“การเมือง” เงามืดของหนังไทย

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 29 มกราคม 2552 19:50 น.

 

"การเมือง" เงามืดของหนังไทย

193 วันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายทั้งทุกข์และสุข
193 วันที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม-คราบน้ำตา
193 วันที่มีทั้งเสียงปืน เสียงระเบิด เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ และเสียงดนตรี
193 วันที่จะอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนนับแสน
193 วันที่มากไปด้วยเรื่องราวข้อเท็จจริงมากมายจากการชุมนุมของพันธิมตรฯ
ที่กำลังจะถูกถ่ายทอดออกมาให้สังคมได้รับรู้บนคำถามถึงโอกาสความเป็นไปได้?

……………

บทบาทบนเวทีของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"
ที่กินระยะเวลาของการชุมนุมยาวนาน 193 วันอาจจะสิ้นสุดลงไปแล้ว
ทว่าภารกิจของพระเอกขวัญใจแม่ยกอย่าง "ตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง"
ก็หาใช่จะยุติตามไปด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่เขามีความคิดที่จะนำเอาเหตุการณ์ดังกล่าวมา
ถ่ายทอดให้สาธารณะชนได้รับรู้ ซึ่งได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย
โดยบ้างก็ด้วยอารมณ์ความรู้สึกห่วงใย ขณะที่บ้างก็ถามถึงเรื่องความเหมาะสม
และก็มีไม่น้อยทีเดียวที่มองว่าโอกาสที่เขาจะทำมันออกมากระทั่งเป็นรูปเป็น
ร่างนั้นมีมาก-น้อยเพียงใด?

โครงการที่ว่านี้อาจจะยังมีความไม่แน่นอนถึงรูปแบบลักษณะของตัวงาน
แต่เมื่อถามถึงความตั้งใจของเขาแล้วต้องบอกว่าเต็มเปี่ยม
โดยมีจำนวนคนอีกหลายร้อยพันชีวิตที่พร้อมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์
ซึ่งวัดได้จากภาพของประชาชนที่มาร่วมสมัครคัดตัวกันอย่างเนืองแน่นที่บ้าน
เจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตั้วได้บอกถึงแรงบันดาลใจของความคิดที่จะทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาว่า
เป็นเพราะเขารู้สึกว่าเป็นการต่อสู้ที่มีเรื่องราวความประทับใจมากมาย
ขณะที่หลายคนก็มีความเห็นตรงกันที่อยากให้มีการสร้างหนัเรื่องนี้ขึ้นมา
และก็น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่มีอารมณ์ครบถ้วน

"
สำหรับการคัดเลือกนักแสดงนั้น มันเป็นการสนองในเหตุผล
ว่าต้องการการตอบรับว่ามีพี่น้องต้องการมาร่วมอุดมการณ์กับเรากี่คน
ที่ผ่านมาก็ได้ประมาณ 200 คน ก็เป็นที่น่าพอใจ และจากการสัมภาษณ์
ก็ทำให้รู้ว่ามีคนอยากร่วมกับเราเยอะ และทำให้รู้มุมมองของแต่ละคน
ตรงนี้เป็นตัวกำหนดว่าจะสร้างอย่างไร
และเราก็จะมีการประชาสัมพันธ์ทางรายการจอเหลือง(ออกอากาศทุกวันเสาร์
อาทิตย์ บ่าย 2 โมง ทาง ASTV News1)
ให้คนที่ชมสามารถส่งเรื่องราวมาทางรายการได้

"พี่คิดว่าแนวคิดในการสร้างภาพยนต์เรื่องนี้มันเป็นแนวคิดใหม่
ไม่ใช่แนวคิดของนักลงทุน ส่วนเรื่องการจัดเรต
พี่ว่าการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่รุนแรง
ยกตัวอย่างที่ตำรวจทำร้ายประชาชน ถ้าสังคมมองว่าเป็นเรื่องที่รุนแรง
ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้"

