คำอธิษฐานของอาจารย์ สุชีพ บุญญานุภาพ

รางวัลที่ ๑
อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ

                           

สมาคมพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง
ประกาศชักชวนประชาชนทั่วไปให้ส่งข้อเขียนเรื่อง

"ถ้าข้าพเจ้าจะเปิดเผยความปรารถนา หรือคำอธิษฐาน"

ไปที่สมาคมฉบับของใครดีที่สุดจะได้รับรางวัล

แต่รางวัลนั้นก็แปลกอยู่
คือแทนที่จะเป็นเงินเป็นทองหรือของที่ระลึก
กลับเป็นว่าข้อเขียนของผู้นั้นจะได้รับการพิจารณาจัดพิมพ์
ในวารสารของสมาคมที่ออกเป็นประจำนั้นส่วนหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งจะจัดพิมพ์เป็นใบปลิว
หรือจุลสารสำหรับแจกแก่ประชาชน

เพราะฉะนั้นรางวัลดังกล่าวนี้
ก็คือการได้มีส่วนช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์แก่คนทั่วไป
ซึ่งทางสมาคมถือว่าสูงกว่าการได้เงินทองหรือสิ่งของ

ข้อกำหนดนั้นมีว่า
ถ้าท่านจะตั้งความปรารถนาใดๆ หรืออธิษฐานจิตเพื่ออะไร
ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน และถ้าท่านจะเปิดเผยความปรารถนา
หรือคำอธิษฐานนั้นให้คนอื่นได้ทราบบ้างก็ขอให้เขียนมาเป็นข้อๆ
ไม่เกิน ๑๐ ข้อ และจะอธิบายเหตุผลประกอบความปรารถนาแต่ละข้อ
หรืออธิบายคลุมทั้งหมดก็ได้
แต่คำอธิบายทั้งหมดนั้นจะต้องไม่ยาวเกิน ๑ หน้ากระดาษ

คนที่ได้ทราบประกาศนี้พากันสนใจ
ที่เห็นว่าเป็นการประกวดไม่ซ้ำแบบใคร
และมีทีท่าว่า เป็นคำสอนไปในตัวของสมาคมพระพุทธศาสนาแห่งนั้น

ตั้งแต่เริ่มประกาศให้ประชาชนรู้ คือเป็นคำสอนแบบให้คิดเอาเอง
ใครคิดเป็นก็ได้รับคำสอนมากใครคิดไม่เป็นหรือคิดไม่ออก
ประกาศนั้นก็ไม่เห็นพิษเป็นภัยอะไร
แต่กลับให้สติที่จะช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ
โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนด้วยซ้ำ

กรรมการสมาคมปรึกษากันว่า
ผู้ส่งข้อความเข้าประกวดถ้ามีถึง ๑๐ คน ก็นับว่าน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว
แต่กลับปรากฏว่า มีผู้ส่งข้อความเข้าประกวดอย่างมากมายเกินที่คาดคิดไว้

คณะกรรมการของสมาคมต้องตรวจข้อเขียนที่ส่งมาประกวดนั้นอย่างเคร่งเครียด
ในจำนวนข้อเขียนหลายร้อยฉบับ

มีอยู่ฉบับหนึ่งที่เขียนส่งมาเฉพาะคำแสดงความปรารถนาหรือคำอธิษฐาน
รวม ๑๐ ข้อ ไม่มีคำอธิบายประกอบ
ในการนี้ผู้ส่งมากล่าวว่า เห็นว่าคำอธิษฐานเหล่านี้ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องเขียนอธิบายเพิ่มเติมอีก
เว้นไว้แต่ตอนท้ายคำอธิษฐานได้กล่าวสรุปไว้เพื่อให้เห็นว่า
ตัวผู้เขียนยังไม่ดีพอ จึงต้องมีหลักไว้เตือนตัวเอง
และที่แปลกก็คือเป็นคำอธิษฐานเพี่อคุณธรรมมากกว่าการขอทรัพย์สมบัติใดๆ

คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ตัดสินให้ข้อเขียนของผู้นั้นได้รางวัลที่ ๑
แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้นั้นเป็นใคร เพราะมิได้ให้ชื่อและที่อยู่กำกับไว้ด้วย

ข้อเขียนที่แสดงถึงความปรารถนาหรือคำอธิษฐาน ๑๐ ประการนั้นมีดังต่อไปนี้

๑. ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนคิดจะได้ดีอะไรอย่างลอยๆ นั่งนอนคอยแต่โชควาสนา
โดยไม่ลงมือทำความดีหรือไม่เพียรพยายามสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตน
ถ้าข้าพเจ้าจะได้ดีอะไร ก็ขอให้ได้เพราะได้ทำความดีอย่างสมเหตุสมผลเถิด

