สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก


          สมเด็จ
พระมหิตลาธิเศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๖๙
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี

          สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๔

 

ทรงบรรพชาสามเณร

          สมเด็จฯ
พระบรมราชชนก ทรงบรรพชาสามเณร เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ถึงวันที่ ๑๓
ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะทรงผนวชเป็นสามเณรประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
พระองค์ทรงสนพระทัยศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี

ทรงศึกษา ณ ยุโรปประเทศ

          ภาย
หลังทรงลาผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ
ทรงเข้าเรียนแฮโรว์ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เพื่อทรงศึกษาวิชาเบื้องต้น

          ต่อ
มาทรงศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมนายร้อยที่ประเทศเยอรมนี
และทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกจนสำเร็จ
และหลังจากนั้นได้ทรงศึกษาด้านทหารเรือ
และทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารเรือ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔
และทรงรับราชการอยู่ในกองทัพเรือ
เยอรมนี

 

ทรงรับราชการกระทรวงทหารเรือ

          ใน
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้น สมเด็จ ฯ พระบรมราชชนก
จึงเสด็จจากประเทศเยอรมนีกลับประเทศสยาม (ประเทศไทย)
และทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรืออยู่ระยะหนึ่ง

 

ทรงสนพระทัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข

          สมเด็จฯ
พระบรมราชชนก ทรงมีพระเมตตาต่อปวงประชาราษฎร์อย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อเสด็จโรงพยาบาลศิริราช ทอดพระเนตรเห็นความขาดแคลนของโรงพยาบาลศิริราช
ความทุกข์ยากของราษฎรเมื่อป่วยไข้ สถานที่ในโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล
และเครื่องมือไม่เพียงพอ ทรงสลดพระทัยเมื่อเห็นภาพเหล่านั้น
พระองค์จึงตัดสินพระทัยลาออกจากกองทัพเรือ
เสด็จประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขจนสำเร็จแพทย
ศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง และได้เสด็จนิวัตเมืองไทย

 

ทรงอภิเษกสมรส

 

          สมเด็จ
ฯ พระบรมราชชนก ได้อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินราบรมราชชนนี
(พระนามเดิม สังวาล ตะละภัฏ) ในวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๓
โดยรับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระธิดาและพระโอรสทั้งสิ้น ๓ พระองค์ คือ

            ๑. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

            ๒. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

            ๓. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

พระกรณียกิจด้านการแพทย์

          สมเด็จฯ
พระบรมราชชนก ทรงสนพระทัยในการปรับปรุงการศึกษาแพทย์ การศึกษาพยาบาล
การปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช การสาธารณสุข
และทรงพัฒนารากฐานระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทย

 

ด้านการทหาร

          ทรงพัฒนากองทัพเรือ เช่น เรือตอร์ปิโด เรือดำน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษาด้านการประมง และด้านอื่น ๆ อีกมาก

          สมเด็จฯ
พระบรมราชชนก ทรงเป็นชาวพุทธตัวอย่างที่ดี สมควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
ในขณะที่ทรงพระเยาว์ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่งดงาม ทรงนำหลักธรรมมงคลชีวิต  ๓๘
ประการ มาปฏิบัติพระองค์ได้อย่างเหมาะสม เช่น
ทรงเคารพเชื่อฟังพระบรมราชชนก (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
และพระบรมราชชนนี (สมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี) เป็นอย่างยิ่ง
ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อทรงพระเยาว์
ทรงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้วยความอ่อนน้อมเคารพครูอาจารย์โดยไม่ถือพระองค์

          สมเด็จฯ
พระบรมราชชนก
ทรงมีพระราชจริยาวัตรอันงดงามในฐานะแพทย์ที่มีน้ำพระทัยเปี่ยมล้นด้วยพระ
เมตตาต่อประชาชน พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของราษฎรที่เจ็บป่วย
พระองค์จึงตัดสินพระทัยลาออกจากการเป็นทหารเรือและเสด็จกลับไปศึกษาที่สหรัฐ
อเมริกา โดยศึกษาวิชาแพทย์ และสาธารณสุขจนสำเร็จ
ทรงเสด็จกลับมาปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาประชาชนผู้เจ็บป่วยและทรงแก้ไขพัฒนา
โรงพยาบาลศิริราชให้เป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัยและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่าง
ไม่เห็นแก่พระองค์เอง พระเมตตาของสมเด็จฯพระบรมราชชนก
สอดคล้องกับพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

 