ว่ากันถึงความเป็น
"หนังการเมือง"
ที่จับเอาประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ตลอดจนการต่อสู้ของภาคประชาชนที่มีต่อ
อำนาจภาครัฐฯ การเปิดโปงการทุจริตอย่างตรงไปตรงมา หรือจะเป็นไปแบบซ่อนรูป
แอบเสียดสี ล้อเลียน ประชดประชันในบ้านเราแล้ว
ห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องถือว่ามีไม่มากและก็มักจะไม่พ้นถูกดูด ตัด หั่น
ห้าม จากกองเซ็นเซอร์ซึ่งเป็นการบั่นทอนจินตนาการของคนสร้างในทางตรง
และเป็นการปิดกั้นโอกาสรับรู้ของประชาชนไปในทางอ้อม

ภาพยนตร์ที่ว่ากันว่าเป็นหนังการเมืองมากที่สุดของบ้านเราก็คือ "ทองปาน"
จากการกำกับของ ไพจง ไหลสกุล, สุรชัย จันทิมาธร และ ยุทธนา มุกดาสนิท
ว่าด้วยเรื่องราวของชาวนาผู้ยากจนในอีสาน
ที่ทั้งลูกและเมียถูกบังคับให้ต้องทิ้งที่นาซ้ำสอง ด้วยข้ออ้าง "จำยอม"
ในการสร้างเขื่อนเพื่อพัฒนา ตามนโยบายของรัฐบาล

ด้วยความที่หนังสะท้อนออกมาได้ตามจุดประสงค์ ทำให้รัฐบาลไทยในสมัยเมื่อ 30
ปีที่แล้วรับความจริงไม่ได้
ส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนังต้องห้ามไปแม้จะคว้าเอารางวัลเกีรติ
ยศ "Outstanding Film Of Southeast Asia" มาได้ก็ตาม

"จริงๆ
แล้วหนังไทยในยุคหนึ่งก็พูดถึงปัญหาสังคมเยอะครับ ไม่ว่าหนังคุณเพิ่มพูล
เชยอรุณ เพียงแต่ว่าไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่พูดถึงปัญหาการเมืองชัดเจน
เพราะต้องเข้าใจว่าการพิจารณาหรือการเซ็นเซอร์อยู่ในมือของตำรวจแล้วตำรวจ
เป็นอย่างไรเราก็พอจะนึกออก เห็นอะไรที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนก็เอาออกหมด
ตัดหมดนิดหน่อยก็ตัดหมด ก็ไม่มีใครกล้าทำ"
ผู้กำกับรุ่นใหญ่ "บัณฑิต ฤทธิ์ถกล" บอกถึงบรรยากาศการทำหนัง(ไทย) การเมือง

นอกจากอุปสรรคที่เกิดจากกลุ่มคนที่ถืออำนาจกฏหมายอยู่ในมือแล้ว
ต้องยอมรับว่าในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ผ่านมานั้นมีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย,
กลุ่มคนที่ด่า-กลุ่มคนที่ชื่นชม, กลุ่มคนที่ไม่ขอออกความเห็น
หรือแม้กระทั่งข้อมูล-ข้อเท็จจริงที่เป็นข้อขัดแย้งที่มีความแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง ซึ่งทั้งหมดต่างก็ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง
อันนำมาซึ่งคำถามที่ว่านี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่นิ่งพอที่จะนำเสนอ
ต่อสาธารณชนในแง่ใดแง่หนึ่งได้แล้วหรือ?

ที่สำคัญก็คือตลอดเวลาของการชุมนุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ในวันที่ 7
ตุลาฯ
ที่มีการสลายผู้ชุมนุมอย่างโหดร้ายกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
เป็นจำนวนมาก ดูเหมือนว่า "ผู้ร้าย" ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่นเอง

บัณฑิตได้ยกตัวอย่างของปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ในการทำ 14
ตุลาสงครามประชาชน ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
เมื่อครั้งเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอีกหลายต่อ
หลายคนว่า
แม้บ้านเราจะผ่านเลยยุคคอมมิวนิสต์อะไรมาแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ดี

