ปลดแอกอุดรธานี…ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์/สิริอัญญา

โดย สิริอัญญา 12 กุมภาพันธ์ 2552 19:11 น.

 
ช่วงนี้มีการกล่าวขวัญกันถึงการปลดแอกจังหวัดอุดรธานีในความหมายที่ต่าง
กัน ฝ่ายหนึ่งเสื้อแดง
ต้องการปลดแอกจังหวัดอุดรธานีให้เป็นเมืองของคนเสื้อแดง
ฝ่ายหนึ่งเสื้อเหลือง
ต้องการปลดแอกจังหวัดอุดรธานีให้พ้นจากการยึดครองของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ใช้
ชื่อว่ากลุ่มคนรักอุดร

แม้ใช้คำว่า "ปลดแอก" เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน เป้าหมายก็ต่างกัน แต่มีผลในเชิงยุทธศาสตร์เหมือนกัน

เพราะถ้าหากฝ่ายเสื้อแดงปลดแอกจังหวัดอุดรธานีสำเร็จ
ก็หมายความว่าราชอาณาจักรไทยมิได้เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไปแล้ว
หากถูกแบ่งแยกออกจากอำนาจปกครองของรัฐบาลส่วนกลาง
และขึ้นอยู่ในอำนาจปกครองของคนเสื้อแดง
ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นของการแบ่งแยกดินแดนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

   
แต่ถ้าหากฝ่ายเสื้อเหลืองปลดแอกจังหวัดอุดรธานีสำเร็จ
ก็หมายความว่าราชอาณาจักรไทยยังเป็นหนึ่งเดียว
ที่ประชาชนชาวไทยไม่ว่าชนชาติ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เพศ วัย
จากถิ่นฐานใด สามารถเดินทางไป
ตลอดจนพำนักอาศัยในจังหวัดอุดรธานีได้ตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้

ที่ผ่านมานั้น
กลุ่มคนรักอุดรประกาศอย่างไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินและหมิ่นเหม่ต่อการทำความผิด
ในข้อหากบฏในราชอาณาจักรหลายครั้งหลายหนว่า
จังหวัดอุดรธานีเป็นเมืองของคนเสื้อแดง
แล้วเที่ยวห้ามใครต่อใครโดยเฉพาะคนเสื้อเหลืองไม่ให้เข้าไปในพื้นที่จังหวัด
อุดรธานี

ครั้นมีคนแปลกถิ่นเดินทางเข้าไปในพื้นที่หรือแม้เป็นคนในพื้นที่
หากใส่เสื้อเหลืองก็จะถูกกลุ้มรุมทำร้ายอย่างโหดร้ายทารุณ
เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นแล้วต่อหน้าต่อตาของเจ้าหน้าทั้งฝ่ายปกครองและ
ฝ่ายตำรวจ

โดยที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่สามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
บ้านเมืองได้
ปล่อยให้คนเสื้อแดงกลุ่มคนรักอุดรทำร้ายคนไทยด้วยกันอย่างโหดร้ายทารุณ
กลายเป็นว่ากฎหมายบ้านเมืองหมดความศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถใช้บังคับได้ใน
พื้นที่จังหวัดอุดรธานี

ซ้ำร้าย
เจ้าหน้าที่ยังกระทำตนประหนึ่งรู้เห็นเป็นใจ
ปกป้องคุ้มครองและคุ้มกันกระทั่งใช้รถราของหลวงนำขบวนคนเสื้อแดงไปทำร้ายคน
เสื้อเหลืองกันกลางวันแสกๆ

  สภาพ
เช่นนั้นโดยพฤตินัยย่อมถือได้ว่าคนเสื้อแดงได้ปลดแอกจังหวัดอุดรธานีให้ปลอด
จากอำนาจรัฐส่วนกลางไปแล้ว นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในแผ่นดินนี้
โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนใส่ใจดูแลแก้ไข
จึงทำให้ความทุกข์แผ่ปกคลุมไปทั้งแผ่นดิน ตั้งแต่ฟ้าจรดดิน

ครั้นการเมืองเปลี่ยนขั้วมาเป็นรัฐบาลปัจจุบัน
ก็ดูเหมือนว่ายังมิได้มีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องนี้แต่ประการใดเลย
อะไรที่ยังเคยเป็นมาก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม

หากนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่ลืมกระแสพระราชดำรัสในวันเข้าเฝ้าฯ
เพื่อถวายสัตย์
ก็คงตระหนักดีว่าโจทย์ที่รับใส่เกล้าดังที่ประธานองคมนตรีได้ให้โอวาทนั้น
เป็นภารกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จ แม้เป็นเรื่องยากแต่ย่อมไม่ยากเกิน

