คนดี-คนชั่ว

โดย ท.เลียงพิบูลย์
 
จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๔ 
 
หลังจากวันที่ข้าพเจ้าได้รับจดหมายของเพื่อน ต่อจากนั้นมาไม่นานนัก เพื่อนก็ได้ติดต่อนัดหมายให้เราไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง แม้วันนั้นจะมีเพื่อนมาไม่พร้อมหน้ากันเหมือนคืนงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านเพื่อน เพราะมีบางท่านอยู่ต่างจังหวัด และบางท่านติดราชการ
 
แต่เราก็มีหลายท่านอยากรู้ผลงานที่ได้ออกความเห็น แนะนำไปให้ปฏิบัติในคืนนั้นว่าจะเกิดผลอย่างไร เพียงวันนั้นพวกเราต่างเจริญอาหารแล้ว ยังได้เรียกร้องความสนุกสนานสนิทสนมที่ชะงักลงในคืนเลี้ยงวันเกิดนั้นกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ฟังเหตุผลเรื่องของเพื่อนลุล่วงไปในทางดีอย่างนึกไม่ถึง เพื่อนเล่าว่า
 
“หลังจากผมได้กลับจากงานเลี้ยง เมื่อกลับไปถึงบ้านคืนนั้น แรกๆ ผมต้องใช้ความคิดหนัก มีความกังวลและหนักใจเรื่องที่เกิดขึ้น ผมรู้ว่าเพื่อนๆ ต่างก็แสดงความวิตกกังวลเป็นห่วงด้วยกัน กลัวผมจะขาดสติทำสิ่งที่ไม่ควรทำลงไป ผมรู้ได้ด้วยกิริยาท่าทางสีหน้าของเพื่อนได้ดี ผมนึกภูมิใจที่มีเพื่อนผู้หวังดีที่คอยช่วยเหลือแนะนำ
 
ปัญหาที่ยากก็สามารถให้ง่ายเข้า เรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก และเพื่อนทุกคนล้วนแต่เคยผ่านชีวิตมามาก และคงผ่านปัญหายากๆ มาไม่น้อย ทำให้ผมสบายใจเมื่อคิดถึงเพื่อนดีๆ ยังสงสัยตัวเองว่าหากคืนนั้นผมไม่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนๆ แล้วความรู้สึกทางอารมณ์ทั้งเจ็บทั้งแค้นความโกรธความพยาบาท ผมคงจะขาดสติทำอะไรโง่ๆ ลงไป เรื่องมันคงลุกลามใหญ่โตและคงไม่จบลงง่ายๆ
 
ผมคงจะได้รับกรรมของการทำครั้งนี้ อย่างน้อยแบกความทุกข์ความแค้น ความโกรธไว้ในใจไม่มีวันสิ้นสุด เพราะผมจะต้องเกิดศัตรูคอยพยาบาทจองเวรจองล้างกันต่อไป คนเราเวลาโกรธไม่ทันคิดว่าจะมีอะไรเกิดติดตามมาภายหลัง มีแต่ความแค้น คิดแต่จะคอยมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามแก้เผ็ดให้หายเหมือนสาดน้ำรดกัน ย่อมจะเปียกด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายแพ้หรือชนะย่อมจะก่อเวรกันต่อไปไม่สิ้น
 
เวลาโกรธเหมือนคนบ้า คิดแต่ว่าจะเป็นอะไรก็เป็นกัน ใครจะกลัวใคร ถ้ามีคนอายุเท่ากับมาโหมแรง ราดน้ำมันใส่กองไฟ ฉะนั้น เมื่อผมได้ยินเพื่อนขี้เมาพูดแนะนำก็เกิดมีจิตใจดุเดือดเหมือนไฟ จี้จุดแผลทั้งเจ็บทั้งร้อนขึ้นมา แต่เมื่อได้ยินพวกเพื่อนๆ พูดเข้าหลักมีเหตุผลเหมือนเอาน้ำเย็นมาดับ
 
ผมกลับได้สติขึ้นมา นึกถึงเรื่อง “ความสงสาร” ที่เคยอ่าน ผมจึงตั้งจิตให้ความสงสารแผ่เมตตาแก่คนที่รุกล้ำที่ดิน ซึ่งผมยังไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อน จะเป็นใครก็ช่างเมื่อเขาได้มามีความพัวพันในชีวิตนำความเดือดร้อนมาสู่ผมแล้ว ผมก็ควรระงับใจให้ปกติ โดยไม่โกรธตอบ ใช้การแผ่เมตตาให้ความสงสาร จิตใจก็หมดความฟุ้งซ่านกังวล ความโกรธความเจ็บแค้นก็ค่อยๆ หายไป
 