" ก็มีคณะกรรมการเซ็นเซอร์คนหนึ่งเป็นคนจากสมาคมหนังสือพิมพ์ ซึ่งจริงๆ
ก็ควรจะอยู่ในฝ่ายของความถูกต้อง
บังเอิญเขาเคยอยู่หนังสือพิมพ์ดาวสยามในยุค 6 ตุลาฯ
ซึ่งเรารู้กันอยู่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น
เขาก็บอกว่าหนังเรื่องนี้เขาต้องจัดการ ประกาศเลยในที่ประชุม ผมโวยเลย
ผมก็บอกถ้ากรรมการเซ็นเซอร์หรือตัดหนังผมแม้แต่นิดเดียว
ต้องมีเหตุผลนะว่าเพราะอะไร ผิดกฎหมายข้อไหน ถ้าไม่มีผมเอาขึ้นศาลปกครอง
เป็นครั้งแรกที่คนทำหนังมาพูดถึงศาลปกครอง
ผลก็คือวันนั้นนักข่าวไปกันเต็มเลยไม่ตัดเลยสักนิด

"มันมีข้อมูลประวัติศาสตร์
แล้วกฎหมายทำหนังมันมีสองอย่างคือทำความฝ่าฝืนต่อการเป็นระเบียบของประเทศ
ฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี คุณบอกมาเลยอันไหน
ฝ่าฝืนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศ เขาไม่กล้าตัด
แต่ที่ทุเรศที่สุดคืออะไรรู้มั้ย ทีวีเซ็นเซอร์

"หนังตัวอย่างที่ไปฉายในทีวีมันก็จะมีตัวอย่างนักศึกษาถือธงเดิน
ถือรูปในหลวงเดิน มันบอกว่าถือธงไม่ได้ เห็นธงชาติไม่ได้ต้องตัดธงชาติออก
ช็อตไหนที่เห็นธงชาติไม่ได้ ดูเอาความคิดของคน
แล้วมันเปลี่ยนอะไรตรงไหนระหว่างที่เห็นธงชาติกับไม่เห็นธงชาติ"

ต่อข้อสงสัยในการเปรียบเทียบระหว่างเหตุการณ์ของ 14 ตุลา 2516
กับการชุมนุมของพันธมิตรฯ
จะมีความแตกต่างกันอย่างไรจากความจริงที่จะเป็นหนัง
และความยุ่งยากของสองเหตุการณ์
เรื่องนี้ผู้กำกับรุ่นใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า…

"
ถ้าเกิดทางคุณตั้วและทาง ASTV
ทำหนังกันเองมันจะง่ายกว่าเยอะเพราะถือว่าอยู่ในเหตุการณ์
หนังเรื่องนี้มันจะได้ข้อเท็จจริงมากกว่า
ผมอยากเห็นรายละเอียดที่ทำเป็นหนังในมุมกว้าง มุมของเหตุการณ์จริง
ส่วนเรื่องที่เป็นดราม่าของบุคคลในกลุ่มพันธมิตรคือสิ่งที่สอดแทรก
ความรู้สึกผมนะครับ คือจริงๆ ถ้าจะทำหนังเรื่องนี้ เมนจริงๆ
ของมันก็คือให้คนที่ไม่รู้ ไม่ว่าจะเสื้อแดง เสื้อชมพู
เสื้อขาวหรืออะไรก็ตามแต่ ให้รู้ว่า จริงๆ คืออะไร มันถึงจะมีประโยชน์
แล้วในหนัง
เวลาที่พูดถึงฝ่ายตรงข้ามมันพูดโดยองค์รวมว่าเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว
ส่วนตัวบุคคลที่เห็นก็ไม่ต้องระบุรายชื่อ
ก็เอาตัวละครมาให้ดูว่าไอ้นี้คือใคร ไอ้นี้คือไอ้นั้น ไอ้นั้นก็คือไอ้นี้
ให้คนคิดเอาเอง"

…………

กระจกสะท้อนสังคม

หลังใช้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์มาตั้งแต่ปี 2473 ในปีพ.ศ.2551
ประเทศไทยก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อยท่าม
กลางความหวังของคนในวงการฯ ที่ร่วมกันต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มานานหลายปี

ทว่าเมื่อมองไปยังโครงสร้างของการทำงานซึ่งส่วนใหญ่อำนาจการเซ็นเซอร์,
การจัดเรทติ้ง ยังคงวนเวียนอยู่ในมือของภาครัฐฯ
สิ่งที่หลายคนวาดฝันไว้ถึงความมีอิสระเสรีในการคิดการแสดงออกผ่านโลกแผ่น
ฟิล์มก็ค่อยๆ รางเลือนลงไป

