พุทธคุณ

“เพื่อชีวิตจิตสำนึกที่ดีงาม

พุทธคุณ ๓
พระคุณของพระพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์ในโลกอย่างมาก คือ การเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการละทิ้งความสุขสบายทั้งหลายทั้งปวง เพื่อออกผนวชและแสวงหาหนทางดับทุกข์ ซึ่งพระองค์ทรงมุ่งประโยชน์สุขของส่วนรวมมากกว่าสิ่งอื่นใด

พระคุณของพระพุทธเจ้ามี ๓ ประการ ดังนี้
พระปัญญาธิคุณ
พระพุทธเจ้ามีความรู้ทั้งด้านทางโลก รู้การเกิดและการตายของสัตว์โลก รู้การหลุดพ้นจากกิเลสของพระองค์ ในที่สุดพระองค์ทรงค้นพบความจริง ๔ ประการ คือ
รู้ทุกข์
รู้เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ (สมุทัย)
รู้ความดับทุกข์ (นิโรธ)
รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค)
ทั้งหมดนี้เป็นพระคุณของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า พระปัญญาคุณ
พระบริสุทธิคุณ
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุธรรมและหลุดพ้นจากกิเลส คือ
ความอยาก (โลภ)
ความเกลียด ไม่พอใจ (โกรธ)
ความหลง (โมหะ)
ดวงจิตของพระองค์ที่สะอาดบริสุทธิ์ สงบผ่องใสทั้งหมดนี้ เป็นคุณของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ

พระกรุณาธิคุณ
หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ได้เสด็จไปสั่งสอนประชาชนให้ได้รู้พระธรรมที่พระองค์รู้แจ้งโดยมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย พระองค์ทรงสั่งสอนคนทุกคนเสมอเหมือนกันหมดเป็นเวลา ๔๕ ปี การกระทำทั้งหมดนี้เป็นพระคุณของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า พระกรุณาคุณ

หลักกรรม
หลักกรรมเป็นหลักธรรมคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนและเน้นเรื่องกรรมดังพระบาลีที่ว่า กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ แปลว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
กรรม หมายถึง การกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ที่ประกอบด้วยเจตนาดีก็ตาม เจตนาชั่วก็ตาม กรรมเป็นคำกลาง ๆ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
กุศลกรรม หรือ กรรมดี คือ การกระทำที่ประกอบด้วย
ความไม่โลภ
ความไม่โกรธ
ความไม่หลงงมงาย
อกุศลกรรม หรือ กรรมชั่ว คือ การกระทำที่ประกอบด้วย
ความโลภ
ความโกรธ
ความหลงงมงาย

ฉะนั้น คำว่า กฎแห่งกรรม จึงหมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุและผลของการกระทำ สามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า ผู้ใดกระทำสิ่งใดไว้ย่อมจะได้รับผลแห่งการกระทำนั้น ถ้าทำดีย่อมได้รับผลดีตอบแทนแต่ถ้าทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วตอบแทนเช่นกัน

ไตรสิกขา
ไตรสิกขา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิกขา ๓ หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ๓ ประการ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
๑. ศีล คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติ ในที่นี้ได้แก่ ศีล ๕ นักเรียนจะต้องปฏิบัติตามศีล ๕ อย่างครบถ้วน เพื่อจะเป็นรากฐานสำหรับสมาธิและปัญญา
๒. สมาธิ คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิต เพื่อให้เกิดสมาธิ และเป็นรากฐานสำหรับการเจริญปัญญา จิตที่มีสมาธิจะทำให้มีความสุข ความสงบ มีความมั่นคง ว่องไวต่อการทำงาน และมีความจำดี
๓. ปัญญา คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง คือ รู้อริยสัจ ๔ อันเป็นธรรมอันประเสริฐ

