แด่คนมีลูก.. คนกำลังจะมีลูก..และคนที่ยังไม่มี…

                                                                                                                                     โปรดอ่านให้จบเป็นประโยชน์กับทุกท่าน 


           อุทาหรณ์จากการยัดเยียดการเรียนเกินไปทำให้เด็กสติขาด     เรื่องจริงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต
ก่อนอื่นจะเล่าเรื่องให้ฟังค่ะ…เพิ่งได้รับทราบมาเหมือนกันจากปากของเพื่อน ทั้งน้ำตา…และคิดว่ามี
ประโยชน์ไม่มากก็น้อย…เพื่อนคนนี้ไม่ได้ติดต่อมานานประมาณ เกือบ ๆ ๔ ปีเห็นจะได้…
คือไม่สนิทเท่าไร แต่พูดคุยกันได้ และตอนนี้เพื่อนมีลูกแล้วค่ะ…แต่มีเพื่อนน้อย
เพื่อนแต่งงานกับวิศกร (สามี) ที่เก่งมากค่ะ และตัวเพื่อนเองก็จบมหาลัยเอกชน ก็เกียรตินิยมอันดับ ๒
ด้านภาษาต่างประเทศค่ะ คือเหมาะสมถึงไม่รวยมาก แต่ก็เกินปานกลางนะคะ พอแต่งงานก็ไม่ได้ติดต่อใคร
แต่ทราบว่ามีลูก ณ.ปัจจุบันก็ ๗ ขวบกว่าแล้วค่ะ  ได้โทรไปหาเพื่อน เพราะตอนนี้เรามีลูก ๔ ขวบกว่าค่ะ
ก็หาข้อมูลเรื่องการเรียนในนี้เป็นหลัก และอาศัยถามคนอื่นด้วยและไม่อายที่จะถามด้วย เพราะคิดว่ายิ่งรู้มาก
ก็ยิ่งดี  จึงได้โทรไปหาเพื่อนค่ะ  และถามเรื่องลูก สิ่งที่ได้รับ คือ การปล่อยโฮอย่างแรง
ร้องไห้จะเป็นจะตายเดี๋ยวนั้น เราก็ตกใจ   เฮ้ยแกเป็นไร….

