กฏแห่งกรรม โดย ท.เลียงพิบูลย์

                                                                                                                                                                                กีฬาที่ผิดศีล
             
             
           ในหมู่บ้านถ้าวัดใดมีงานก็ต้องเชิญท่านกำนันไปนั่งเป็นประธาน หากจะมีนักเลงมาเกะกะในวัดหรือยกพวกตีกัน ท่านกำนันผู้นี้อยู่ในงานแล้ว เหตุร้ายต่างๆ ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะนักเลงอันธพาลเกรงกลัวและยกย่องในความดี ท่านกำนันผู้นี้ได้เคยนำผู้ทำผิดแล้วกลับตัวกลับใจ เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นจำนวนไม่น้อย จึงมีความดีความชอบมากในสมัยนั้น
 
ขอโทษที่ผมได้เล่านอกเรื่องนอกราว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสมัยเก่าที่คนรุ่นหลังคงจะไม่ทราบ ไม่ช้าก็เป็นอดีตผ่านหายไป เมื่อผมได้ไปพักบ้านผู้มีชื่อใจอารี ซึ่งให้อาหารและที่หลับนอนอย่างสะดวกสบาย นับเป็นน้ำใจอันดีเป็นนิสัยโอบอ้อมอารีของชาวชนบททั่วๆ ไปในสมัยนั้น
 
          คืนก่อนที่ท้องฟ้าจะสางแสงเงินแสงทองยังไม่ทันจะจับท้องฟ้า เราก็จะถูกปลุกมารับประทานอาหารแต่มืด อาหารได้ปรุงไว้เสร็จเรียบร้อยหมดทุกอย่าง อดนึกชมถึงการต้อนรับของชาวชนบทไม่ได้ ที่เอาใจใส่ต่อผู้มาพักโดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว เราก็เตรียมตัวจะออกเดินทาง 
         ญาติของผมได้ขอเวลานำปืนที่เตรียมมาบรรจุมันเป็นปืนแก็ปแบบเก่าที่ต้องใส่ดินปืนเข้าไปทางลำกล้องแล้วใช้ไม้กระทุ้ง หรือที่เรียกว่าแส้กระทุ้งดินปืนให้แน่น แล้วใช้กากของใยเปลือกมะพร้าวม้วนๆ เรียกว่า หมอนยัดเข้าไปในลำกล้องกระทุ้งอีกครั้ง แล้วก็ใส่ลูกปืนลูกตะกั่ว มีชนิด หนักหนึ่งบาท หนักสองสลึง หรือหนักหนึ่งสลึง หรือลูกปลายตามชื่อ และน้ำหนักที่จะตั้งขึ้นตามความเข้าใจของตัวเอง ถ้าจะยิงสัตว์ขนาดใหญ่ก็ต้องบรรจุลูกหนึ่งบาท ถ้ายิงสัตว์เล็กเช่นนกก็เอาลูกปรายใส่ลงไป จะเป็นดินปืนหรือลูกตะกั่วก็ดี เป็นของทำขึ้นเอง นอกจากแก็ปปืนซึ่งเป็นทองแดงใส่ตรงสับนก ซึ่งเป็นชนวนที่จะยิงออกไปเท่านั้นที่ต้องซื้อ
 
      เมื่อบรรจุดินปืนและกระสุนเสร็จเรียบร้อย ข้าพเจ้าเห็นญาติผู้สะพานปืนนั้นเหมือนตัวตลก เพราะยังมีย่ามใส่ของหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้สำหรับปืน นอกจากนั้นยังเหน็บมีดซึ่งเป็นของจำเป็นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเตรียมตัวเสร็จพวกเราที่ไปจากกรุงเทพฯ ก็นุ่งกางเกงขาสั้นแค่เข่าเตรียมบุกเต็มที่ ชาวบ้านแถวนั้นเขาสุมไฟไว้ตลอดคืนแทบทุกบ้าน เพื่อให้ควันไฟไล่ยุงริ้นไม่ให้บินเข้ามากัด เพราะสัตว์พวกนี้มีชุมเอาการ ตอนเราจะออกเดินทางนั้นยังไม่สว่างดี เจ้าของบ้านจึงให้ไต้เราจุดเป็นแสงสว่างนำทาง ไต้นั้นลำโตกลมเท่าแขนหุ้มห่อด้วยใบไม้แห้งชนิดหนึ่งแล้วมัดเป็นป้องๆ ถี่มากตอนปลายมีด้ามไม้ถือ
 
เมื่อผู้นำทางจุดไต้รู้สึกสว่างไสวมากแต่ก็มีควัน พวกเราเมื่อลาเจ้าของบ้านผู้ใจอารี เจ้าของบ้านเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้านแล้วก็บอกว่า คราวหน้าถ้ามาก็ให้มาพักที่บ้านยินดีต้อนรับเสมอไม่ต้องเกรงใจ เรากล่าวขอบคุณแล้วก็เดินตามผู้นำทางที่ถือไต้ ยกชูขึ้นสูงให้แสงสว่างกระจายกว้างออกไป ทางเดินเป็นดินพูนขึ้นสูงเป็นคันถนนพอไม่ให้น้ำท่วมถึง ที่ดินแห้งราขี้เกลือขึ้นเป็นสีขาวๆ ติดดินเป็นทาง พวกเราจึงเดินเท่าเปล่าได้อย่างสบาย
 