ผู้ที่รักษาศีลจะเกิดอานิสงส์ข้อหนึ่ง คือ ศีลจะส่งเสริมให้ผู้นั้นเกิดสมาธิได้โดยง่าย ในการฝึกสมาธินั้นปัญญาและสมาธิจะต้องมีความเกี่ยวข้องเสมอไป ในทางพุทธศาสนาแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสมาธิกับปัญญาไว้ว่า “ต้องมีสมาธิจึงจะมีปัญญา” ต้องมีปัญญาจึงจะมีสมาธิ” ซึ่งหมายถึงคนมีปัญญาจึงสามารถมีสมาธิมากขึ้นตามลำดับ เมื่อมีสมาธิมากขึ้นปัญญาก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นตาม ทั้ง ๒สิ่งนี้ ส่งเสริมซึ่งกันและกันไปในตัว
ถ้ามีปัญญาแล้วจะมีความเห็นแจ้ง จะตัดความยึดมั่นออกได้ จิตใจจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง แล้วจิตใจจะเป็นอิสระไม่เป็นทาสของสิ่งใดอย่างแต่ก่อนตลอดไป

โอวาท ๓
โอวาท ๓ คือ คำสอนที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนามี ๓ ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแก่พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ ที่มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ที่วัดเวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์ ในวันมาฆบูชา หลักคำสอน ๓ ประการนี้ เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้ผ่องใส
๑. การไม่ทำความชั่วทั้งปวง หมายถึง การไม่ทำความชั่วทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ การไม่ทำชั่วตรงกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ดังนี้
เบญจศีล หรือ ศีล ๕ เป็นข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว
๑. เว้นจากที่การปลงชีวิต,เว้นจากการฆ่าการประทุษร้าย
๒. เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้,เว้นจากการลัก โกง ละเมิดกรรมสิทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน
๓. เว้นจากการละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน
๔. เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง
๕. เว้นจากน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท,เว้นจากสิ่งเสพย์ติดให้โทษ

ทุจริต ๓
ทุจริต ๓ หมายถึง การกระทำความชั่วทางกาย (กายทุจริต) การกระทำความชั่วทางวาจา (วจีทุจริต) และการกระทำความชั่วทางใจ (มโนทุจริต)
การประพฤติชั่วทางกาย ได้แก่
๑. การฆ่าสัตว์และการทำร้ายสัตว์หรือการเบียดเบียนผู้อื่น
๒. การลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
๓. การประพฤติผิดในกาม หรือแย่งชิงของรักของผู้อื่น
การประพฤติชั่วทางวาจา ได้แก่

๑. การพูดเท็จ
๒. การพูดยุยงให้แตกแยกกัน
๓. การพูดคำหยาบ
๔. การพูดเพ้อเจ้อ
การประพฤติชั่วทางใจ ได้แก่
๑. การโลภอยากได้ของของผู้อื่น
๒. การคิดพยาบาทปองร้าย
๓. การเห็นผิดเป็นชอบ

ทำความดีให้ถึงพร้อม
เมื่อเราละเว้นจากการทำความชั่วแล้ว ก็ต้องหมั่นทำความดีควบคู่กันไปด้วย จึงจะถือว่ามีความดีสมบูรณ์อย่างแท้จริง ส่งผลให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ดังนั้น เมื่อเราปฏิบัติเบญจศีลแล้ว จะต้องปฏิบัติเบญจธรรมควบคู่กับไปด้วย

เบญจธรรม หมายถึง คุณธรรม ๕ ประการ คู่กับเบญจศีล ได้แก่
๑. เมตตากรุณา ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์ คู่กับศีลข้อที่ ๑
๒. สัมมาอาชีวะ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คู่กับศีลข้อที่ ๒
๓. กามสังวร ความสำรวม ระวัง รู้จักยับยั้ง ควบคุมตนไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คู่กับศีลข้อที่ ๓

๔. สัจจะ ความสัตย์ ความซื่อตรง คู่กับศีลข้อที่ ๔
๕. สติสัมปชัญญะ ระลึกได้รู้ตัวอยู่เสมอ คือฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิดรู้สึกตัวเสมอ สิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท คู่กับศีลข้อที่ ๕

สุจริต
สุจริต ๓ หมายถึง การประพฤติชอบทางกาย (กายสุจริต) การประพฤติชอบทางวาจา (วจีสุจริต) และการประพฤติชอบทางใจ (มโนสุจริต)
การประพฤติชอบทางกาย ได้แก่
๑. มีความเมตตากรุณา
๒. เคารพในสิทธิและทรัพย์สินของผู้อื่น
๓. สำรวมในกาม