ผมก็เริ่มต้นทำตามคำแนะนำของเพื่อนๆ ผมรีบจัดการสืบหาเจ้าของที่ดินไร่ข้างเคียงกับไร่ของผมอย่างเงียบๆ ไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง การสืบหาทางหอทะเบียนจังหวัดเพื่อรู้ที่ดินใกล้เคียงไม่ยากนัก ที่สุดผมก็รู้ว่าเจ้าของที่ดินรายนี้บ้านอยู่ในจังหวัดพระนคร เช่นเดียวกับผม และยังทราบว่าเจ้าของที่ดินไม่เคยเดินทางไปที่ไร่เช่นเดียวกัน ผมจึงนึกแน่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายดีครั้งนี้ เจ้าของที่ดินคงจะไม่รู้ไม่เห็นเป็นใจด้วย เพราะผมได้ทราบว่าเจ้าของไร่ที่ดินรายนี้ เป็นผู้ที่มีคนรักใคร่นับถือว่า เป็นคนที่มีจิตใจเที่ยงธรรม เป็นคนใจบุญ เคยสร้างบุญกุศลมากมาย
 
นึกเสียใจว่าผมควรจะไปทำความรู้จักไว้ก่อน ก็คงไม่มีเรี่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นแน่ เมื่อทราบที่อยู่ของท่านเจ้าของที่ดินที่ทำไร่ ซึ่งผมได้รับรู้แล้วผมก็ตรงเข้าไปหา ซึ่งท่านผู้นั้นก็อยู่ในกรุงเทพฯ ครั้งแรกท่านให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดี เพราะยังไม่รู้ว่าผมเป็นใครมาหาและมีธุระด้วยเรื่องอะไร
 
แต่พอรู้เรื่องว่าผมเป็นเจ้าของที่ดิน มีไร่เขตติดต่อกับที่ดินของท่านเท่านั้น ก็เปลี่ยนสีหน้าบึ้งตึง แสดงกิริยารังเกียจว่าไม่เป็นมิตร ทำท่าโกรธขึ้นมาทันที จะลุกหนีไปให้พ้น พลางพูดอย่างโกรธไม่มีหางเสียงว่า
 
“คุณรุกล้ำที่ดินผมตัดต้นไม้ของผมยังไม่พอใจอีกหรือ จะเอาอะไรกับผมอีกล่ะ ผมไม่มีเวลาจะพูดกับคุณอีก”
 
เมื่อได้ยินคำพูดผมก็ชะงัก นึกว่าคำพูดเหล่านี้ควรจะเป็นผมพูดแต่ผมก็ไม่มีเวลาคิด ได้แต่ขอร้องให้ท่านอดทนฟังผมให้ความแจ่มแจ้งเสียก่อนให้สมกับผมได้อุตส่าห์สืบหามาจนพบบ้าน ผมนึกว่าเราคงมีอะไรเข้าใจผิดกันขึ้นเป็นแน่ ผมหรือคุณที่รุกล้ำที่ดินกันแน่ เมื่อมีสิ่งใดผิดถูกจะได้ปรับความเข้าใจให้เรียบร้อยโดยสันติ
 
เพราะต่อไปเราก็จะได้เป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกัน หากที่ดินของท่านรุกล้ำมาในที่ดินของผมจริงเท่าใดผมยินดีคืนให้ ขอเพียงให้ผมได้รับความยุติธรรม ให้ได้รับความสงบสุขในบั้นปลายของชีวิต ที่ผมต้องหนีความแออัดของเมืองที่มีทั้งคนดีและคนชั่ว และผมไม่ถือว่าที่ดินและพืชไร่เป็นสมบัติอะไรแน่นอน คิดว่าเป็นเพียงที่พักอาศัยเมื่อเวลามีชีวิตอยู่ ผมมีอายุมามากแล้ว ความตายก็ใกล้เข้ามา ตายไปจะเอาที่ดินติดตัวไปไม่ได้
 
แล้วจะยึดถือเป็นสมบัติอะไรจริงจัง
 
ท่านผู้นั้นนั่งนิ่งอย่างเสียไม่ได้ ฟังผมพูดกิริยาท่าทางสงบขึ้น ความโกรธ ความรังเกียจก็ค่อยน้อยลง ผมจึงเริ่มเรื่องการบุกรุกที่ดินตามที่ผู้จัดการไร่ของผมได้รายงานส่งข่าวมาตลอด จนครั้งหลังได้ทราบว่าตัดพืชและทำลายไม้ยืนต้นเสียหาย
 