๒. ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนลืมตน
ดูหมิ่นเหยียดหยามใครๆ ซึ่งอาจด้อยกว่าในทางตำแหน่ง
ฐานะการเงินหรือในทางวิชาความรู้

ขอให้ข้าพเจ้ามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นให้เกียรติแก่เขาตามความเหมาะสม
ในการติดต่อเกี่ยวข้องกันเถิด
อย่าแสดงอาการข่มขู่เยาะเย้ยใครๆ ด้วยประการใดๆ เลย
จะติดต่อเกี่ยวข้องกับใครๆ ก็ขอให้มีความอ่อนโยนนุ่มนวล สุภาพเรียบร้อยเถิด

๓. ถ้าใครพลาดพลั้งลงในการครองชีวิต
หรือต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อน เพราะเหตุใดๆ ก็ตาม
ขออย่าให้ข้าพเจ้าเหยียบย่ำซ้ำเติมคนเหล่านั้น
แต่จงมีความกรุณาหาทางช่วยให้เขาลุกขึ้น
ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ร้อนให้แก่เขาเท่าที่จะสามารถทำได้

๔. ใครก็ตามถ้ามีความรู้ความสามารถขึ้นมาเท่าเทียม
หรือเกือบเท่าเทียมข้าพเจ้าก็ดี มีความรู้ความสามารถ
หรือมีผลงานอันปรากฏดีเด่นสูงส่งอย่างน่านิยมยกย่องยิ่งกว่าข้าพเจ้าก็ดี
ขออย่าให้ข้าพเจ้ารู้สึกริษยา หรือกังวลใจในความเจริญของผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย

ขอให้ข้าพเจ้าพลอยยินดีในความดี
ความรู้ความสามารถของบุคคลเหล่านั้นด้วยความจริงใจ
ช่วยส่งเสริมสนับสนุนและให้กำลังใจแก่คนเหล่านั้น
อันเข้าลักษณะการมีมุทิตาจิตในพระพุทธศาสนา
ซึ่งตรงกันข้ามกับความริษยา

ขออย่าให้เป็นอย่างบางคน
ที่เกรงนักหนาว่าคนอื่นจะดีเท่าเทียมหรือดียิ่งกว่าตน
คอยหาทางพูดจาติเตียน
ใส่ไคล้ให้คนทั้งหลายเห็นว่าผู้นั้นยังบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้
ขอให้ข้าพเจ้ามีน้ำใจสะอาด
พูดส่งเสริมยกย่องผู้อื่นที่ควรยกย่องเถิด

๕. ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีน้ำใจเข้มแข็งอดทน
อย่าเป็นคนขี้บ่น ในเมื่อมีความยากลำบากอะไรเกิดขึ้น
ขอให้มีกำลังใจต่อสู้กับความยากลำบากนั้นๆ
โดยไม่ต้องอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย
ขออย่าเป็นคนอ่อนแอเหลียวหาที่พึ่งเพราะไม่รู้จักทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเลย
ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนชอบได้อภิสิทธิ์ คือสิทธิเหนืออื่น
เช่นไปตรวจที่โรงพยาบาล ก็ขอให้พอใจนั่งคอยตามลำดับ
อย่าวุ่นวายจะเข้าตรวจก่อน ทั้งที่ตน

ไปถึงทีหลังเลย ในการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกใดๆ
ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดหาวิธีลัดหรือวิธีทุจริตใดๆ
รวมทั้งขออย่าได้วิ่งเต้นเข้าหาคนนั้นคนนี้
เพื่อให้เขาช่วยให้ได้ผลดีกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าอาจมีคะแนนสู้คนอื่นไม่ได้เถิด

๖. ถ้าข้าพเจ้าทำงานในที่ใด
ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดเอาเปรียบหรือคิดเอาแต่ได้ในทางส่วนตัว

เช่น เถลไถลไม่ทำงาน รีบเลิกงานก่อนกำหนดเวลา
ขอจงมีความขยันหมั่นเพียร
พอใจในการทำงานให้ได้ผลดี ด้วยความตั้งใจ และเต็มใจ
เสมือนหนึ่งทำงานให้แก่ตนเอง เพื่อประโยชน์ของตนเองฉะนั้นเถิด

อันเนื่องมาแต่ความไม่คิดเอาเปรียบในข้อนี้
ถ้าข้าพเจ้าเผอิญก้ำเกินข้าวของของที่ทำงานไปในทางส่วนตัวได้บ้าง
เช่น กระดาษ ซอง หรือเครื่องใช้ใดๆ

