13 สมุนไพร หรือใครกันแน่ที่เป็น ‘วัตถุอันตราย’ ?

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 19 กุมภาพันธ์ 2552 18:22 น.

 

ขมิ้นชัน

หลายคนที่กำลังโซ้ยต้มยำกุ้ง
หรือกำลังเพลิดเพลินอยู่กับต้มยำพุงปลาช่อนตรงหน้า คงมีอันต้องวางช้อน
และแทบสำลักน้ำต้มยำออกมาทันทีที่ได้ยินข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย
กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศให้ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืช
ซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของพืช 13 ชนิด
ได้แก่ สะเดา, ตะไคร้หอม, ขมิ้นชัน, ขิง, ข่า, ดาวเรือง, สาบเสือ,
กากเมล็ดชา, พริก, ขึ้นฉ่าย, ชุมเห็ดเทศ, ดองดึง, และหนอนตายหยาก
เป็นวัตถุอันตราย
 
       
       "เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง
กินมาตั้งเจ็ดชั่วโคตรแล้วไม่เห็นเป็นอะไร
และไม่มีบรรพบุรุษคนไหนบอกว่ามันอันตรายสักคน
ก็กินกันทั้งประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วอยู่ดีๆ
คุณมาบอกว่ามันเป็นวัตถุอันตราย…"
หนุ่มสะพายกล้องคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นประเด็นร้อนออกมากลางวงข้าวมื้อเย็น
เมื่อได้ยินข่าวนี้เป็นครั้งแรก ประกาศนี้สร้างความสับสน สงสัย
และปั่นป่วนมวนในกระเพาะอาหารไปหมด 
       
       บางคนลังเลว่าต้มยำกุ้งที่เขาเพิ่งซดลงคอไปนั้นจะเป็นอันตรายหรือ
เปล่า (วะ!) ทั้งๆ ที่เขาก็กินอาหารชนิดนี้แทบทุกวัน
แต่วันนี้เขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึก ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ก็เพราะสมุนไพรเจ้ากรรมที่ถูก ‘จัดให้’ เป็นวัตถุอันตรายนั้นมี
‘เครื่องต้มยำ’ ที่เขาชื่นชอบรวมอยู่ด้วย และ 10 ใน 13
สมุนไพรที่ว่าอันตรายนี้ก็เป็นวัตถุดิบคู่ครัวไทยมาตั้งแต่อดีตกาลนานโพ้นมา
แล้ว เรียกได้ว่ากินกันมาชั่วลูกชั่วหลาน… 
       
       แล้วจะไม่ให้ชาวบ้านเขาสะดุ้งสะเทือนได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ดีๆ
ก็มีประกาศว่าพืชผักสมุนไพรที่เขากินกันมาไม่รู้กี่ชั่วโคตรนี้เป็นวัตถุ
อันตราย!
       
       พอ สะดุ้งตกใจมากๆ และบ่อยๆ เข้า
ชาวบ้านเขาก็เริ่มสงสัยกันล่ะสิว่า
ประกาศฉบับนี้มีเงื่อนงำอำพรางอะไรไว้หรือเปล่า
เพราะเมื่อลองย้อนกลับไปศึกษาพฤติกรรมในอดีตของ ‘กรมวิชาการเกษตร’
ในฐานะหน่วยงานต้นเรื่องของการออกประกาศฉบับนี้ นอกจากคนลืมง่ายแล้ว
เชื่อว่าหลายคนคงจำกรณีโครงการฉาวโฉ่เหลือรับประทานทั้งหลายแหล่ที่ออกมา
จากกรมวิชาการเกษตรแห่งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเซ็ลทรัลแล็บ
โครงการกล้ายาง 90 ล้านต้น โครงการพืชสวนโลก
รวมทั้งการผลักดันฝ้ายและมะละกอจีเอ็มโอ 
        
       
กระทั่ง
มาถึงประกาศให้สมุนไพรไทย 13 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1
ที่เล่นเอาสะดุ้งสะเทือนกันทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้
ชาวบ้านเขาก็คงกังวลใจเป็นธรรมดาว่ามันจะ ‘ฉาวโฉ่’
และมีอีแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังอีกไหม ?
       
       มีอะไรในก่อไผ่ (หรือเปล่า?)
       