          จะ
เห็นได้ว่า ตลอดพระชนม์ชีพสมเด็จฯพระบรมราชชนก
ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชน
ซึ่งถือได้ว่าสมเด็จฯพระบรมราชชนก ทรงเป็นชาวพุทธตัวอย่างที่ดีงาม
สำนึกในพระกรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนก
เป็นล้นพ้นในฐานะที่ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์
การสาธารณสุข การพยาบาล การทันตแพทย์ การประมง การทัพเรือ
และการสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

          พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่าพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย และ พระบิดาแห่งการสังคมสงเคราะห์ของไทย
สมควรที่ประชาชนชาวไทยจะได้สนองพระกรุณาธิคุณ
ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนเป็นประชาชนที่ดี
น้อมนำพระราชจริยาวัตรเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นชาวพุทธที่ดีตลอดไป

 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พระราชประวัติ

          สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีศักดิ์กำเนิดเป็น สามัญชน
ทรงมีพระนามเดิมว่า นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ พระราชสมภพในวันอาทิตย์ที่ ๒๑
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ที่จังหวัดนนทบุรี เป็นบุตรีองค์ที่ ๓
ในพระชนกชูและพระชนนีคำ

          ต่อมาครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ในละแวกวัดอนงคาราม
แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร (เดิมคือจังหวัดธนบุรี)
หลังจากทรงกำพร้าพระชนกตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และกำพร้าพระชนนีเมื่อ ๙ พรรษา
พระญาติได้นำขึ้นถวายตัวเป็นข้าหลวงรุ่นเด็กของสมเด็จเจ้าฟ้าวลัยอลงกรณ์
พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดมา

ทรงศึกษา

          เมื่อ
ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ได้ทรงศึกษาที่โรงเรียนวัดอนงคาราม ในแผนกเด็กนักเรียนหญิง
ต่อมาทรงได้ย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนศึกษานารีและโรงเรียนสตรีวิทยา ตามลำดับ

          เมื่อ
ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสตรีวิทยาแล้ว
ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช
จนครบหลักสูตร ๓ ปี สามารถประกอบอาชีพได้
การที่ทรงเลือกอาชีพนี้ก็เพราะทรงมีพระเมตตาต่อบุคคลทั่วไป

 

          การ
ที่ทรงศึกษาตามเส้นทางอาชีพสายนี้
เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพระชนม์ชีพ
ซึ่งคงจะเป็นพระราชบุพเพสันนิวาสบันดาลก็เป็นได้
เพราะต่อมาสมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี
ได้พระราชทานทุนเล่าเรียนเพื่อคัดเลือกพยาบาลส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐ
อเมริกา ตามพระประสงค์ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์
(พระยศในขณะนั้น) ที่ทรงส่งเสริมด้านการแพทย์ และพยาบาล
ในขณะนั้นพระองค์กำลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

          ใน
การนี้อธิบดีกรมสารธารณสุขได้คัดเลือกนางสาวสังวาลเป็นนักเรียนทุนของสมเด็จ
พระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี
โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์
จึงทรงเป็นผู้ดูแลนักเรียนทุนไปโดยปริยาย
ประกอบกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ทรงมีพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามจนกลายเป็นที่สนิทเสน่หาในเวลาต่อมา

 

ทรงอภิเษกสมรส

          ใน
เวลาต่อมา ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรส
ตามกฎมณเฑียรบาลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
และเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสที่วังสระประทุม เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๓

          พระนามที่เรียกขานในเวลานั้น คือ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา
เมื่ออภิเษกสมรสแล้ว
ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระธิดา และพระโอรสรวม ๓ พระองค์

          เมื่อ
ทรงศึกษาต่อจนสำเร็จแล้ว
ทั้งสองพระองค์เสด็จนิวัติพระนครเพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการทรงงาน
ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข สมเด็จฯ พระบรมราชชนก
ทรงเป็นนายแพทย์ที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะทรงงานด้านการแพทย์
พระองค์จึงทรงงานด้วยพระวิริยะอุตสาหะ
และทรงเสียสละเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ทนทุกขเวทนาด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
จนกระทั่งพระสุขภาพพลานามัยทรุดโทรมลง และทรงประชวรหนักจนสิ้นพระชนม์
เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒

 

          ขณะ
นั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษาเท่านั้น
จึงต้องทรงรับพระราชภาระเลี้ยงดูพระธิดาและพระโอรส ซึ่งมีพระชนมายุ ๖
พรรษา ๔ พรรษา และ ๒ พรรษา ตามลำดับ

          นับแต่วาระนั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีต้องทรงเป็นทั้งพระชนกและพระชนนีของพระโอรสและพระธิดาทั้ง ๓ พระองค์

 

 

พระราชภาระเพื่อประเทศชาติ

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ รัฐสภาจึงมี
มติอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล
เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘
ซึ่งต่อมาคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้สถาปนาหม่อมศรีสังวาลย์ เป็น
สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์