ขอให้ข้าพเจ้าระลึกอยู่เสมอว่าเป็นหนี้อยู่ และพยายามใช้หนี้คืนด้วยการซื้อใช้
หรือทำงานให้มากกว่าที่กำหนด เพื่อเป็นการชดเชยความก้ำเกินนั้น
ข้อนี้รวมทั้ง ขอให้ข้าพเจ้าจงอย่าเอาเปรียบชาติบ้านเมือง
เช่นในเรื่องการเสียภาษีอากร

ถ้ารู้อยู่ว่ายังเสียน้อยไปกว่าที่ควรหรือที่กฎหมายกำหนดไว้
ขอให้ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่จะชดใช้แก่ชาติบ้านเมืองอยู่เสมอ
เมื่อมีโอกาสตอบแทนได้เมื่อไร ขอให้รีบตอบแทนโดยทันที

เช่น ในรูปของการบริจาคบำรุงโรงพยาบาล บำรุงการศึกษา
หรือบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อื่นๆ
แบบบริจาคให้มากกว่าที่รู้สึกว่ายังเป็นหนี้ชาติบ้านเมืองอยู่เสมอ

และในข้อนี้ขอให้ข้าพเจ้าปฏิบัติแม้ต่อเอกชนใดๆ
ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดเอาเปรียบหรือโกงใครเลยแม้แต่น้อย
แม้จะซื้อของ ถ้าเขาทอนเงินเกินมา ก็ขอให้ข้าพเจ้ายินดีคืนให้เขากลับไปเถิด
อย่ายินดีว่ามีลาภ เพราะเขาทอนเงินเกินมาให้เลย

๗. ขออย่าให้ข้าพเจ้ามักใหญ่ใฝ่สูง
อยากมีหน้ามีตา อยากมีอำนาจ อยากเป็นใหญ่เป็นโต
ขอให้ข้าพเจ้าใฝ่สงบ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ
ไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องการแข่งดีกับใครๆ

ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าพอจะเดาได้ว่าความมักใหญ่ใฝ่สูง
ความอยากมีหน้ามีตา ความอยากมีอำนาจ และอยากเป็นใหญ่เป็นโตนั้น
มันเผาให้เร่าร้อน ยิ่งต้องแข่งดีกับใครๆ ด้วย ก็ยิ่งทำให้เกิดความคิดริษยา
คิดให้ร้ายคู่แข่งขัน ถ้าอยู่อย่างใฝ่สงบ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ก็จะเย็นอกเย็นใจ
ไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากถอนใจ เพราะเกรงคู่แข่งจะชนะ
ไม่ต้องทอดถอนใจเพราะไม่สมหวัง

ขอให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจซาบซึ้งในพระพุทธภาษิตที่ว่า

"ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์
ละความชนะความแพ้เสียได้ ย่อมอยู่เป็นสุข"

ดังนี้เถิด แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า

เมื่อใฝ่สงบแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องอยู่อย่างเกียจคร้าน
ไม่สร้างความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม
ข้าพเจ้าทราบดีว่าพระพุทธศาสนามิได้สอนให้คนเกียจคร้านงอมืองอเท้า

แต่สอนให้มีความบากบั่นก้าวหน้าในทางที่ดี
ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม
และความบากบั่นก้าวหน้าดังกล่าวนั้น
ไม่จำเป็นต้องผูกพันอยู่กับความทะยานอยากหรือความมักใหญ่ใฝ่สูงใดๆ
คงทำงานไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ผลดีก็จะเกิดตามมาเอง

๘. ขอให้ข้าพเจ้าหมั่นปลูกฝังความรู้สึกมีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น
และมีกรุณาคิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
ซึ่งพระพุทธเจ้าแนะนำให้ปูพื้นจิตใจด้วยเมตตากรุณา ดังกล่าวนี้อยู่เสมอ

จนกระทั่งไม่รู้สึกว่ามีใครเป็นศัตรูที่จะต้องคิดกำจัดตัดรอนเขาให้ถึงความพินาศ
ใครไม่ดีใครทำชั่วทำผิดให้เขาคิดได้ กลับตัวได้เสียเถิด อย่าทำผิดทำชั่วอีกเลย

ถ้ายังขืนทำต่อไป ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
เขาจะต้องรับผลแห่งกรรมชั่วของเขาเอง

เราไม่ต้องคิดแช่งชักให้เขาพินาศ
เขาก็จะต้องถึงความพินาศของเขาอยู่แล้ว
จะต้องแช่งให้ใจเราเดือดร้อนทำไม