ท่านผู้นั้นฟังผมเล่าแล้วก็ตะลึงอ้าปากค้าง เหมือนถูกผีหลอกกลางวัน เพราะท่านรู้สึกว่าฝ่ายผมต่างหากที่รุกล้ำที่ดินและตัดต้นไม้ เมื่อรู้เรื่องกันดีแล้ว ความบึ้งตึงท่าทางแสดงความรังเกียจในตัวผมก็หายหมดสิ้นไป เพราะเราเข้าใจกันดีแล้ว มัวหลงโกรธกันทั้งสองฝ่าย เพราะเข้าใจผิด
 
ท่านผู้นั้นเล่าว่าเมื่อท่านได้รับรายงานจากผู้จัดการไร่ก็หลงโกรธเจ็บใจจนนอนไม่หลับ คิดว่าจะจัดการอ้ายคนที่รุกล้ำที่ดินของท่านอย่างหมิ่นเกียรติ แม้จะฉิบหายขายตนก็ยอมทุ่มเท ตลอดจนทำลายชีวิตผม ท่านก็บอกว่าทำได้เพราะโกรธ
 
ความจริงท่านเจ้าของที่ดินติดต่อกับเขตของผมนั้น เป็นคนมีนิสัยดี มีศีลธรรม แต่ความโกรธความแค้นความเจ็บใจ ถ้าได้ไปตั้งอยู่ในตัวผู้ใดแล้วก็อาจทำลายได้ทุกสิ่งเพราะขาดสติ เมื่อเราได้ติดต่อรู้เรื่องกันดีแล้ว เราก็ปิดเป็นความลับได้พยายามส่งคนที่ไว้ใจได้ทั้งสองฝ่ายออกไปสืบลับๆ ทั้งส่งให้คนงานเข้ามาช่วยทำงานในบ้านกรุงเทพฯ แล้วก็สอบสวนครั้งละคน เราก็ได้ความว่า
 
ผู้จัดการดูแลไร่ซึ่งเราได้จัดส่งไปจากกรุงเทพฯ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย สำหรับของท่านผู้นั้นก็เป็นหลานห่างๆ ของภรรยา ส่วนทางผมก็เป็นญาติเกี่ยวทางคุณแม่ ทั้งสองเกิดไปขัดใจกันขึ้น เพราะต่างก็อยู่ในวัยหนุ่ม ไปชอบพอรักใคร่กับหญิงงามบ้านป่าคนเดียวกัน จึงต่างก็ไปอวดมั่งมีเป็นเศรษฐีกับผู้หญิง
 
ต่างก็ชิงดีชิงเด่น ทำให้ก่อเป็นศัตรูกันขึ้นมา ต่างก็คอยทำลายพืชผลซึ่งกันและกัน เราต่างก็ทราบแน่ชัดว่าเป็นการทำของคนโง่ๆ ที่อวดฉลาด ไม่นึกว่าวันหนึ่งข้างหน้าเจ้าของทั้งสองฝ่ายคงจะมีผู้รู้ความจริง ตลอดหญิงที่ตนรักที่ตนอวดไว้รู้ความจริงแล้ว เรื่องจะลงเอยกันด้วยความเศร้าและความอับอาย เพราะไม่มีความจริงดังอวดอ้าง
 
เราต่างก็เรียกผู้จัดการดูแลไร่ ผู้อวดกับหญิงว่า เป็นเจ้าของไร่ให้กลับกรุงเทพฯ แล้วสอบสวนก็รับสารภาพว่า เท่าที่เรารับรู้มาเป็นความจริงทุกอย่างและต่างก็สำนึกความผิดของตน เราจึงได้ส่งผู้ที่ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ไปแทน ด้วยเรื่องมันก็ยุติลงโดยดีอย่างนี้แหละครับ แต่ผมก็ดีใจมาก เพราะเมื่อเราไปอยู่ไร่ เราก็ได้เพื่อนบ้านที่ดี สิ่งสำคัญก็คือเรามีหัวอกอันเดียวกันเพราะเราต่างก็อยากจะหนีความจอแจวุ่นวายอัดแอในเมืองหลวงไปอยู่ตามดงตามป่า หาความสงบในบั้นปลายของชีวิตเช่นเดียวกัน
 
เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้มีอารมณ์ร้อนแรง หูเบา เชื่อคนง่าย ตื่นตูม ขาดสติ มีความประมาทจะเป็นทางนำตัวเองไปสู่ความย่อยยับ หากใช้เหตุผลข่มจิตให้สงบ แล้วใช้สติปัญญาหาความจริงจากต้นเหตุ เมื่อรู้แล้วเราก็สามารถแก้ความร้ายให้กลายเป็นดีได้
 
 
 
>>>>> จบ >>>>>
 
 
       Thank you…       ^ _ ^                                                                                                                                      
Best regard,
Kanyanat Wetsrichana
E-mail :
Kanyanat@Kao.th.com 
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s