              มันบอกว่ามันอึดอัด มันจะบ้าอยู่แล้วปรึกษาใครก็ไม่ได้  ทุกวันนี้มันถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิด…
‘ผิดอย่างร้ายกาจ  จากครอบครัวสามี และแม่ตัวเอง มันปรึกษาใครก็ไม่ได้
เพราะพื้นฐานคือ…ทั้งสามีและเพื่อนเป็นคนเสียเงินเท่าไรเท่ากัน
แต่อาย หรือไม่สมบูรณ์ไม่ได้  ดังนั้นมันจึงไม่ปรึกษาใครเลย เพราะมันอายและไม่อยากให้ใครดูถูกมัน
เรื่องคือ…
ลูกชายเข้าเรียนตอน ๔ ขวบ กว่านิด ๆ ได้เข้าเรียนในระดับโรงเรียนดังเลย ค่าเทอมเป็นแสน
คอมพร้อม เพื่อนดี สังคมดูดี เพอร์เฟ็กและโรงเรียนเป็นที่หมายตามากค่ะ
ที่นี้โรงเรียนดัง พ่อแม่ต่างก็ผลักและดันกันสุดฤทธิ์ (มันบอกอย่างนี้ค่ะ)
เงินพร้อมซะอย่าง ก็คุยกัน  ต้องติวอย่างนั้น  ต้องครูคนนี้  ฝรั่งคนนี้  ต้องเรียนนี้เสริม เจ๋งค่ะ
เพื่อนก็เป็นเช่นนั้น
              ที่นี้… ลูกเรียนวันจันทร์ ศุกร์  ยัน 6 โมงเย็นและเป็นอย่างงี้ มาตั้งแต่ อนุบาล ๑ ถึง ๓…
เข้านอน ไม่เกิน ๓ ทุ่ม เพราะต้องตื่นเช้าไปส่ง ตื่นตอน… ตี ๕ ครึ่ง
เพราะเพื่อนมีบ้านในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกเขตและห่างจากโรงเรียนค่อนข้างมาก
ออกจากบ้านไม่เกิน ๖ โมงเช้าเท่านั้น และไปถึงโรงเรียนประมาณเกือบ ๗ โมง
วันเสาร์…เรียนพิเศษเสริม  เริ่ม 8 โมงเช้า ถึง บ่ายโมง
และ ตอนบ่าย ๓ เรียนว่ายน้ำ จึงได้กลับบ้าน
ส่วนวันอาทิตย์…ครึ่งวันเช้า เรียนที่สถาบันคุมองต์เสริม  ครึ่งวันหลังผักผ่อน…
ตอน ๑ ทุ่มวันอาทิตย์ ต้องทบทวนงานและเตรียมความพร้อม
เพื่อไปเรียนวันจันทร์  ไม่เกิน ๓ ทุ่มเข้านอน
และเหตุการณ์ที่มันเล่าแบบสะเทือนใจตอนหลังคือ….ลูกไม่มีเพื่อนในหมูบ้านเลยสักคนเดียว…
เพราะ ไม่ได้คุยกับใครอยู่แล้ว   (สังคมเมืองของแท้)  ปั่นแต่จักรยานของเค้าเท่านั้น
            วันนั้น…วันอาทิตย์ลูกก็ปั่นจักยานไม่ยอมเข้าบ้านแม่ก็เรียกให้มาอาบน้ำได้แล้ว ๖ โมงเย็นแล้ว
เตรียมกินข้าว และทบทวนการบ้าน. ลูกก็ไม่ฟัง  เพื่อนและสามีโมโห
บอกว่า  ‘เข้าบ้านเดียวนี้ เข้าบ้านเลย ทำไมดื้ออย่างนี้  ยิ่งโตยิ่งดื้อ’
(เพื่อนว่าลูก) จะไม่ให้ขี่จักรยานอีกต่อไป  ตัวสามีก็ไปดึงจักรยานออกจากลูก  และแม่มาจับลูกเข้าบ้าน
สามีบอกว่า…ป๋าจะโยนจักรยานทิ้งซะ ถ้าทำอย่างนี้อีก
ลูกชายเข้าไปกอดขาพ่อ… และยกมือไหว้  ป๋าอย่าทำ หนูไม่มีเพื่อนที่ไหน
จักรยานคือเพื่อนของหนู หนูมีจักรยาน เป็นเพื่อนเท่านั้น…ป๋าอย่าทำนะ  ทั้งเพื่อนและสามีก็ไม่ใส่ใจ
อะไร  เพียงต้องการให้เข้าไปอ่านหนังสือเท่านั้น
และ…อีกเหตุการณ์หนึ่งกว่าจะจับใจความได้  มันร้องไห้ไม่หยุด เพื่อนร้องไห้เหมือนจุดพลุเลย…
           ลูกกลับจากโรงเรียน คุยกับพ่อและแม่ อยากดูอุลตร้าแมน  มดเอ๊กช์ บ้างเพื่อน ๆ คุยกันที่โรงเรียน…
เค้าไม่รู้เรื่องเลย เพื่อนยังบอกว่าที่บ้านไม่มีทีวีหรือไง (เด็กอนุบาลนะค่ะ)
ทำให้เค้าไม่ มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ… เค้าได้ดูแต่การ์ตูนเสริมความรู้
เช่น ถ้าดู UBC ก็ประมาณ ดอร่า หมาบลู ประมาณนี้…สามีและเพื่อนบอกว่า
ลูกอย่าทำตัวไร้สาระได้หรือเปล่า ตอนนี้เพื่อน ๆ ลูกอยากทำอะไรก็ปล่อยเค้าไป
การ์ตูนมีแต่ความรุนแรง ไม่เสริมความรู้อะไรเลย
เราได้เปรียบ…เราใช้เวลาทบทวนและเรียน…ในขณะที่คนอื่นเค้าไร้สาระ…
ลูกลองคิดดู…โตขึ้น ลูกก็จะเป็นนายของคนพวกนี้ และคน
พวกนี้จะไม่เหนือลูกเด็ดขาด   การสอนจะประมาณนี้ตลอด…
แต่เพื่อนบอกว่า เค้าและสามีทำดีที่สุดและให้ในสิ่งที่ดีที่สุดที่คนทั่วไป บางทีก็ให้ไม่ได้ด้วยซ้ำไป…