"
เชื่อว่ามาตรการนี้มันต้องมีลับลมคมในแน่นอน
จะออกประกาศมาแล้วบอกว่าไม่มีอะไร เป็นเรื่องเข้าใจผิด ทำแบบนี้ไม่ได้
สังคมต้องร่วมกันจับตา" 
        
       มยุเรศ แลวงศ์นิล
หนึ่งในคณะทำงานเครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดลำปาง
และเครือข่ายเกษตรกรยั่งยืน
สะท้อนความเห็นต่อกรณีคำประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับนี้
ซึ่งเธอมองว่าสร้างความปั่นป่วนและผลกระทบแก่เกษตรกรไทยในวงกว้าง 
       
       มยุเรศยกตัวอย่างกรณีที่ได้รับฟังมาจากคณะทำงานเกษตรกรยั่งยืนว่า…
" เขาเล่าว่าก่อนมีประกาศจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมวิชาการเกษตรประมาณ 2
วัน มีกลุ่มชาวนาที่เพชรบูรณ์ร่ำลือและเดือดร้อนกันมาก
เขาบอกว่ารัฐไม่ให้ใช้สารเกษตรอินทรีย์ เพราะมันผิดกฎหมาย
จากนี้เขาต้องใช้สารเคมี ซึ่งเขาก็เดือดร้อนกันมาก
เพราะไม่มีใครอยากใช้สารเคมี ไม่อยากให้มีสารพิษปนเปื้อนในนาข้าว ตอนนั้น
เครือข่ายหลายคนที่ได้ยิน เขาก็ยังตกใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
เป็นไปไม่ได้แน่นอน ใครที่ไหนจะประกาศให้พืชสมุนไพรเป็นวัตถุอันตราย
ชาวนากลุ่มนั้นพูดยังไงก็ไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนสงสัย แต่หลังจากนั้น 2 วัน
ก็มีประกาศนี้ออกมา" 
        
       
มยุเรศตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์นี้ว่ามีนัยที่ไม่ธรรมดา… 
       
       "ถ้าถึงขั้นชาวบ้านตัวเล็กๆ ได้รับข่าวสาร
ซึ่งเกิดขึ้นล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่มีการประกาศใช้มาตรการอย่างเป็นทางการ
เหล่านี้ สะท้อนได้หรือไม่ว่า ‘ผู้ร่วมขบวนการ’
ในครั้งนี้มีตั้งแต่คนตัวโตบนเก้าอี้ใหญ่ๆ
ต่อเนื่องไปถึงกระทั่งผู้นำหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่บางคนในองค์กรท้องถิ่น"
มยุเรศบอกว่านี่คือการรุกคืบ กลืนกิน ตั้งแต่ ‘ฐานที่มั่น’
ของประเทศชาติอย่างเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่… 
        
       "แต่ยังดีที่มาตรการอันน่าเคลือบแคลงนี้ถูกระงับไปก่อน
ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เก็บไปทบทวน’ แต่อย่าหลงเชื่อคำกล่าวที่ว่า
‘ไม่มีอะไรในกอไผ่-เป็นเรื่องเข้าใจผิด’ สังคมต้องร่วมกันจับตา
และตรวจสอบ" มยุเรศย้ำอย่างหนักแน่น 
       
       ทำไมไม่คิดให้ดีก่อนประกาศ ?
       
และอีกผู้หนึ่งที่เฝ้าจับตามองเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อย่างใกล้ชิดก็คือ เดชา ศิริภัทร
ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ เดชาบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันไม่ถูกต้อง
เพราะพืชที่ประกาศเป็นพืชที่คนบริโภคกันอยู่เป็นประจำ
จะมาใช้คำว่าวัตถุอันตรายมันไม่ถูก… นอกจากนี้
เดชายังตั้งคำถามว่าประกาศทำไม เพื่ออะไร และที่สำคัญกว่านั้น
เหตุใดจึงประกาศให้พืชสมุนไพร 13 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายขึ้นมาอย่างเร่งด่วน
และไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอย่างนี้ 
       
