การฝึกจิตและเจริญปัญญา

“เพื่อชีวิตจิตสำนึกที่ดีงาม”

การบริหารจิตและเจริญปัญญา

การมีสุขภาพดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทุกหมู่ การพักผ่อนร่างกายอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เรียกว่า การบริหารร่างกาย ร่างกายก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
จิตของเราก็เช่นเดียวกัน ในวันหนึ่ง ๆ เราคิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย จิตย่อมจะเหนื่อยล้า หากไม่ได้มีการบำรุงรักษาหรือบริหารจิตของเราให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ จิตจะอ่อนแอ หวั่นไหวต่อเหตุการณ์รอบตัวได้ง่าย เช่น บางคนจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาจนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในอาการตกใจ ดีใจ เสียใจ โกรธหรือเกิดความอยากได้ เพราะจิตใจอ่อนแอ ขุ่นมัว

การบำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การบริหารจิต ซึ่งต่างกับการบริหารกาย เพราะการบริหารกายต้องทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอแต่การบริหารจิตจะต้องฝึกฝนให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบ คือการทำสมาธินั่นเอง

การทำจิตใจให้ผ่องใสหรือการฝึกจิต คือ การฝึกสติควบคุมจิตใจให้จดจ่อกับสิ่งที่ทำโดยระลึกอยู่เสมอว่า ตนกำลังทำอะไรอยู่ ต้องทำอย่างไร พร้อมกับระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด
การทำสมาธิ คือ การฝึกควบคุมจิตใจให้จดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง โดยไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะหยุดทำสมาธิ

ประโยชน์ของการทำจิตใจให้ผ่องใส มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของนักเรียน ดังนี้
๑. ทำให้เรียนหนังสือดีขึ้น เพราะจิตมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน ใจจึงจดจ่ออยู่กับการเรียนก่อให้เกิดปัญญา เป็นสัมมาทิฎฐิ
๒. สุขภาพดี เพราะจิตใจผ่องใสเบิกบาน ร่างกายก็จะสดชื่นไปด้วย
๓. บุคลิกภาพดี เมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นสะอาด จิตใจปลอดโปร่งผ่องใส มีความมั่นคงในอารมณ์ เชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้มีบุคลิกภาพที่ดี

เมื่อได้เห็นประโยชน์แล้ว ทุกคนควรฝึกจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสจนสามารถเป็นพื้นฐานในการพัฒนาปัญญาต่อไป และจะทำให้ตนเองประสบกับความสุขความเจริญในชีวิต

การฝึกจิตให้มั่นคงแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่ปฏิบัตินี้ คือ การบริหารจิตและเจริญปัญญา
การพัฒนาจิตให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว และบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ จะต้องบำเพ็ญภาวนาทางจิต ที่เรียกว่า “สมาธิ” หมายถึง จิตที่ตั้งมั่นอยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง ซึ่งมีวิธีที่หลากหลาย เช่น การนั่ง การยืน การเดิน และการนอน ซึ่งก่อนที่จะปฏิบัติสมาธินั้น ทุกคนควรปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้
๑. สวดมนต์ไหว้พระสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย
การสวดมนต์ไหว้พระ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตมีสมาธิ
คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว ๓ จบ)
คำบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ
บทสวดบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับแล้วซึ่งกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)
สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมเป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว
ธัมมัง นะมัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว
สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระสงฆ์ (กราบ)

วิธีนั่งสมาธิ
ผู้บำเพ็ญสมาธิควรนั่งขัดสมาธิราบ คือ ให้ขาขวาทับขาซ้าย และมือขวาทับมือซ้ายวางมือหงายไว้บนหน้าตัก ตั้งตัวตรงมองทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ ๒ ศอกแล้วหลับตา มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นหลัก

คำบริกรรมขณะบำเพ็ญสมาธิ
ขณะลมหายใจเข้านึกถึงพระพุทธคุณ ว่า “พุท”
ขณะลมหายใจออกนึกถึงพระพุทธคุณ ว่า “ โธ”
ขณะบำเพ็ญสมาธิ พึงมีสติสัมปชัญญะระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ ให้กำหนดลมหายใจเข้าออกและระลึกถึงพระพุทธคุณควบคู่กันไปก่อนจะเลิกบำเพ็ญสมาธิให้กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง เมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วให้แผ่เมตตาและกรวดน้ำทุกครั้ง

การแผ่เมตตา
การแผ่เมตตาเป็นการส่งความปรารถนาดีให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้อยู่เป็นสุข ปราศจากความทุกข์ยากลำบาก
บทแผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทกรวดน้ำย่อ
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย. ขอผลแห่งบุญกุศลนี้ จงมีแก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลาย จงมีความสุขเถิด (กราบ ๓ ครั้ง)

ประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา
๑. ทำให้จิตใจสงบสุขผ่องใสไม่ขุ่นมัว ความจำดีสมองปลอดโปร่ง
๒. เรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข สามารถเข้าใจบทเรียนได้ตลอด
๓. รู้จักไตร่ตรองหาเหตุผลให้รอบคอบก่อนที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อป้องกันความผิดพลาด
๔. สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
๕. จิตที่เป็นสุข จิตสงบสะอาด ผ่องใส พร้อมที่จะใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา หรือตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ฝึกการยืน เดิน นั่ง และนอนอย่างมีสติ
การฝึกให้มีสติในการเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ เพื่อให้ถูกต้องตามมารยาทที่งดงามและปลอดภัยโดยไม่เกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากนักเรียนมักจะประสบอุบัติเหตุบ่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขาดสตินั่นเอง

ฝึกการยืนอย่างมีสติ
๑. ยืนตัวตรง
๒. มือขวากุมมือซ้าย
๓. ก้มหน้าลงพองามแล้วหลับตา
๔. ภาวนาในใจว่า พุท-โธ- พุท –โธ
(หายใจเข้า ให้กำหนดว่า “พุท” หายใจออก ให้กำหนดว่า “โธ”)
ฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ หลาย ๆ ครั้งจนเกิดความชำนาญ

ฝึกการเดินอย่างมีสติ
ก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถจากยืนเป็นเดิน เราควรกำหนดจิตใจเมื่อจะเปลี่ยนอิริยาบถ ดังนี้
ระลึกถึงการยืน ภาวนาว่า ยืนหนอ
ระลึกถึงการเปลี่ยนจากยืนเป็นเดิน ภาวนาว่า อยากเดินหนอ
ระลึกถึงการเดิน ภาวนาว่า เดินหนอ

๑. ยืนตรง ยกมือซ้ายพร้อมกับภาวนาช้า ๆ ว่า ยกหนอ- มาหนอ – วางหนอ (วางมือซ้ายไว้ที่หน้าท้อง) ยกมือขวาพร้อมกับภาวนาช้า ๆ ว่า ยกหนอ – มาหนอ – วางหนอ (วางมือขวาทับข้อมือซ้ายแล้วใช้นิ้วกลางและหัวแม่มือรวบข้อมือซ้ายไว้)
๒. กำหนดในใจว่า “อยากเดินหนอ” ๓ ครั้ง

๓. การเดินกำหนดรู้ ๓ ระยะ โดยใช้องค์ภาวนาว่า
ขวา- ยกหนอ- ย่างหนอ -เหยียบหนอ
ซ้าย -ยกหนอ – ย่างหนอ – เหยียบหนอ
ยกหนอ ยกเท้านั้นลอยขึ้นไปข้างหลัง ย่างหนอ เลื่อนเท้าที่ยกไปข้างหน้าช้า ๆ แล้วนิ่ง
เหยียบหนอ ลดเท้าลงให้ปลายเท้าแตะพื้นก่อน แล้วจึงวางเต็มฝ่าเท้า
การเดินจงกรมจะเดินเป็นวงกลม เวียนขวาตามเข็มนาฬิกา