การประพฤติชอบทางวาจา ได้แก่
๑. พูดความจริง
๒. พูดในทางส่งเสริม
๓. พูดคำไพเราะสุภาพ
๔. พูดแต่เรื่องที่มีประโยชน์
การประพฤติชอบทางใจ ได้แก่
๑. พอใจในสิ่งของที่ได้มาโดยถูกต้อง
๒. มีเมตตาต่อผู้อื่น และไม่คิดร้ายต่อใคร
๓. เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

พรหมวิหาร ๔
พรหมวิหารธรรม เป็นหลักธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐมี ๔ ประการ คือ
๑. เมตตา ความรัก ความปรารถนาให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงมีความสุข
๒. กรุณา ความสงสาร อยากช่วยให้คนและสัตว์ทั้งปวงพ้นทุกข์
๓. มุทิตา ความยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดีหรือประสบผลสำเร็จ
๔. อุเบกขา การวางเฉย การวางใจเป็นกลาง

กตัญญูกตเวทีต่อประเทศชาติ
ความกตัญญู หมายถึง การรู้จักบุญคุณต่อสิ่งที่มีคุณต่อเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ ญาติผู้ใหญ่ที่อุปการะ กตัญญูต่อสัตว์ที่มีคุณค่าต่อเรา ต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ กตัญญูต่อสิ่งที่มีคุณต่อเรา
กตเวทิตา หมายถึง รู้ที่จะตอบสนองบุญคุณต่อสิ่งที่มีคุณต่อเรา

ความกตัญญูกตเวทิตาต่อประเทศชาติ คือ การรู้จักบุญคุณของประเทศชาติที่ให้ความสงบสุขอยู่ในปัจจุบัน มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยที่มี ๓ สถาบันเป็นหลัก คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งคนไทยทุกคนเคารพเทิดทูน

ดังนั้นเราควรแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อประเทศชาติ ดังนี้
๑. ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีเป็นพลเมืองดีของชาติ เช่น ถ้าเป็นเด็กต้องเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีความรับผิดชอบ มี่กิริยามารยาทงดงาม มีความซื่อสัตย์ และมีความเมตตากรุณา เป็นต้น
๒. ศรัทธาและยึดมั่นในพระรัตนตรัย
๓. เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะต้องประกอบอาชีพสุจริต รู้จักเลี้ยงชีพและแสวงหาทรัพย์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
๔. บำรุงรักษาชาติด้วยการเสียภาษี การใช้จ่ายสิ่งของของตนเอง และของสาธารณะ อย่างเห็นคุณค่า และประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือย
๕. มีความสามัคคี รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว รักใคร่กลมเกลียวกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
๖. มีความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อถอย เพียรพยายามที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า

๗. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อจะได้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อย่างเต็มที่
๘. รักษาและหวงแหนวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของชาติ
๙. จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์
๑๐. ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างเคร่งครัด

มงคลชีวิต ๓๘
มงคล คือ ทางก้าวหน้า ความสุข และความเจริญ ฉะนั้นคำว่า มงคลชีวิต หมายถึง เหตุแห่งความสุขความเจริญและความก้าวหน้าของชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้เพื่อเป็นข้อควรประพฤติปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ ๓๘ ประการ
ในชั้นนี้จะศึกษามงคลชีวิต ๓ เรื่อง ได้แก่

ความเคารพ
ความเคารพ หมายถึง ความซาบซึ้งรู้ถึงคุณความดีที่มีอยู่จริงของบุคคลอื่น ยอมรับนับถือด้วยใจจริง แล้วแสดงความนับถือต่อผู้นั้นด้วยการแสดงความอ่อนน้อมอ่อนโยน อย่างเหมาะสมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ผู้ที่เห็นคุณค่าในคุณความดีของผู้อื่น จะถือได้ว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะว่าจิตใจได้ยกสูงขึ้น ไม่มีความถือตน และจิตใจพร้อมที่จะรับความดีจากผู้อื่นสู่ตน คนประเภทนี้ คือ คนที่มีความเคารพ