        "
จากคำอธิบายของกรมวิชาการเกษตร
ที่ผมได้เข้าร่วมประชุมกับเขาที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันศุกร์ที่ 13
กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คำอธิบายของเขาบอกว่า เป็นนโยบายสำคัญเลย
ที่รัฐต้องการให้ประชาชนใช้สารจากธรรมชาติ
ต้องการลดการใช้สารเคมีโดยเฉพาะการนำเข้า ซึ่งการประกาศนี้แหละ
คือการสนับสนุนให้คนใช้สมุนไพรในการควบคุมโรคแมลงมากขึ้น
เพื่อลดการใช้สารเคมีในการทำเกษตรกรรม
เขาบอกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเขาเป็นแบบนี้" 
       
       ถามว่างงไหม ? งง! เข้าใจไหม ? ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่!
ตาสีตาสาฟังคำอธิบายแล้วก็คงส่ายหน้า ส่วนยายมีกับยายมาก็คง รับไม่ได้! 
       
       เดชาขยายความคำอธิบายของตัวแทนจากกรมวิชาการเกษตรว่า
เพื่อต้องการควบคุมบริษัทที่ทำสารเคมีซึ่งมีพืชสมุนไพรเหล่านี้เป็นส่วน
ประกอบ ทำผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ
ถ้าบริษัทไหนเอาพืชสมุนไพรเหล่านี้ไปทำเป็นยาฆ่าแมลง เมื่อเอามาจำหน่าย
จะต้องไปขึ้นทะเบียน เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีการหลอกลวงเกษตรกร
ไม่ใช่ว่าเอาสารเคมีไม่มีคุณภาพมาปนเปื้อน
แล้วหลอกว่าทำมาจากพืชสมุนไพร… 
       
       "
ขณะเดียวกันก็เป็นการสนับสนุน ส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรที่มีคุณภาพดี
ไม่มีสารเคมีเจือปน
ถือเป็นการสนับสนุนให้คนใช้สมุนไพรในการใช้เป็นยาฆ่าแมลงมากขึ้น
เพื่อลดการใช้สารเคมีในการทำเกษตรกรรม นี่คือคำอธิบายของเขา…
แล้วคุณอธิบายแบบนี้กับเกษตรกรตั้งแต่ต้นหรือเปล่า ?"
เดชาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม พร้อมกับให้ความเห็นว่า
ถ้าไม่มีใครโวยวายขึ้นมา อาจจะไม่มีการชี้แจงแบบนี้
แล้วประชาชนก็อาจจะไม่สามารถใช้พืชเหล่านี้ได้เลย 
       
       " เพราะคำประกาศเมื่อแรกเริ่มมันครอบจักรวาลมาก ถึงขั้นว่า
ถือครองก็ไม่ได้ ครอบครองก็ไม่ได้ ใส่ตู้เย็นก็ไม่ได้ ผิดหมด
ผู้คนก็เดือดร้อน มันเป็นแบบนั้นเลยนะ
เพราะคุณประกาศโดยไม่ชี้แจงรายละเอียด แล้วกลับมาบอกว่า
ผู้คนโวยวายกันไปก่อน คำชี้แจงรายละเอียดยังไม่ออกมาเลย
ก็แล้วถ้าไม่โวยวายล่ะ จะเป็นอย่างไร
นี่คือการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาเลยนะ" 
       
       ทบทวนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
       เราขอคั่นรายการของ เดชา ศิริภัทร ด้วยแถลงข่าวล่าสุด ‘กรมวิชาการเกษตรขอให้ทบทวนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2538’
เมื่อ 17
ก.พ. โดยมีตัวแทนจากกรมวิชาการเกษตรกล่าวชี้แจงเหตุผลที่มาของการเสนอให้
ทบทวนประกาศฉบับดังกล่าวว่า
ขณะนี้ประกาศนี้ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติจนกว่าจะมีประกาศของกระทรวงเกษตรฯ
ประกาศคุณสมบัติของพืชที่ชัดเจน
ทางกรมวิชาการเกษตรจะกลับไปทบทวนตามที่ได้มีการหารือ
ในประเด็นว่าจะทำการพิจารณาดำเนินการสนับสนุนหรือส่งเสริมเรื่องการใช้
สารธรรมชาติที่มาจากพืชในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
สำหรับให้ผู้ที่จะผลิตขาย จะดำเนินการได้อย่างไร 
       