          ครอบ
ครัวมหิดลทุกพระองค์ทรงประทับอยู่ที่ เมืองโลซานน์
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อศึกษาต่อ
การถวายอภิบาลพระมหากษัตริย์จึงเป็นพระราชภาระของสมเด็จพระศรีนครินทราบรม
ราชชนนีแต่เพียงพระองค์เดียว ณ ต่างประเทศอันห่างไกลปราศจากข้าราชการบริพาร

          ใน
ช่วงหนึ่งยังต้องทรงเผชิญกับวิกฤตการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒
ซึ่งมีภัยอันตรายที่น่าสะพรึงกลัวจากมหาสงคราม
แต่ทรงสามารถรักษาพระเกียรติยศดำรงพระองค์
และอภิบาลรักษาพระธิดาและพระโอรสมาได้อย่างน่าสรรเสริญยากจะหาผู้ใดเสมอ
เหมือน

 

พระมารดาผู้อภิบาล  ๒ กษัตริย์ไทย

          สมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นสตรีที่มีดวงจิตเปี่ยมด้วยกุศล
ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงสั่งสอนอบรมพระธิดาและพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์
ให้เปี่ยมด้วยคุณธรรมความดีหลายประการที่ปรากฏอยู่ในทศพิธราชธรรม
ทรงสอนให้รู้จักทำงาน การบริจาค การเสียสละ
และการไม่เบียดเบียนรังแกผู้อื่น
เพื่อเตรียมพระองค์ให้พร้อมสำหรับการเป็นพระมหากษัตริย์
จึงจำเป็นต้องมีหลักการและวิธีการซึ่งไม่แตกต่างจากการอบรมเยาวชนให้เติบโต
เป็นผู้ใหญ่ที่ดีนั่นเอง

          สมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ทรงสามารถอบรมพระโอรสทั้งสองพระองค์ให้ทรงมีพระราชอุปนิสัยที่ดีงาม
อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาให้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมในภายภาคหน้า

          ใน
พ.ศ. ๒๔๘๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
เสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาและพระราชชนนี
ด้วยพระชนมายุ ๒๐ พรรษา
ทรงบรรลุนิติภาวะที่จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง

 

          แต่
ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เรื่องร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องพระแสง (ปืน) สวรรคต
ซึ่งได้นำความเศร้าโศกมาสู่ชาวไทยอย่างใหญ่หลวง
แต่ผู้ใดเล่าจะทุกข์หนักไปกว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

          และ
ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙
วันเดียวกันนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์เมื่อชนมายุเพียง ๑๘ พรรษาเท่านั้น

 

          สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงต้องรับพระราชภารกิจ  และ
ถวายอภิบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาล
ที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี
ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่ดีงามเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนบูชาของเหล่าพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

พระราชภาระเพื่อประชาชน

          ตลอด
พระชนม์ชีพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
พระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรต่างจังหวัดในหมู่บ้านถิ่น
ทุรกันดารโดยทรงพบเห็นความทุกข์ยากของราษฎรผู้อยู่ห่างไกลความเจริญ
ปัญหาการขาดแคลนโรงเรียน ปัญหาด้านการอนามัย ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาล

          พระองค์โปรดให้คณะแพทย์ในขบวนเสด็จออกรักษาประชาชนที่เจ็บไข้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือมูลนิธิ พอ.สว. ด้วยพระองค์ทรงตระหนักว่าราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารไม่มีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลตามแผนปัจจุบันที่ถูกต้อง

 

          พระองค์ทรงอนุรักษ์สภาพป่าเลื่อมใสโทรมโดยทรงจัดตั้ง โครงการพัฒนาดอยตุง
เพื่อพัฒนาพื้นที่ดอยตุงในเขตอำเภอแม่จัน อำเภอแม่ฟ้าหลวงและ อำเภอแม่สาย
จังหวัดเชียงราย
โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าให้กลับสมบูรณ์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง
เหมาะสม ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาและชาวพื้นที่ราบที่ยังยากจน

          นอก
จากนี้พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างโรงเรียนถึง ๙๙
แห่ง และได้รับเงินจากพระสหายชาวต่างชาติจัดสร้างโรงเรียนเพิ่มขึ้น
และทรงเสด็จเปิดโรงเรียนด้วยพระองค์เอง

          พระองค์
ทรงอุทิศพระวรกายให้กับวงการแพทย์
การศึกษาของประชาชนตามชนบทที่อยู่ตามถิ่นทุรกันดารจนเป็นที่รักเคารพบูชาของ
ประชาชนทั้งประเทศ จนกระทั่งเรียกพระองค์ว่า
แม่ฟ้าหลวง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s