             ที่นี้หนักสุด… ต้องติวเข้า ป. ๑ ที่นี้เวลาเล่นแทบน้อยมาก…แต่ก็ได้ ติดที่ ป. ๑ ตามที่หวังไว้
แต่ก็ต้องเรียนเสริมเหมือนเดิม…ฯลฯ จนถึงวันที่ลูกทนไม่ได้…จนลูกโกรธจนตัวสั่น… และพูดว่า
เค้าจะไม่เป็นคนดี…  เค้าเบื่อที่สุดแล้ว…เค้าอยากเล่นฟุตบอล…เค้าอยากวิ่งเล่น…
อยากดูการ์ตูน…อยากอ่านขายหัวเราะให้พ่อแม่อนุญาตอ่านให้ฟัง…
เค้าเกลียดพ่อและแม่…ทำไมต้องบังคับ… ทำไมต้องอาย…ทำไมเค้าจะเป็นคนชั่ว…
(เพื่อนมันบอกว่าลูกพูดจนลิ้นพันกัน ตัวสั่นไปหมด จับลำดับคำพูดยาก (ป1)
อะไรก็พูดๆๆๆๆ ออกมา ร้องไห้หน้าแดง กำหมัด ขว้างข้าวของ เสียงดัง ในระหว่างนั้นสามีและเพื่อน
ก็ใช้เสียงดังเพื่อหยุดพฤติกรรม แต่ไม่เป็นผล ยิ่งดัง ก็ยิ่งดังใส่ จนเด็กเป็นลม คงสะสมมานาน

              พอผ่านไปสักระยะ…จนทางโรงเรียนมีจดหมายมาถึงเพื่อเชิญผู้ปกครองไปพบ
พอไปถึงโรงเรียน ทางครูบอกว่า…ตอนนี้น้อง มีอาการเหม่อลอย…ไม่มองกระดาน…
และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว…ให้ทำอะไรทำได้หมดแต่ทำไปอย่างให้จบไป
ไม่มีอารมณ์ร่วมแม้แต่น้อย บางครั้งก็มีน้ำตาเอ่อ…แต่ไม่ไหลออกมาเป็นระยะ
และพูดน้อยลงใช้สายตาและท่าทางคิดมากขึ้น….ฯลฯ
เพื่อนและสามีไม่ยอมรับและไม่เชื่อ ก็สักพักใหญ่ๆ จึงไปพบหมอที่สมิติเวช หมอแจ้งว่า…น้องกระทบ
กระเทือนทางจิตใจอย่างแรง  บวกกับเก็บกดภายในสิ่งที่ฝืนความรู้สึกมานาน…
จนระเบิดออกมาเหมือนคนเสียสติ เค้าไม่ได้บ้า…หรือพิการทางสมอง…แต่เค้าปิดกั้นทุกสิ่งทุก
อย่างเอง… ไม่รับเอง…ไม่เอาเอง…ซึ่งตรงนี้น่าวิตกคือแล้วเมื่อไรเค้าจะรับ และเปิดใจกลับมา
เหมือนเดิม สมาธิและจิตใจได้ถูกตัดด้วยตัวเค้าเอง…เค้าอยากอยู่แต่ในโลกจินตนาการที่เค้าคิดว่านั้นคือความสุข
ของเค้า…ไม่อยากออกมาเลยด้วยซ้ำ… คงต้องใช้เวลามากเพราะถ้าเรารู้ว่าเค้าสมาธิสั้น…
เรามีทางแก้ ถ้าเค้าเป็นดาวน์…เรารู้วิธี แต่เค้าเลือกเองที่จะปิดตัวเองอย่างเด็ดขาด…
ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นคนวิกลจริตทางความคิดในอนาคต ทุกวันนี้ผลคือ…สามีก็ยอมรับในระดับหนึ่ง
แต่ก็เริ่มโทษภรรยา มากกว่าโทษตัวเอง  ตอนนี้มันรับกรรมเต็ม ๆ
ลูกไม่สามารถเรียนได้แล้วคะ…ต้องพบจิตแพทย์เด็กโดยตรง ถึงตรงนี้มันบอก
ว่ามันเรียกลูกกลับมาไม่ได้แล้วจริง ๆ มันเศร้ามากค่ะ มันก็กำชับไม่ให้ดิฉันบอกใครเพราะมันอาย…

             แต่เรื่องนี้มีความรู้มากไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าอาย…เมื่อทุกท่านได้อ่านเรื่องนี้จบแล้ว อย่าเก็บเรื่องนี้เอา
ไว้คนเดียว…กรุณาส่งเมลล์
ไปบอกกับใครก็ได้หรือญาติพี่น้องของเราก็ได้เผื่อว่าเหตุการณ์ที่เล่ามานี้จะได้ไม่เกิดกับบุคคลที่ท่าน
รัก…เป็นรายต่อไป ……….

อนุโมทนากับเพื่อนรัก Puu

ธรรมรักษา

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s