       " เราจะทบทวนว่าจะมีรายชื่อพืชอยู่คงเดิม
หรือจะถอดรายชื่อพืชชนิดไหนออก หรือจะกำหนดวิธีการอย่างไร
ที่ประชุมนี้มีมติให้กรมวิชาการเกษตรนำกลับไปพิจารณา
แล้วฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดเสียก่อน" 
       
       ตัวแทนจากกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า
ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของประกาศฉบับดังกล่าว
ก็อาจจะยกเลิก… แต่อย่างไรก็ตาม
ภาคประชาชนมีความสับสนว่าประกาศบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายฉบับดังกล่าว
มีขอบเขตการบังคับอย่างไร ประโยชน์ใครจะได้ และได้ประโยชน์จริงหรือไม่
จึงนำมาสู่การทบทวนเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้คลายกังวลและเห็นประโยชน์ที่แท้
จริง พร้อมทั้งฟังเสียงประชาชนทุกภาคส่วนของสังคมให้มากกว่านี้
       
       " ผมยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้เวลานานไหม แต่จะทำให้ดีที่สุด
รอบคอบที่สุด และให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นประโยชน์
ถ้าประชาชนทั่วไปไม่เห็นประโยชน์ก็คงจะไม่ทำ…"
ตัวแทนจากกรมวิชาการเกษตรกล่าว 
       
        
       มีความโยงใยอย่างน่าเคลือบแคลง
       
หลังจากอ่านคำแถลงข่าวของตัวแทนจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว เรามาติดตามมุมมองความคิดเห็นของ เดชา ศิริภัทร กันต่อ… 
       
       " ข้อมูลอีกด้านที่ได้รับรู้มา มันเป็นด้านลบเลยนะ
มันเป็นเรื่องน่ากลัวมาก เพราะบริษัทที่เขาขายพวกยาเคมี ยาฆ่าแมลง
สารเคมีปราบศัตรูพืช
เขาได้รับผลกระทบจากการที่ชาวบ้านใช้พืชสมุนไพรเหล่านี้มาปราบศัตรูพืชมาก
ขึ้นๆ เขารู้สึกว่าได้รับผลกระทบ
เขาก็พยายามผลักดันให้มีมาตรการที่ทำให้ชาวบ้านใช้พืชสมุนไพรเหล่านี้ลดน้อย
ลง โดยอาศัยมือของกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมวิชาการเกษตร
ประกาศมาตรการนี้ออกมา เพื่อให้คนใช้ได้ยากขึ้น
หรือใช้สมุนไพรเหล่านี้ได้น้อยลง นี่คือข้อมูลอีกด้านหนึ่ง
รู้กันถึงอักษรย่อของบริษัทที่ว่านี้เลย
แล้วก็มีการเปิดเผยอักษรย่อของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ว่าใครมีส่วนร่วม
คือเขาทำกัน ผลักดันมาตรการเป็นกระบวนการ เขาว่ากันมาอย่างนั้นนะ
แต่เราไม่มีหลักฐานก็จำต้องยกประโยชน์ให้จำเลย…
        
            " แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมก็มองว่า มันไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลเลย
เพราะเขาบอกว่าเขาต้องการส่งเสริมเกษตรกร แต่การกระทำมันไม่ใช่
มองไม่เห็นเลย ว่าส่งเสริมอย่างไร ถ้าจะส่งเสริมกันจริงๆ
ทำไมคุณไม่ถามเกษตรกรว่าเขาต้องการอะไร ต้องการให้ส่งเสริมอะไร
มาออกมาตรการนี้ แล้วจะอ้างว่าส่งเสริมได้ยังไง"
       
       จุดที่น่าสังเกตกว่านั้น เดชาบอกว่าการเร่งใช้คำประกาศ
มีความโยงใยอย่างน่าเคลือบแคลงกับอายุการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการชุดออกคำ
ประกาศที่ใกล้จะหมดลง 
       
       "
นั่นเพราะคณะกรรมการชุดนี้ โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคนนอก
กำลังจะหมดอายุในการดำรงตำแหน่งในวันที่ 17 ก.พ.2552
ส่วนคณะกรรมการชุดใหม่เขาก็คัดเลือกเข้ามาแล้ว
รอแค่ประกาศแต่งตั้งแค่นั้นเอง
แล้วหลังจากนั้นคณะกรรมการชุดเดิมก็จะไม่มีอำนาจอะไรแล้ว
อำนาจจะขึ้นอยู่กับกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามา"
       
