดีความ ตุลาการไต่สวนพิจารณาตามกระบวนยุติธรรม ครั้นแจ้งชัด “เจตนาทุจริต” กระทำผิดแน่แท้ จึ่งลงอาชญาทัณฑ์ คดีหนึ่งให้ยึดทรัพย์นับหมื่น ๆล้าน อีกคดีให้จำคุก ๒ ปี แต่จำเลยมิอาจหาญยอมรับ ความจริงอันสุดแสนอัปยศได้ พลันหลบเร้นออกนอกราชอาณาจักร !!!
นับแต่บัดนั้นมา คิดก่อการคืนสู่อำนาจหวังชำระล้างปวงโทษทัณฑ์ แลยกเลิกการยึดทรัพย์สินมหาศาล จึงส้องสุมกำลัง ปลุกปั่นวางแผนก่อการร้ายด้วยเงื่อนไขประโยชน์ทางการเมืองลวงล่อชี้นำยามกลับมาเสวยอำนาจอีกวาระ และสะพัดทรัพย์สินเงินทองที่กระบวนการธรรมาภิบาลยังมิอาจเอื้อมถึง
จุดประกายว่าถูกอำนาจอธรรมแห่งรัฐ ข่มเหงย่ำยีปลุกระดมเรียกร้องหาความเป็นธรรมตามมาตรฐานทรชนปล้นแผ่นดิน !
เหล่านักการเมืองร่วมขบวนการครองอำนาจในอดีตและหวังโอกาสในอนาคต นักวิชาการวิชากล อดีตข้าราชการ ทหาร ตำรวจ “ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และแม้แต่ยังอยู่ในราชการ ที่ล้วนแปรพักตร์ทรยศต่ออุดมการณ์วิชาชีพ อีกทั้งประชาชนที่หลงผิดหลงเชื่อข้อมูลลวงโลก ต่างโหมก่อกระแสหมิ่นหยาบหยามสถาบันกษัตริย์ และก่อการล้มล้างชาติ
ชูชีวิตเลือดเนื้อเพื่อนร่วมชาติเป็นเดิมพันสังเวยตัณหาตน เพื่อประโยชน์ตน..ทรชนเนรคุณแผ่นดินเกิด
ในที่สุด เพื่อนร่วมแผ่นดินล้มตาย บาดเจ็บไปแล้วเท่าไหร่ บ้านเมืองพินาศไปแล้วปานใด..และจะยังอีกเท่าใด มิอาจประมาณได้ เพียงเท่านี้ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นต่อมสำนึกชอบธรรมได้ดอกหรือ?
นี่หรือชื่อว่า “คน” !? นี่หรือใช่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันตำรวจ !?
นี่แหละ ใช่เลย เพราะศาสนามิได้หยั่ง”ศาสนธรรม” สิงสู่จิตวิญญาณด้วยผู้สืบศาสนาส่วนหนึ่งเน้นนำสืบทอดเพียงขนบประเพณี พิธีกรรมประเล้าประโลมศาสนิกชนให้หันหน้าเข้าวัดทำบุญ ทำนุบำรุงศาสนสถาน วัตถุและไสยกรรม
ปิศาจจึงเริงร่าชูธง “โมหะ” ช่วงชิงผู้คนไปท่องแดนโลกันตร์เป็นทิวแถว

จากบทบรรณาธิการ คุยนิดคิดหน่อย
หนังสือพิมพ์ เราคิดอะไร ปีที่ ๑๖ ฉบับ๒๓๙
ประจำเดือน มิถุนายน ๒๕๕๓