กฏแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์

“เพื่อชีวิตจิตสำนึกที่ดีงาม”

กีฬาที่ผิดศีลโดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒ เช้าวันหนึ่งหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมคนป่วย อยู่ห้องพิเศษที่ศิริเวชพยาบาล เมื่อออกมาจากโรงพยาบาล เห็นว่ายังมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงเที่ยง จึงคิดว่าควรจะไปเยี่ยมคุณพี่ที่บ้าน คุณพี่ผู้นี้ข้าพเจ้าเคยรักใคร่นับถือกันมาตั้งแต่เด็กๆ แม้เราจะไม่ใช่ญาติกันก็ตาม แต่ก็ด้วยคุณงามความดีมีคุณธรรมสูง ข้าพเจ้าจึงเคารพนับถือเหมือนญาติสนิท เรียกคุณพี่ตลอดมา ความตั้งใจของข้าพเจ้าจะชวนพี่ไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน เพื่อหาโอกาสที่จะสนทนาหาความรู้ พอจะได้เรื่องราวที่เป็นคติธรรมบ้าง การเก็บเรื่องของข้าพเจ้าก็ได้จากท่านผู้สูงอายุที่มีศีลธรรมเป็นส่วนมาก เมื่อรถเข้ามาถึงเขตบ้าน ก็เห็นมีรถจอดอยู่ก่อนแล้ว คิดว่าวันนี้โชคไม่ดีคุณพี่มีแขกอยู่ด้วย จึงจอดรถแอบไว้ทางหนึ่งแล้วเดินลงไปถามคนในบ้านดู ก็ทราบว่าคุณพี่กำลังมีผู้สนทนาอยู่ในห้องรับแขก จึงสั่งให้คนในบ้านช่วยบอกคุณพี่ด้วยว่าวันหลังจะมาใหม่ เพราะไม่อยากรบกวนในขณะที่มีแขก ทั้งข้าพเจ้าก็ไม่มีธุระอะไรสำคัญ เพียงแต่เห็นว่ามีเวลาก็อยากจะมาชวนไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันเท่านั้น พอสั่งคนในบ้านเสร็จยังไม่ทันเดินมาขึ้นรถ ก็พอดีคุณพี่เดินออกมาเรียกให้ข้าพเจ้าเข้าไปในบ้าน แม้จะบอกว่าไม่มีธุระอะไร เพียงแต่เห็นว่ามีเวลาก็อยากจะมาชวนไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันเท่านั้น เมื่อเห็นว่ามีแขกเลยไม่อยากรบกวน แล้ววันหลังจะมาใหม่ คุณพี่รีบเดินออกมาจับแขนข้าพเจ้าครึ่งลากครึ่งจูงเข้าไป เพราะถือว่ากันเองแล้วพูดว่า “นี่ถ้าพี่ออกมาไม่ทัน เธอก็คงกลับไปแล้ว พี่คงจะเสียใจมากเพราะกำลังดีใจที่ได้ทราบว่าเธอมา คิดว่าช่างเหมาะกับเวลาเหมือนมีอะไรมาดลใจ เรากำลังบ่นและพูดถึงเธอยังไม่ทันจะขาดปากเลย เพราะมีหลายท่านอยากรู้จัก วันนี้พี่จะไม่ปล่อยให้เธอกลับง่ายๆ หรอก ต้องกินข้าวเที่ยงและข้าวเย็นที่บ้านพี่ เรื่องอาหารปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่เอง” ว่าแล้วคุณพี่ก็เดินนำหน้าข้าพเจ้าเข้าไปในบ้าน ข้าพเจ้าจึงบอกว่า “ผมเห็นว่าจะรบกวนคุณพี่ให้เสียเวลาเสียการงาน เรากันเองจะมาหากันเมื่อไหร่ก็ได้ จึงคิดว่าจะกลับไปก่อน แล้วหาโอกาสมาใหม่ เมื่อคุณพี่มีเวลาว่างจะได้สนทนากันนานๆ” คุณพี่ได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่า “เธอเข้าใจผิด แขกที่มาหาพี่วันนี้ล้วนแต่มีวัยเกินกว่าที่จะเป็นนักธุรกิจ ต่างก็ครบเกษียณแล้ว และทุกคนก็วางธุรกิจไม่หลงใหลในทางโลก หมดความโลภ ยินดี ยินร้าย หวังจะใช้เวลาที่มีเหลืออยู่เพื่อหาความรู้ในทางธรรม ให้เป็นประโยชน์กับตนเองในบั้นปลายชีวิต เป็นความไม่ประมาท อยากจะใช้เวลา สติปัญญาที่มีเหลือทั้งหมดเพื่อหาแสงสว่างในทางธรรม เป็นเครื่องนำทางออกจากโลกนี้เมื่อถึงเวลา แขกของพี่ทุกคนวันนี้มีอาวุโส บางท่านก็มีอายุผ่านหกรอบมาแล้ว แก่กว่าเธอแต่ยังแข็งแรง ในรุ่นเรานี้ก็ยังเห็นมีแต่เธอคนเดียวที่ยังวุ่นในธุรกิจในทางโลกอีกมาก เห็นเคยพูดว่า เมื่ออายุครบห้ารอบแล้ว จะปลดตัวเองเพื่อพักผ่อน ใช้บั้นปลายของชีวิตให้เป็นประโยชน์ เพื่อหาความสงบทางใจ นี่ก็เลยห้ารอบมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้” คุณพี่พูดแล้วยิ้มคล้ายกับว่าข้าพเจ้าดีแต่พูด ข้าพเจ้าต้องถอนหายใจแล้วพูดว่า “คุณพี่ก็รู้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไม่อยู่ในอำนาจตามที่เราได้ตั้งใจไว้ ไม่มีอะไรแน่นอน มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราคิดไม่ถึง เมื่อถึงเวลาว่าจะไม่มีอุปสรรค อะไรเกิดขึ้น มันก็ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้เดิม จะเรียกว่าขว้างงูไม่พ้นคอก็ไม่ผิด การหาคนที่ไว้วางใจและเข้มแข็งต่อการงานไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ คนดีมีศีลธรรมหายาก ขืนปล่อยมือเวลานี้ก็จะยุ่งยากลำบากใจภายหลัง เหมือนขี่อยู่บนหลังเสือ ยังหาโอกาสลงไม่ได้ นึกเสียว่าเราเคยสร้างกรรมไว้ ยังใช้หนี้กรรมไม่หมด คิดเช่นนั้นก็ทำให้สบายใจดี เลยไม่ได้หวังไว้ล่วงหน้าว่าจะพักเมื่อใดอีก สุดแต่กุศล เมื่อใดก็เมื่อนั้น แต่เวลานี้ผมก็ได้พยายามปลีกตัว ไม่ได้หมกมุ่นในกิจการงานมากจนเกินไปนัก หาเวลาปลีกตัวมาเขียนหนังสือ เป็นความสุขสงบทางใจได้ชั่วครั้งชั่วคราว” คุณพี่พยักหน้าช้าๆ อย่างใช้ความคิด แล้วพูดว่า “พี่เห็นใจเธอที่ตั้งใจไว้แล้วยังไม่สมหวัง แต่ก็ยังดีที่มีเวลาปลีกตัวออกมาขีดเขียนให้เป็นชิ้นเป็นอัน จะได้เป็นอนุสรณ์ของชีวิต เป็นพลเมืองดีที่ได้ทำประโยชน์ไว้ นับว่าไม่เสียชาติเกิด เอาละ เราอย่ามัวพูดเรื่องส่วนตัวให้เสียเวลาเลย เพราะมีผู้สนใจอยากรู้จักตัวเธอกำลังคอยอยู่ ถ้าเธอได้รู้จักแขกของพี่ก็คงชอบมาก และหากมีโอกาสสนทนากันคิดว่ามีความพอใจไม่น้อย เพราะท่านเหล่านี้ต่างก็มีความสนใจในทางเดียวกับเรา คงเข้าใจกันได้ดี เพราะจิตใจอยู่ในระดับเดียวกัน และทุกคนผ่านโลกมามากพี่คิดว่าวันนี้คงคุยกันสนุกแน่” เมื่อพูดแล้วคุณพี่ก็เล่าประวัติย่อๆ และคุณวุฒิของท่านเหล่านั้นให้ข้าพเจ้าทราบ บางท่านข้าพเจ้าก็เคยได้ยินชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านมาแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญทางโลกและทางธรรม และเป็นผู้ที่ผ่านการงานและชีวิตมามากกว่าข้าพเจ้า จึงรู้สึกตัวเองเล็กลงไปเหมือนเด็กนักเรียน เมื่อเทียบด้วยวัยและความรู้ ข้าพเจ้าต่ำกว่าท่านมาก จึงคิดว่าเมื่อเข้าใกล้ชิดผู้ใหญ่ก็ควรจะรู้จักประมาณตัว ข้าพเจ้าจึงพูดกับคุณพี่ว่า “ผมอ่อนทั้งวิชาความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม อย่าให้ผมตีตนเสมอท่านเหล่านั้นเลย ทำให้ผมกระดากและละลายใจ ปล่อยให้ผมกลับก่อนดีกว่าวันหลังค่อยมาใหม่…” ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะพูดจบ คุณพี่คงจะหมั่นไส้นึกว่าข้าพเจ้าเล่นตัว ก็บีบแขนข้าพเจ้าแรงๆ จนรู้สึกเจ็บ แล้วพูดเสียงดุๆ ว่า “เธออย่าให้พี่เสียชื่อนะ มิเสียแรงที่ได้คุยไว้เต็มปากว่า ถ้าได้เธอมาคุยด้วยคงสนุกสนานออกรสขึ้นอีกมาก อย่าทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง และอย่าทำให้พี่เสียหน้าด้วย” ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะพูดอะไรถูก จึงเดินตามคุณพี่เข้าไปในห้องรับแขกด้วยความจำใจ แต่ก็คิดได้ว่าการที่ได้พบกับผู้ทรงความรู้พร้อมทั้งศีลธรรมนั้น มีแต่ทางจะได้กำไรไม่มีทางขาดทุนก็สบายใจ เมื่อข้าพเจ้าผ่านเข้าไปในห้องก็มองเห็นแขกของคุณพี่อยู่ในห้องสามคนด้วยกัน ล้วนแต่อาวุโส แต่ท่าทางยังแข็งแรงว่องไว ยิ้มแย้มท่าทางอารมณ์ดีด้วยกันทุกคน เมื่อเห็นท่านลุกขึ้นยืน ข้าพเจ้าก็รีบก้มลงทำความเคารพท่านก่อน เป็นการคาราวะผู้ใหญ่ ก่อนที่คุณพี่จะแนะนำให้รู้จัก เพราะข้าพเจ้าถือว่าการอ่อนน้อม นบนอบเคารพผู้ใหญ่ ที่มีความรู้และคุณธรรมสูงนั้นย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เมื่อเห็นท่านอารมณ์ดีทักทายอย่างสนิทสนมทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เพราะแสดงถึงความต้อนรับอย่างเป็นกันเอง (มีต่อ 1)
Thank you… (^_^) _

Best regard, Kanyanat WetsrichanaE-mail :

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s