       คำถามสำคัญก็คือ… 
       

       "
ทำไมคณะกรรมการชุดเก่าต้องเร่งออกคำประกาศนี้ทั้งที่ตัวเองก็จะพ้นจาก
ตำแหน่งอยู่แล้วในอีกแค่วันสองวัน จะรีบออกกฎหมายนี้ทำไม
และจากข้อมูลที่ได้รับมาก็ทราบว่า ทั้งๆ ที่
มีกรรมการบางท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า
อย่าเพิ่งออกประกาศมาตรการนี้ เขาจะขอมาปรึกษาหารือร่วมกันก่อน
แล้วจะนัดคุยกันอีกที ในวันที่ 13 ก.พ. ว่าจะตกลงจะออกคำประกาศหรือไม่
แต่ก็กลับกลายเป็นว่า มีการออกมาตรการแล้ว
แล้วกรรมการคนนั้นก็ได้รับแจ้งว่า เขาไม่มีการนัดประชุมหารือกันหรอก
เขาใช้หนังสือเวียนบอกกล่าวกันให้รับรู้ 
        
       "
ซึ่งหนังสือเวียนที่ว่านั้น กรรมการท่านนี้ก็ไม่ได้รับ
มันผิดธรรมาภิบาลหรือเปล่า เพราะประชุมหารือกันคุณก็ไม่มี
หนังสือเวียนที่คุณบอกทุกคนได้รับ เขาก็ไม่ได้รับ
คำถามที่อยากถามอย่างตรงไปตรงมาก็คือ
ธรรมาภิบาลของคณะกรรมการชุดนี้มีหรือไม่ ทำไมคุณรอไม่ได้
ทั้งที่อีกแค่ไม่กี่วันคุณก็จะหมดอายุของการดำรงตำแหน่ง
ทำไมไม่รอให้คณะกรรมการชุดใหม่เขาเข้ามาแล้วมาร่วมหารือ
เรื่องสำคัญแบบนี้จะทำเป็นหนังสือเวียนได้อย่างไร" เดชากล่าวทิ้งท้ายให้
คิด…
       
       มาถึงตอนนี้ ตาสาตาสี ยายมียายมา คงยกมือถาม อันว่า ‘วัตถุอันตราย’ นั้นคืออะไร…?
       
       

                      **********************
       
       เรื่อง : ทีมข่าวปริทรรศน์ผู้จัดการออนไลน์
       ภาพเกษตรกรโดย : ธัชกร กิจไชยภณ
       
               
                  **********************
       
            
       อีกหนึ่งมุมมองกรณีพืชสมุนไพร 13 ชนิด จากอดีตคนวงใน
       
อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ
อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร
คือคนหนึ่งที่เคยผลักดันเรื่องนี้ในสมัยที่เขายังดำรงตำแหน่ง
เขามีคำอธิบายอีกชุดหนึ่งที่อยากจะบอกต่อสังคม… อดิศักดิ์เริ่มต้นว่า
การใช้คำว่า ‘วัตถุอันตราย’ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าน่ากลัว
แม้ว่าคำนี้จะเป็นคำตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งกินความตั้งแต่วัตถุระเบิด
วัตถุไวไฟ วัตถุมีพิษ ฯลฯ โดยจัดแบ่งวัตถุอันตรายต่างๆ ออกเป็น 4 ชนิด
และมีระดับการควบคุมที่เข้มงวดแตกต่างกันไปตามระดับความอันตราย
       
       " วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 จะเน้นไปที่ชีวภัณฑ์
คือยาปราบศัตรูพืชที่ทำจากสิ่งมีชีวิต เช่น ทำจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา
หรือจากชิ้นส่วนของพืชหรือสัตว์ ซึ่งการทำมี 2 แบบ
แบบหนึ่งคือการนำมาสกัดด้วยกระบวนการทางเคมีทำให้เกิดสารออกฤทธิ์ 
        