        ปกติสมัยนั้นทั่วๆ ไปแล้วหาคนใส่รองเท้ายาก แม้แต่ในกรุงเทพฯ ส่วนมากก็ไม่ค่อยมีใครใส่รองเท้ากัน จะมีก็พวกเกี๊ยะหรือรองเท้าแตะ เพราะเดินเท้าเปล่าสะดวกสบายกว่า แม้แต่ทหารเกณฑ์ที่หัดแถวในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีใครใส่รองเท้า นอกจากผ้าพันแข้งเท่านั้น
 
เมื่อเราผ่านหมู่บ้าน ก็มีพวกสุนัขเห่าหอนต้อนรับกันเกรียวกราวตลอดทางจนกว่าจะพ้นหมู่บ้าน เมื่อถึงชายป่าสิ่งที่เราจะต้องผจญต่อไปก็คือยุงและริ้นตัวเล็กๆ มากยิ่งขึ้น มันชอบทั้งตอมทั้งกัด เวลากัดก็กัดติดไม่ยอมปล่อยกัดอย่างยอมตาย เราเพียงแต่เอามือลูบเท่านั้นมันก็ตายคามือ ลูบคราวหนึ่งก็ได้ยุงนับสิบตัวขึ้นไป แต่ยิ่งตายดูเหมือนมันยิ่งมากขึ้นกับมีตัวตายตัวแทน เสียงยุงร้องเวลาบินตอมกันตามหน้าทำให้เรารำคาญ พวกเราที่ไปจากกรุงเทพฯ ไม่เคยเข้าไปในดงยุงเช่นนี้ ต่างก็อยู่ไม่สุขเดินพลางเต้นไปพลาง มือไม้ก็คอยป่ายปัดไปตามแขนขาตลอดเวลา
 
           ตอนเราเดินออกจากบ้านที่เราพักนั้นมีสุนัขสองสามตัววิ่งตามมา เมื่อออกมาพ้นหมู่บ้านมันก็วิ่งไปข้างหน้า บางตัวก็หยุดคอยเรา แล้ววิ่งตามไปข้างหลังมันหลอกล้อเล่นกันมาตลอดทางอย่างสนุกสนาน เห่าหอนตามภาษาสุนัข เราจะไล่มันกลับอย่างไรมันก็ไม่ยอม แต่เมื่อออกห่างจากหมู่บ้านเข้าชายป่าเท่านั้น มันก็วิ่งหางจุกก้นโกยอ้าวกลับไปทันที
 
เพราะมีฝูงยุงบินตอมโจมตีมันอย่างหนัก และมันก็ไม่สามารถป้องกันตัวได้ นอกจากวิ่งร้องหนีเข้าหมู่บ้าน คงจะไปนอนข้างๆ กองไฟที่ชาวบ้านสุมไว้ คนนำทางบอกว่างยุงนี้มิใช่มีตลอดปี บางฤดูก็ไม่มีนอนไม่ต้องกางมุ้งก็ได้ ส่วนพวกเราก็เดินต่อไป คบไต้นำทางก็ค่อยๆ หรี่แสงลงต้องหาไม้เขี่ยมันจึงลุกโพลงขึ้นมาอย่างเดิม นอกจากยุงตามกัดทรมานเราอย่างแสนสาหัสแล้ว
 
เมื่อเราเดินสุดถนนดินเรายังต้องลงย่ำไปในดินชื้นแฉะเป็นโคลน บางแห่งก็ต้องข้ามคลองเล็กๆ บุกลงไปแล้วเท้าจมอยู่ในโคลนเกือบถึงหัวเข่า กว่าจะถอนเท้าขึ้นต้องกินเวลานาน มือหนึ่งต้องจับขอบกางเกงทั้งสองข้างมาไม่ให้เปื้อนโคลน อีกมือหนึ่งก็ถือของชูขึ้นต้องยอมปล่อยให้ยุงกัดตามสบาย เพราะไม่มีมือจะไล่ตบมัน สัตว์อีกพวกหนึ่งซึ่งมีชุกชุมทุกหนทุกแห่งที่เราผ่านไปก็คือ งู
 
          ความจริงเขาบอกว่าเป็นงูกินปลาไม่ดุร้ายอะไร แต่พวกเราชาวกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นมากมายเช่นนี้มาก่อนก็ตื่นเต้นกลัว ไม่ชอบเข้าใกล้มัน แต่สำหรับชาวทะเลรู้สึกว่าเขาชินเห็นเป็นของธรรมดา ไม่ค่อยสนใจอะไรมันนัก เมื่อบุกข้ามคลองเล็กๆ ที่มีดินเป็นโคลนตั้งครึ่งขา และมองเห็นเจ้าพวกงูเลื้อยอยู่ใกล้ๆ ขา ทั้งเกลียดทั้งกลัวและขยะแขยง จะยกเท้าก้าวเร็วๆ ก็ไม่ได้เพราะติดโคลนมันดูด จำต้องทำใจดีทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ งูก็อยู่ส่วนงู คนก็อยู่ส่วนคนแล้วมันก็จะเลื้อยหนีไปอย่างช้าๆ
 