"คือถามว่าทำยากไหม มันก็ไม่ยาก ถ้าคนทำหนังเขาได้โอกาสในการทำ"

บรรณาธิการบริหารนิตยสาร BIOSCOPE "หมู สุภาพ หริมเทพาธิป"
ให้ทัศนะของการทำหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องของอำนาจการเมืองการ
ปกครอง พร้อมบอกถึงจุดเด่นของหนังในแนวนี้ว่า
เป็นหนังที่มีพลังอยู่ในตัวและสามารถพัฒนาความคิดของคนในสังคมได้

"เนื้อหาสาระของมันมีพลังในตัวมันเอง
ความเข้มข้นของเนื้อหามันพร้อมที่จะปลุกเร้าคน ดึงคน จะดูดคน
จะชวนให้ติดตามอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านๆ มาเราไม่ได้รับโอกาส
คนทำหนังไทยไม่ได้รับโอกาสในการจะเอาเรื่องราวเหล่านี้มาพูด"

"ถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะการเซ็นเซอร์
โดยระบบการเซ็นเซอร์ที่มันเอาแน่เอานอนไม่ได้
แน่นอนคนทำธุรกิจหนังเขากลัวความเอาแน่เอานอนไม่ได้
คือถ้ามันไม่ได้ฉายมันก็เจ๊งไปเลย
เพราะถ้าถูกแบนมันก็เท่ากับไม่มีโอกาสได้รายได้กลับมาเลย"

โดยทัศนะส่วนตัวบรรณาธิการบริหารนิตยสาร BIOSCOPE
มองว่าที่ผ่านมาบ้านเราแทบจะไม่มีหนังที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ
เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
เพราะมันคือสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพลังอำนาจของประชาชนมันมีอยู่
และเมื่อคนรู้ว่ามันมีอยู่ก็ย่อมที่จะทำให้ประชาชนไม่อยู่เฉย

" เมื่อไหร่ที่เขาได้รับความอยุติธรรม
ก็จะลุกขึ้นมาเพื่อที่จะเรียกร้องหาความยุติธรรมที่เขาถูกกระทำทางการเมือง
ผมว่ามันมีความสำคัญแต่ว่าเราไม่ได้รับโอกาสนั้น
มันก็เลยทำให้สะท้อนกันไปสะท้อนกันมา เพราะว่าหนังไม่ได้ทำ
คนก็เลยรู้สึกว่าเราไม่มีอำนาจพอ
เขาก็จะไม่รู้สึกว่าการต่อสู้ทางการเมืองมันมีความสำคัญ

"แต่ถ้าเกิดเขารู้ เขาลงมือทำ มันก็จะเกิดพลังใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อการเมืองมันมีความอยุติธรรมอยู่"

สำหรับแนวทางของการนำเสนอนั้น
สุภาพบอกว่าหนังประเภทนี้ถ้าเป็นในแนวภาษาหนังจะเรียกว่าแนว "โรมานซ์"
คือหนังที่เชิดชูความยิ่งใหญ่ พร้อมยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง The Battle
of Algiers ที่
พูดถึงสงครามกองโจรที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและต้องการปลดปล่อยประเทศแอลจีเรีย
จากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
โดยมีพื้นฐานมาจากหนังสือเล่มหนึ่งในชื่อเดียวกัน เขียนโดยซาดี ยาเซฟ
หนึ่งในบรรดาผู้นำของการปฏิวัติของชาวแอลจีเรีย
ซึ่งเหตุการณ์การปฏิวัติในครั้งนั้นว่ากันว่า
"เป็นการปฏิวัติที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์โลก" เลยทีเดียว

"หนังพวกนี้ส่วนใหญ่แล้วมันก็จะพูดถึงชัยชนะของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น The
Battle of Algiers (หนังจะบอกเล่าเรื่องราวที่มาจากมุมมองของทั้งสองฝ่าย
นั่นคือจากฝ่ายทหารฝรั่งเศส และจากฝ่ายก่อการกบฏแอลจีเรีย)
ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการปลุกเร้า เราพูดถึงลัทธิทางการเมือง
ยกตัวอย่างประชาธิปไตยก็จะพูดถึงเรื่องประชาชนมีอำนาจสูงสุด
หนังก็ทำให้คนดูรู้สึกถึงอำนาจที่มีของประชาชนในการที่จะขจัดความอยุติธรรม
ทางการเมือง