๔. การหยุดเดิน ให้ยืนตรง กำหนดลมหายใจและภาวนาเบา ๆ ว่า “อยากหยุดหนอ” ๓ ครั้ง แล้วยกมือขวาออก ค่อย ๆ เลื่อนลงพร้อมกับภาวนาว่า
มือขวา-ยกหนอ-ลงหนอ-ปล่อยหนอ (ปล่อยมือขวาลง)
มือซ้าย–ยกหนอ-ลงหนอ- ปล่อยหนอ (ปล่อยมือซ้ายลง)
ฝึกการนั่งสมาธิ เป็นการฝึกจิตให้มีสมาธิ โดยการนั่งกำหนดลมหายใจ มีวิธีการฝึก ดังนี้
๑. ยืนสมาธิ
๒. กำหนดลมหายใจว่า “อยากนั่งหนอ”
๓. ปล่อยมือขวาและมือซ้ายลงข้างตัวอย่างช้า ๆ
๔. เลื่อนเท้าซ้ายถอยหลัง ย่อตัวลง เข่าจรดพื้น
๕. มือซ้ายเท้าลงที่พื้น แล้วนั่งลงขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย
๖. มือทั้งสองวางบนเข่า
๗.เลื่อนมือซ้ายวางหงายบนตัก แล้วเลื่อนมือขวามาวางทับบนมือซ้าย
๘. นั่งตัวตรง หลับตา
๙. ระลึกถึงลมหายใจ
๑๐. เมื่อสูดลมหายใจเข้า ก็ภาวนาว่า “พุท”
๑๑. เมื่อปล่อยลมหายใจออก ก็ภาวนาว่า “โธ”
๑๒. ภาวนาสลับไปเรื่อย ๆ ให้ใจสงบ
ฝึกการนอนอย่างมีสติ มีขั้นตอนดังนี้
๑.นั่งพับเพียบ ขาซ้ายทับขาขวา
๒. ประนมมือสวดมนต์ตามเสียงเพลง
๓. กราบ
๔. มือซ้ายยกมาวางที่ท้อง
๕. มือขวาเท้าพื้น เตรียมเอนตัวนอน
๖. ครูร้องเพลงนอนกับสติเบา ๆ ๑ จบ
การฝึกนอนอย่างมีสติ เป็นการฝึกจิตให้สงบนิ่ง เมื่อหลับจะไม่ฝันร้ายหรือหวาดกลัว นักเรียนจะหลับสนิท ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่าไม่ง่วงเหงาหาวนอน
ฝึกกำหนดรู้ความรู้สึก เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสสิ่งที่มากระทบ
ฝึกกำหนดรู้ เป็นการฝึกเมื่ออายตนะ คือ อวัยวะที่ทำหน้าที่มากระทบมี ๖อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อวัยวะต่าง ๆ ได้สัมผัสกับสิ่งรอบกาย คือ ตามองเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสกับสิ่งรอบกายและอารมณ์ที่เกิดกับใจ แล้วเกิดการรับรู้ของจิต

การฝึกกำหนดรู้ เป็นการฝึกง่าย ๆ ดังนี้
ฝึกการเห็น
ระลึกถึงตา ภาวนาว่า ตาหนอ
ลืมตาขึ้น ภาวนาว่า ลืมตาหนอ
มองดู ภาวนาว่า เห็นหนอ
มองดูดอกไม้ ภาวนาว่า เห็นดอกไม้หนอ
ฝึกการได้ยิน
ระลึกถึงหู ภาวนาว่า หูหนอ
ตั้งใจฟัง ภาวนาว่า ได้ยินหนอ
ฟังเสียงนก ภาวนาว่า ได้ยินเสียงนกหนอ
ฝึกการได้กลิ่น
ระลึกถึงจมูก ภาวนาว่า จมูกหนอ
ตั้งใจดมกลิ่น ภาวนาว่า ดมกลิ่นหนอ
ฝึกการรู้รส
ระลึกถึงลิ้น ภาวนาว่า ลิ้นหนอ
ตั้งใจลิ้มรส ภาวนาว่า ลิ้มรสหนอ
ลิ้มรสน้ำตาล ภาวนาว่า ลิ้มรสน้ำตาลหนอ
ฝึกการสัมผัส
ระลึกถึงมือ ภาวนาว่า มือหนอ
ตั้งใจหยิบของ ภาวนาว่า หยิบของหนอ
หยิบปากกา ภาวนาว่า หยิบปากกาหนอ
ฝึกการใช้ความคิด
ระลึกถึงความคิด ภาวนาว่าใช้ความคิดหนอ
ตั้งใจคิด ภาวนาว่า ได้คิดหนอ
คิดถึงพ่อแม่ ภาวนาว่า คิดถึงพ่อแม่หนอ
การฝึกกำหนดรู้ความรู้สึกทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ จะทำอะไรก็รู้จักระมัดระวัง ความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้น เพราะรู้ตนเองว่ากำลังทำอะไรอยู่
ฝึกให้มีสมาธิในการฟัง การอ่าน การคิด การถาม และการเขียน การฝึกให้มีสมาธิในการฟัง
ต้องทำจิตใจให้มีสมาธิแน่วแน่ตั้งใจฟัง จนเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดจากการฟัง การศึกษาเล่าเรียน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ จะได้ดำเนินไปด้วยดีมีประสิทธิภาพ

การฝึกให้มีสมาธิในการอ่าน
การศึกษาเล่าเรียนจะดำเนินไปได้ด้วยดี จะต้องอาศัยการอ่านอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการศึกษาหาความรู้แล้ว การอ่านจะได้ผลดีจำเป็นต้องมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อเรามีสมาธิแล้วจะทำให้เราสามารถอ่านได้รู้เรื่อง อ่านได้เข้าใจและอ่านได้อย่างรวดเร็ว