บุคคลที่ควรเคารพ ได้แก่
๑. พระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของพสกนิการ และเป็นผู้นำในการสร้างความดี
๒. พระสงฆ์ ท่านเป็นผู้มีศีล ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ซึ่งชาวพุทธควรเคารพอย่างยิ่ง
๓. บิดามารดา ท่านเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่
๔. ครูอาจารย์ ท่านเป็นผู้ให้วิชาความรู้และอบรมสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมแก่เรา
๕. ผู้ใหญ่ที่ควรเคารพ ท่านเหล่านี้เป็นญาติผู้ใหญ่ หรือเป็นผู้ที่เคยเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนช่วยเหลือเรามาก่อน
เราสามารถแสดงออกถึงความเคารพให้ปรากฏชัดแก่บุคคลทั่วไปได้หลายวิธี ได้แก่
การแสดงออกทางกาย เช่น การกราบ การไหว้ การลุกขึ้นยืนรับ การให้ที่นั่งแก่ผู้ที่เคารพ การหลีกทางให้ และการขออนุญาตก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ
การแสดงออกทางวาจา เช่น การพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน
การแสดงออกทางใจ เช่น การระลึกถึงพระคุณของท่านอยู่เสมอ

ประโยชน์ของการมีความเคารพ
๑. ทำให้เป็นคนน่ารัก น่าเกรงใจ
๒. ทำให้สุขกายสบายใจ
๓. ทำให้สามารถถ่ายทอดความดีจากผู้อื่นได้ง่าย
๔. ทำให้ผู้อื่นเมตตาช่วยเหลือเพิ่มเติมคุณความดีให้

ความถ่อมตน
ความถ่อมตน คือ การพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง รู้จักตนเองว่าเป็นอย่างไร ไม่อวดตัวดื้อรั้นถือดี และยอมรับคุณงามความดีของผู้อื่นเข้าสู่ตนเองได้อย่างเต็มที่
ลักษณะของผู้มีความถ่อมตน
ผู้ที่มีความถ่อมตน จะเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของตนเองตามความเป็นจริง เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในปัญญา รู้จักตัวเองดีว่าตัวเรามีอะไร ไม่มีอะไร ดังนั้นผู้ที่มีความถ่อมตนจะมีลักษณะการแสดงออกที่ดีเด่นกว่าคนทั้งหลาย ดังนี้
๑. มีกิริยาอ่อนน้อม คือ การแสดงกิริยาท่าทางที่นุ่นนวลอ่อนหวานต่อคนทั่วไป รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่ตีตนเสมอท่าน สงบเสงี่ยม แต่มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีลักษณะท่าทางที่องอาจ ผึ่งผาย รวมทั้งการไม่ถือตัวและการไม่ลดตัวลงจนเกินควร
๒. มีวาจาอ่อนหวาน คือ การพูดจาสุภาพอ่อนโยน ซึ่งออกมาจากจิตใจที่สะอาดนุ่มนวล ไม่ก้าวร้าวแข็งกระด้างในการพูดกับคนทั่วไป ไม่ควรพูดโอ้อวดยกตัว ไม่พูดกล่าวโทษลบหลู่ทับถมคนอื่น ไม่นินทาว่าร้ายไม่พูดเยาะเย้ยถากถางผู้ทำผิดพลาด ไม่ใช้วาจาข่มขู่ผู้อื่นและเห็นใครทำดีก็แสดงใจจริง เมื่อตนทำสิ่งที่ผิดพลาดก็ควรกล่าวคำว่า ขอโทษ และเมื่อผู้ใดกระทำคุณแก่ตนก็ควรกล่าวคำว่า ขอบคุณ
๓. มีจิตใจอ่อนโยน คือ การนอบน้อมละมุนละม่อม ถ่อมตัว แต่ไม่ใช่ความอ่อนแอมีจิตใจที่เข้มแข็ง แต่ไม่ใช่ความแข็งกระด้าง นอกจากนี้ควรพยายามฝึกฝนตนเองให้มีใจที่เปิดกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ควรยึดถือเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ เมื่อผู้ใดไม่เห็นด้วยก็โกรธ โดยค่อย ๆ ปรับความคิดเห็นเข้าหากัน ย่อมเป็นการพัฒนาตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการมีความถ่อมตน
๑. ทำให้อยู่เป็นสุข ไม่มีศรัตรู
๒. ทำให้น่านับถือ น่าเคารพกราบไหว้
๓. ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
๔. ทำให้เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป

การทำความดีให้พร้อมไว้ก่อน
ความดี คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจแล้วทำให้จิตใจใสสะอาด ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว เกิดขึ้นจากการที่ใจสงบ ทำให้เลือกคิดเฉพาะสิ่งที่ดีที่ถูกที่ควรที่เป็นประโยชน์ แล้วพูดดีทำดีตามที่ได้คิดนั้น
การทำความดีให้พร้อมไว้ก่อน มี ๒ ประเภท คือ
๑. ความดีที่ทำจากชาติก่อน การสั่งสมความดีมาแต่ชาติก่อน ส่งผลให้เห็นในปัจจุบัน ถ้าในอดีตชาติสะสมความดีมามากพอ เกิดมาชาตินี้ก็เป็นคนใจในสะอาดบริสุทธิ์มาตั้งแต่เด็ก มีสติปัญญาดีมาแก่กำเนิด ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีโอกาสสร้างความดีได้มากกว่าคนทั้งหลาย และถ้าหมั่นสะสมความดีในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีกก็จะเจริญก้าวหน้าได้รวดเร็ว
๒. ความดีที่ทำให้ชาติปัจจุบัน คนที่ทำความดีตั้งแต่วัยเด็กเรื่อยมา เช่น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ขยันหมั่นเพียร เคารพเชื่อฟังพ่อแม่ คบคนดีเป็นมิตร หรือฝึกจิตใจให้ผ่องใสมาตั้งแต่เด็ก ความคิด คำพูด การทำงาน ย่อมดีกว่าบุคคลอื่นในวัยเดียวกัน เมื่อเติบโตขึ้น ย่อมมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าผู้อื่น

การทำความดีทุกอย่างที่กล่าวมา สรุปได้เป็น บุญกิริยาวัตถุ ๓ คือ
๑. ทาน คือ การบริจาคทรัพย์สิ่งของแก่ผู้ที่ควรให้ ให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่เหมาะสมตามความสามารถของตน ซึ่งเป็นการขจัดความเห็นแก่ตัว และความตระหนี่ออกจากใจและกาย
๒. ศีล คือ การป้องกันตนเองไม่ให้ทำชั่ว โดยการสำรวมกาย วาจา ให้สงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
๓. ภาวนา คือ การสวดมนต์ทำสมาธิ เคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม อ่านหนังสือธรรมะ หมั่นฟังธรรม สนทนาธรรมกับผู้รู้ ตักเตือนแนะนำให้ผู้อื่นได้รู้ธรรม ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนตนเองให้มีสติปัญญาดี
ดังนั้นเราควรหมั่นสั่งสมบุญและทำความดีตั้งแต่บัดนี้ โดยตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนตนเองให้มีความขยันขันแข็ง และต้องฝึกจิตใจให้ผ่องใสด้วยการทำงาน รักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการทำความดีให้พร้อมไว้ก่อนจะได้เป็นบุญติดตัวไปในวันหน้า

ตัวอย่างผลของการทำความดีให้ถึงพร้อม
เป็นผู้ที่มีอายุยืน เพราะในอดีตไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ผู้ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะในอดีตไม่รังแกหรือทรมานสัตว์
ผู้ที่มีพลานามัยสมบูรณ์ เพราะในอดีตให้ทานด้วยข้าวปลาอาหารมาก
ผู้ที่มีความสวยผิวพรรณงาม เพราะในอดีตรักษาศีล และให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
ผู้ที่มีอำนาจมีคนเกรงใจ เพราะในอดีตมีความยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีไม่อิจฉาริษยาใคร
ผู้ที่ร่ำรวยมีโภคทรัพย์มาก เพราะในอดีตให้ทานและทำบุญกุศลมาก
ผู้ที่เกิดในตระกูลสูง เพราะในอดีตบูชาบุคคลที่ควรบูชา
ผู้ที่ฉลาดมีสติปัญญาดี เพราะในอดีตคบบัณฑิต ฝึกสมาธิ เจริญภาวนาและไม่ดื่มสุรายาเมา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s