ในพลันที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจัดงานสังสรรค์
ขึ้นที่จังหวัดอุดรธานีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552
ซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองและเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้ความคุ้ม
ครอง
ก็ปรากฏว่ากลุ่มคนรักอุดรได้ประกาศห้ามจัดงานในพื้นที่และห้ามเข้าพื้นที่
จังหวัดอุดรธานี มิฉะนั้นจะไม่รับรองความปลอดภัย

แล้วยังมีการใช้วิทยุชุมชนปลุกระดมให้คนไทยเกลียดชิงชังกันเอง
กระทั่งระดมผู้คนให้มาเข้าร่วมต่อต้านการเดินทางไปชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ
อีกด้วย

  ในขณะที่ทางจังหวัดแทนที่จะยืนหยัดปฏิบัติ
หน้าที่ให้สมกับความเป็นข้าราชการใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พิทักษ์รัฐธรรมนูญ รักษากฎหมายบ้านเมือง และให้การคุ้มครองประชาชน
กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามด้วยการเตือนกลุ่มพันธมิตรฯ
ว่าขอร้องอย่าได้เข้าไปจัดงานในพื้นที่

นี่ถ้าไม่มองในแง่ร้ายว่าทำตัวเข้าข้างกับกลุ่มคนรักอุดรแล้ว
ก็อาจมองได้ว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจให้คนบางกลุ่มบางพวกแบ่งแยกราชอาณาจักร
โดยฝ่ายปกครองสมยอมสมรู้หรือรู้เห็นเป็นใจ

เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ภาระหน้าที่ของฝ่ายปกครองและตำรวจก็คือต้อง
หยุดยั้งการกระทำที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญที่ถือครองจังหวัดอุดรธานีเป็นของ
พวกตน แล้วห้ามคนไทยด้วยกันไม่ให้เข้าไปในพื้นที่

คนพวกนั้นอาศัยสิทธิอาศัยอำนาจอะไรที่ชอบด้วยกฎหมายเล่า? ไม่มีเลย
อาศัยก็แต่อิทธิพลอำนาจมืดและพฤติกรรมอันธพาลข่มขู่ข่มขวัญคนไทยด้วยกัน
ทั้งที่อยู่ในพื้นที่นั้นและต่างพื้นที่ต่างหาก

 
ก็ต้องดูกันต่อไปว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดี ฝ่ายปกครองก็ดี
ฝ่ายตำรวจก็ดี และฝ่ายทหารก็ดี
จะปล่อยให้กลุ่มคนคณะนี้ปลดแอกจังหวัดอุดรธานีอย่างเป็นทางการอย่างถาวร
อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และเข้าองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักรหรือไม่

กลุ่มพันธมิตรฯ ที่มุ่งจัดงานชุมนุมสังสรรค์ที่จังหวัดอุดรธานีในวันที่ 14
กุมภาพันธ์ 2552
แม้ด้านหนึ่งจะเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองคุ้มครอง
แต่ในน้ำใจลึกก็พอจะหยั่งได้ว่ามุ่งหมายจะปลดแอกจังหวัดอุดรธานีให้พ้นจาก
การยึดครองของคนกลุ่มนั้นอยู่ด้วย

เป็นการจัดงานขึ้นเพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่คนเสื้อเหลืองในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและในพื้นที่ข้างเคียง

เท่าที่ติดตามฟังคำของแกนนำที่รับผิดชอบในการจัดงานครั้งนี้ก็
ประจักษ์ชัดว่าได้มองเห็นว่าพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์
ของภาคอีสาน
ที่ไม่อาจยินยอมให้ใครไหนยึดครองหรือแยกการปกครองออกจากราชอาณาจักรไทยเป็น
อันขาด จึงมุ่งมั่นจัดงานนี้ให้จงได้

 
การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ
ดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายรับรองคุ้มครองเท่านั้น
ยังเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์เชิงประวัติศาสตร์ที่มีต่อชาติบ้านเมืองอีก
ด้วย
เพราะในวันนี้ในเมื่อกลไกรัฐมิได้ให้การรับรองคุ้มครองและรักษากฎหมายบ้าน
เมือง ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนผู้ตื่นรู้และจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ ที่จะต้องทำกันเอง