ขอให้ความเมตตาคิดจะเป็นสุข และกรุณาคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์
ซึ่งข้าพเจ้าปลูกฝังขึ้นในจิตนั้น จงอย่าเป็นไปในวงแคบและวงจำกัด
ขอจงเป็นไปทั้งในมนุษย์ และสัตว์ทุกประเภท
รวมทั้ง สัตว์ดิรัจฉานด้วย

เพราะไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เหล่านั้น
ต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์ รู้จักรักตนเองปรารถนาดีต่อตนเองด้วยกันทั้งสิ้น

๙. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนโกรธง่าย
ต่างว่าจะโกรธบ้าง ก็ขอให้มีสติรู้ตัวโดยเร็วว่ากำลังโกรธ
จะได้สอนใจตัวเองให้บรรเทาความโกรธลง

หรือถ้าห้ามใจให้โกรธไม่ได้
ก็ขออย่าให้ถึงกับคิดประทุษร้ายผู้อื่น
หรือคิดอยากให้เขาถึงพินาศ ซึ่งนับเป็นมโนทุจริตเลย

ขอจงสามารถควบคุมจิตใจให้เป็นปกติได้โดยรวดเร็ว
เมื่อมีความไม่พอใจหรือความโกรธเกิดขึ้นเถิด
และเนื่องมาจากความปรารถนาข้อนี้

ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนผูกโกรธ
ให้รู้จักให้อภัยทำใจให้ปลอดโปร่งจากการผูกอาฆาตจองเวร
ขอให้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

โดยรู้จักเปรียบเทียบกับตัวข้าพเจ้าเองว่าข้าพเจ้าเองก็อาจทำผิด พูดผิด คิดผิด
หรืออาจล่วงเกินผู้อื่นได้ ทั้งโดยมีเจตนาและไม่เจตนา

ก็ถ้าข้าพเจ้าเองยังทำผิดได้
เมื่อผู้อื่นทำอะไรผิดพลาดล่วงเกินไปบ้าง ก็จงให้อภัยแก่เขาเสียเถิด
อย่าผูกใจเจ็บหรือเก็บความรู้สึกไม่พอใจนั้นมาขังอยู่ในจิตใจ ให้เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเองเลย

๑๐. ขอให้ข้าพเจ้ามีความรู้ความเข้าใจและสอนใจตัวเองได้
เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งทางโลกและทางธรรม

กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จัก
สร้างความเจริญแก่ตนในทางโลก และสอนให้ประพฤติปฏิบัติ
ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นให้มีปัญญาเข้าใจปัญหาแห่งชีวิต
เพื่อจะได้ไม่ติดไม่ยึดถือ มีจิตใจเบาสบายอันเป็นความเจริญในทางธรรม

ซึ่งรวมความแล้วสอนให้เข้ากับโลกได้ดี ไม่เป็นภัยอันตรายแก่ใครๆ
แต่กลับเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ
แต่ก็ได้สอนไปในทางธรรมให้เข้ากับธรรมได้ดี

คือให้รู้จักโลก รู้เท่าทันโลก
และขัดเกลานิสัยใจคอให้ดีขึ้นกว่าเดิม
เพื่อบรรลุความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์

ขอให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจดีทั้งทางโลกทางธรรม
และ ปฏิบัติจนให้ถูกต้องได้ทั้งสองทาง

รวมทั้งสามารถหาความสงบใจได้เอง
และสามารถแนะนำชักชวนเพื่อนร่วมชาติร่วมโลก
ให้ได้ประสบความสุขได้ตามสมควรเถิด

ความปรารถนาหรือคำอธิษฐาน รวม ๑๐ ประการของข้าพเจ้านี้
ข้าพเจ้าตั้งไว้เพื่อเป็นแนวทางเตือนใจหรือสั่งสอนตัวเอง
เพราะปรากฏว่าตัวข้าพเจ้าเองยังมีข้อบกพร่อง
ซึ่งจะต้องว่ากล่าวตักเตือน คอยตำหนิตัวเองอยู่เสมอ

ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ถ้าได้วางแนวสอนตัวเองขึ้นไว้เช่นนี้
เมื่อประพฤติผิดพลาดก็อาจระลึกได้
หรือมีหลักเตือนตนได้ง่ายกว่าการที่จะนึกว่าข้าพเจ้าดีพร้อมแล้ว
หรือเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แล้ว ซึ่งนับเป็นความประมาทหรือลืมตัวอย่างยิ่ง

อ้างอิงที่มา : รางวัลที่ ๑ เป็นเรื่องลำดับที่ ๒๙ ใน "ลีลาชีวิต" ,
หนังสือรวมเรื่องสั้นอิงหลักธรรม ๓๐ เรื่อง ของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ใน
http://www.kanlayanatam.com/sara/sara96.htm

                           

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s