เดินมาได้ไม่นานนักเราก็เห็นสัตว์อะไรตัวหนึ่ง ตาทั้งคู่วาวเมื่อต้องแสงไต้ที่ส่องไปข้างหน้า เราถามว่านั่นอะไรกวางหรือเก้ง คนนำทางหัวเราะบอกว่าไม่ใช่ นั่นมัน เสือปลา มันอยู่บนต้นไม้ เสียงเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพฯ ถามว่าทำไมไม่ยิง คนนำทางบอกว่าเราไม่ต้องการ เราอยากได้เก้งหรือกวางเอาเนื้อไปแกงหรือทำเค็มเท่านั้น เสือปลาไม่มีประโยชน์
 
นอกจากนั้นเราก็พบเจ้าพวกลิง ซึ่งพอเห็นคนมันก็ตื่นตกใจกระโดดไปตามต้นไม้ เราต้องบุกไปตามตอแสมที่เขาตัดต้นไม้ไปทำฟืนแล้ว คงเหลือแต่ตอสั้นๆ ติดดินแล้วก็พวกรากลำพูซึ่งแทงขึ้นมาจากดิน สิ่งเหล่านี้แม้ว่ามันจะไม่ตำเป็นแผล แต่มันก็ทำให้ฝ่าเท้าช้ำแดงบวม
 
       การบุกไปในที่ซึ่งไม่ใช่ทางเดินนั้น รู้สึกว่าลำบากมากสำหรับพวกเราที่ไม่เคยเดินทางสมบุกสมบันเช่นนี้มาก่อน เราได้แต่นึกว่า ถ้ารู้ว่าลำบากอย่างนี้คงไม่มาแน่ แต่ก็ไม่มีใครบ่นกันเลย เพราะคิดว่าถึงบ่นก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น กลับจะทำให้บรรยากาศเลวลง เพราะมันจะทำให้ผู้นำทางพาเที่ยวเขารู้สึกน้อยใจเสียใจ เขาเองก็ไม่ได้ไม่ดีต้องเสียเวลา และลำบากเพราะเรา
 
ฉะนั้น พวกเราก็ได้แต่พูดเฮฮาไปตามแกน ปลอบขวัญตัวเองและเพื่อนๆ ส่วนความจริงแล้วน้ำตาแทบตกใน เกิดมาก็ยังไม่เคยเหนื่อยเช่นนี้มาก่อนเลย ผมต้องขอร้องให้หาที่นั่งพัก แต่ผู้นำทางบอกว่าพระอาทิตย์กำลังจะพ้นขอบฟ้าแล้ว แข็งใจเดินอีกหน่อยก็จะถึงทุ่งโล่งเดินสบายเราจึงต้องกัดฟันเดินต่อไป
 
แต่พอถึงคลองซอยที่ชาวบ้านนำเรือพายบรรทุกฟืน เราจะต้องบุกข้ามไป ผมก็หมดกำลังใจเพลียจนก้าวขาไม่ออกขามันจะพับให้ได้ เพราะรู้เสียแล้วว่าการบุกโคลนข้ามคลองถึงครึ่งขานั้น มันเหนื่อยที่สุดในโลก ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยแทบจะหาที่นอนลงตรงกลางดินนั่นเอง ผู้นำทางเห็นท่าไม่ดี จะให้ผมขึ้นหลังพาบุกข้ามคลองไปส่งอีกฟากหนึ่ง
 
       ผมเกิดนึกละอาย ทั้งนึกกลัวว่ามันจะจมลงไปทั้งคู่ เพราะลำพังคนเดียวก็หนักอยู่แล้ว บุกลงไปก็จมตั้งแค่เข่า ถ้าสองคนมิจมเข้าไปแค่เอวหรือ ผมจึงไม่ยอมขี่หลังคนนำทาง แต่เขาบอกว่าเขาบุกเป็นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะจมลงไปทั้งคู่ แต่ผมก็ยังไม่ยอมอยู่ดี ตกลงทำให้เขาต้องเสียเวลาด้วยการที่ต้องใช้มีดตัดกิ่งไม้มาพาดข้ามคลอง แล้วหากระบอกไม้ไผ่ที่ลอยตามน้ำจากทะเลมาติดแห้งอยู่ทั่วไปตามป่า มาพาดข้างบนกลายเป็นสะพานชั่วคราวเดินข้ามได้ โดยไม่ต้องบุกโคลนลึกนักพอแก้ปัญหาไปได้ 

 

                
 
 
 
(มีต่อ ๕)
 
 
Kanyanat Wetsrichana
E-mail :
Kanyanat@Kao.th.com

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s