เพราะในพื้นที่อีสานนั้นมีพื้นที่ยุทธศาสตร์อยู่ถึง 5 จังหวัดคือ โคราช
อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น และบุรีรัมย์ ใน 5
พื้นที่นี้หากพรรคการเมืองใดยึดครองได้สำเร็จก็เท่ากับว่าได้ยึดครอง
ยุทธศาสตร์อีสานที่มีโอกาสได้ ส.ส. ร่วมร้อยคน
ซึ่งเป็นปมเงื่อนในการเป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภา

เดิมพรรคความหวังใหม่เป็นเจ้าของและผู้ริเริ่มยุทธศาสตร์อีสาน
แต่ครั้นยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย
ยุทธศาสตร์อีสานก็ตกทอดไปยังพรรคไทยรักไทยและต่อยอดเชื่อมเป็นยุทธศาสตร์
อีสาน-เหนือ
และเป็นรากฐานทางการเมืองของอำนาจรัฐในระบอบทักษิณตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงบัด
นี้

ดังนั้นการจัดงานของกลุ่มพันธมิตรฯ ในจังหวัดอุดรธานี
จึงมีฐานะเชิงยุทธศาสตร์ในการเข้าตีจุดยุทธศาสตร์หลัก 1 ใน 5 ของภาคอีสาน
จึงเป็นธรรมดาที่กลุ่มเสื้อแดงจะต้องยืนหยัดพิทักษ์รักษาพื้นที่อย่างเต็ม
ที่

  แต่ทว่าสถานการณ์ในวันนี้ผันแปรไปมากแล้ว แม่น้ำแยกสาย
สายทางแยกทิศ กลุ่มเสื้อแดงแตกเป็นสองก๊ก ก๊กหนึ่งยืนอยู่ข้างรัฐบาล
อีกก๊กหนึ่งยืนอยู่ข้างอำนาจเก่า
ต่างก็ถือว่าอีกก๊กหนึ่งเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากลุ่ม
พันธมิตรฯ

ดังนั้นในการจัดงานวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552
จึงเป็นวันสัประยุทธ์ใหญ่ของคนเสื้อเหลืองเพื่อปลดแอกจังหวัดอุดรธานี
กับกลุ่มคนเสื้อแดงของอำนาจเก่า และผสมโรงด้วยกลุ่มเสื้อแดงที่แตกขั้วออกมา

กลุ่มคนเสื้อแดงของอำนาจเก่ามีฐาน ส.ส. เป็นหลัก
จัดเตรียมระดมผู้คนจากพื้นที่ข้างเคียง เตรียมแยกออกเป็นสองกอง
กองหนึ่งใส่เสื้อเหลือง กองหนึ่งใส่เสื้อแดง

กองเสื้อเหลืองมุ่งเข้าตีก๊กเสื้อแดงที่อยู่กับรัฐบาล กะเอากันถึงตาย
แล้วป้ายผิดให้กับกลุ่มเสื้อเหลือง
กวาดล้างทั้งสองกลุ่มนี้พร้อมกันในคราวเดียว
เพื่อก๊กตนจะได้ครองความเป็นใหญ่ในพื้นที่นั้นต่อไป

กองเสื้อแดงมุ่งเข้าตีกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วป้ายผิดให้เป็นก๊กเสื้อแดงฝ่ายรัฐบาล

  มี
การเตรียมการเหลาหลาวและอาวุธร้ายแรงไว้ก่อสถานการณ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
แห่งตน ในขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองยังคงยืนหยัดในอหิงสาธรรม
หมายใช้พลังอหิงสาเป็นพลังจักรวาลในการช่วงชิงครองน้ำใจมวลชนคนรากหญ้าให้
ตื่นขึ้นมาพิทักษ์รักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สถานการณ์ที่ประหนึ่งเงียบสงบในยามนี้จึงคล้ายกับคลื่นลมสงบก่อนพายุใหญ่จะบังเกิด

 
ดังนั้นภารกิจอันสำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาล ฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
ว่าจะให้การปลดแอกจังหวัดอุดรธานีเป็นการปลดแอกที่เป็นธรรม
หรือเป็นการปลดแอกที่ไม่เป็นธรรม
เพื่อแบ่งแยกจังหวัดอุดรธานีออกจากราชอาณาจักรไทย
อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะได้เห็นกัน.

 

อนุโมทนาขอบคุณบทความจากเวบผู้จัดการออนไลน์

คลิกที่นี่ บทความ  สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์ ผู้จัดการออนไลน์

อ้างอิงที่มา  เวบผู้จัดการออนไลน์คลิกที่นี่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s