" คำอธิบายเกี่ยวกับ ‘โรมานซ์’
ก็คือต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม
แล้วก็ให้เห็นในสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งที่สูงค่า
นั่นคือเป้าหมายในการนำเสนอของหนังแนวโรมานซ์
ไม่ใช่โรแมนติคอย่างที่เราเข้าใจ
โรมานซ์มันคือการเชิดชูความยิ่งใหญ่ของความศรัทธาต่อสิ่งนั้นๆ
ถ้าพูดถึงแนวทางของหนังก็ควรจะเป็นประมาณนั้น
เมื่อคนดูหนังก็จะรู้สึกฮึกเหิม รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของแนวความคิดนั้นๆ"

…………

***ล้อมกรอบ***

ฤาจะเป็นหนังรัก?

หนึ่งในความหลากหลายของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร
ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ถือว่าเป็นสีสันไม่แพ้ความเข้มข้นของฉากบู๊
เลือดสาด ก็คือภาพฉากหวานๆ
ของบรรดาคู่รักหลายต่อหลายคู่ที่พานมาพบด้วยอุดมการณ์เดียวกัน
อาทิ
คู่ของสาวโคราชกับหนุ่มพะเยา "เกษมมณี เกตุแก้ว-คล้อย ทินกระโทก"
ที่จัดงานวิวาห์กันขึ้นอย่างเป็นทางการในการชุมนุมโดยมีพ่อแม่พี่น้องชาว
พันธมิตรฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ขณะที่คู่บ่าวสาวอย่าง "นายปรัชญา
สิงโต-น.ส.ศิวาพร ไขศรี"
ก็ได้เลือกทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ถ่ายภาพงานวิวาห์ของตนเองพร้อมกับเผยว่า
หากมีทายาทก็อาจจะตั้งชื่อลูกว่า "ไทยคู่ฟ้า"

ทั้งนี้หากมีการทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ขึ้นมาจริง
นี่อาจจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ผลิตสามารถเลือกหยิบมานำเสนอได้
ซึ่งไม่แน่เหมือนกันว่าเรื่องราวที่ออกมาอาจจะยิ่งใหญ่เหมือนกับภาพยนตร์
เรื่องอื้อฉาวอย่าง "Summer Palace" ที่
สร้างความฮือฮาในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อ 3 ปีก่อนมาแล้ว
ด้วยการถูกเลือกให้เข้าฉายในสายประกวด
และกวาดเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ไปอย่างล้นหลาม

หนังเล่าเรื่องของหนุ่มสาวนักศึกษาคู่หนึ่ง ที่พบรักกันในปักกิ่ง
พวกเขาเข้าร่วมการประท้วงที่เทียนอันเหมินด้วยกัน
ก่อนที่ชะตาชีวิตจะลากให้ทั้งคู่ออกห่างกันไกลแสนไกล
ซึ่งแม้จะเป็นหนังรักทว่าก็มีการพูดถึงสังคมและการเมืองอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะภาพเหตุการณ์การนองเลือดที่จตุรัสเทียนอันเหมินซึ่งเป็นประวัติ
ศาสตร์หน้าที่จีนไม่อยากเปิดดู
และนั่นเองที่เป็นหนึ่งในสองเหตุผลที่ทำให้ทางการจีนสั่งแบนภาพยนตร์เรื่อง
นี้นอกเหนือไปจากการมีฉากรักที่ค่อนข้างจะโจ๋งครึ่ม

ขณะที่ตัวของผู้กำกับอย่าง "โหลวเย่" เอง ก็ถูกสั่งห้ามทำหนังเป็นเวลาถึง 5 ปีเลยทีเดียว

…………

เรื่องโดย : ทีมข่าวบันเทิง

ตั้ว ศรัณยู ระหว่างสัมภาษณ์-คัดเลือกนักแสดง

ประชาชนจำนวนมากที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในหนังประวัติศาสตร์

ฉากแอ็กชั่น ที่เกิดขึ้นจริงในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

ขอบคุณข้อมูลจากเวบผู้จัดการออนไลน์

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s