การฝึกให้มีสมาธิในการคิด
เมื่อนักเรียนได้ฟังและอ่านแล้ว พิจารณาเรื่องที่รับรู้มาจากแหล่งต่าง ๆ แล้วนำมาวิเคราะห์จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ “คิดเป็น” เช่น นักเรียนได้ฟังวิทยุ หรืออ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของบุคคลต่าง ๆ ที่ประสบความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ก็ให้นักเรียนคิดพิจารณาดูว่าทำไมบุคคลเหล่านั้นจึงได้รับผลเช่นนั้นหรือลองคิดดูอย่างมีเหตุผลว่า คนที่ขยันเรียนหนังสือมักประสบความสำเร็จ หรือคนที่พบเพื่อนดีจะแนะนำชักชวนไปในทางที่ดี

ฝึกให้มีสมาธิในการถาม
เมื่อนักเรียน ฟัง อ่าน และคิดแล้ว เกิดความสงสัยหรือยังไม่เข้าใจ นักเรียนควรถามผู้รู้หรือครูอาจารย์ในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจให้กระจ่างแจ้ง การถามต้องใช้สติที่สงบแน่วแน่ ถามด้วยความอยากรู้ อยากศึกษาให้เข้าใจใช้ถ้อยคำและวาจาที่สุภาพเรียบร้อย จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ฝึกให้มีสมาธิในการเขียน
เมื่อนักเรียนได้ฟังหรือรับรู้ด้วยการอ่าน แล้วนำมาคิดพิจารณาตลอดจนถามในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจแล้ว นักเรียนควรจะจดบันทึกไว้เพื่อกันลืมและสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาค้นคว้าในครั้งต่อไป

พุทธศาสนสุภาษิต

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้คนยึดหมั่นในการทำความดี ไม่ทำความชั่วและทำจิตใจให้บริสุทธิ์ และเพื่อเป็นการเตือนสติสำหรับชาวพุทธ พระองค์ทรงบัญญัติเป็นพุทธศาสนสุภาษิตไว้มากมาย
พุทธศาสนสุภาษิตที่นักเรียนควรรู้จัก ได้แก่

สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี
ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะนำสุขมาให้
ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะนำสุขมาให้ หมายถึง ความสามัคคี ความกลมเกลียวกันในหมู่คณะ ในกลุ่ม ทำให้ทุกคนช่วยกันทำกิจกรรมต่าง ๆ จนสำเร็จ ซึ่งนำความสุขมาสู่หมู่คณะนั้น เพราะทุกคนย่อมได้รับความสุข ความสำเร็จจากผลงานที่ได้ช่วยกันทำ

ตัวอย่างเช่น ครูได้มอบหมายให้นักเรียนทำความสะอาด โดยจัดเวรทำความสะอาดในแต่ละวัน ถ้าทุกคนช่วยกันทำเวรอย่างพร้อมเพรียงกัน ห้องเรียนก็จะสะอาด หมู่คณะก็สบายใจ ทุกคนมีความสุขเกิดขึ้นเพราะห้องเรียนสะอาด ทุกคนก็มีความสุขสบายใจ
ความพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะ จะเกิดขึ้นได้จากการที่หมู่คณะมีความสมัครสมานสามัคคี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร รู้จักเสียสละ ร่วมมือร่วมใจกัน ทำงานอะไรก็จะช่วยเหลือกันจนสำเร็จ

ในครอบครัว ทุกคนมีความพร้อมเพรียงกันทำงาน ช่วยกันประหยัด ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรม ทุกคนในครอบครัวก็จะมีความสุข
ในโรงเรียน ทุกคนพร้อมเพรียงกันยึดถือกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนนักเรียนทุกคนพร้อมใจกันศึกษาเล่าเรียน

ในชุมชน ทุกคนสมัครสมานสามัคคีกัน พร้อมเพรียงกันประกอบอาชีพที่สุจริต ร่วมมือกันทำนุบำรุงดูแลท้องถิ่นของตน เช่น แม่น้ำ ถนน คูคลอง ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นต้น
ในประเทศชาติ ถ้าทุกหมู่คณะมีความพร้อมเพรียงกันถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมเพรียงกันเสียภาษี พร้อมเพรียงกันป้องกันประเทศชาติ พร้อมเพรียงกันปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของศาสนา ก็จะเกิดความสุขทั้งในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และประเทศชาติ

โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขทั้งทางกายและจิตใจ ผู้ที่มีความเมตตาจะเป็นคนโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือบุคคลอื่นให้มีความสุขเท่าที่สามารถทำได้โดยไม่เบียดเบียนใคร ความเมตตานั้นสามารถแสดงออกได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ ดังนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s