       " อีกพวกหนึ่งคือพวกที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางเคมีเลย
เราเรียกว่าสารธรรมชาติ เช่น เอามาบด สับ ตำ แล้วนำไปใช้ ชีวภัณฑ์จำพวกนี้
ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นขิง ข่า ตะไคร้ สะเดา โล่ติ๊น
หางไหล ถือว่าอยู่ในชนิดที่ 2 ทั้งหมด
ซึ่งมีเงื่อนไขว่าใครจะผลิตทำยาปราบศัตรูพืชต้องยื่นขอจดทะเบียนก่อน
ต้องมีการตรวจสอบ ทดสอบที่ยุ่งยากมาก กระทั่งพวกที่จะทำสะเดาบด
สะเดาอัดเม็ดเฉยๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีก็ทำไม่ได้
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ถูกต้องตามกฎหมายมันเกิดไม่ได้
       
       "
กรมวิชาการเกษตรตั้งแต่สมัยผมอยู่จึงมีความพยายามปลดระวางให้สารธรรมชาติที่
ได้จากพืชเหล่านี้ลงมาอยู่ในชนิดที่ 1 เพราะมันง่าย
แค่ขอแจ้งว่าต้องการนำผลิตสะเดาอัดเม็ดเพื่อปราบศัตรูพืช
แจ้งเสร็จก็ทำการผลิตและจำหน่ายได้เลย กระบวนการกำกับดูแลมันต่างกัน
ดังนั้น ในเดือนเมษายนปี 2551 กรมวิชาการเกษตรจึงส่งเรื่องนี้เข้าไป
โดยขอให้สารธรรมชาติจากพืชทุกชนิดลงมาอยู่ชนิดที่ 1
ซึ่งคณะอนุกรรมการไม่เห็นด้วยเพราะพืชบางชนิดแม้ว่าจะเป็นสารธรรมชาติ
แต่ก็ยังมีพิษอยู่ เช่น โล่ติ๊น
คณะกรรมการจึงเห็นว่าไม่ควรนำสารธรรมชาติจากพืชทุกชนิดลงไปอยู่ในชนิดที่ 1
ให้เอาแต่พืชที่มีผลการศึกษามาก่อนแล้วว่ามีอันตรายน้อย ซึ่งก็คือพืช 13
ชนิดที่ประกาศไป"
       
       หมายความว่าการผลิตสารธรรมชาติจากพืชสมุนไพรสำหรับปราบศัตรูพืช
‘ในเชิงธุรกิจ’ จะสามารถทำได้ง่ายและมีขั้นตอนน้อยกว่าเดิมมาก
เพียงแค่แจ้งกับทางกรมวิชาการเกษตร และถ้ามีการโฆษณาเกินจริงหรือหลอกลวง
ผู้ใช้ก็สามารถดำเนินการได้เช่นกัน
ส่วนเกษตรกรที่ทำใช้เองอยู่ก่อนแล้วจะไม่มีผลกระทบใดๆ จากประกาศฉบับนี้
       
       "
มันเป็นเจตนาที่ดีที่ต้องการให้สารปราบศัตรูพืชจากธรรมชาติเกิดขึ้นในตลาด
ประเทศไทยได้ เพื่อลดการใช้สารเคมีลง
ผมจึงบอกว่ามันเป็นความเข้าใจที่สับสน
ซึ่งในความเห็นผมคิดว่ามันเป็นเรื่องถ้อยคำ
เพราะถ้อยคำเดิมที่กรมวิชาการเกษตรเสนอ เราใช้คำว่า
‘สารธรรมชาติที่มาจากพืชโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมีเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่
1’ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็น ‘ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืช’ หมายถึงราก เหง้า
คนจึงตีความไปอีกอย่าง ประการที่ 2 คือคนที่มีชื่อเสียงหลายคน
ไม่เข้าใจเรื่องอย่างแท้จริง แต่ตีความจากถ้อยคำเท่านั้น
บวกกับความสงสัยหรือความเชื่อว่ามีนอกมีในจึงตีความไปในทางลบ
       
       " ประกาศตัวนี้ควบคุมเฉพาะการผลิตเพื่อการจำหน่าย
ถ้าเกษตรกรเอาสะเดามาตำๆๆ ผสมน้ำ ฉีด อย่างนี้ไม่ผิด
แต่ถ้าบริษัทหนึ่งจะผลิตจำหน่าย
อย่างนี้ถือว่าผิดเพราะผลิตยาปราบศัตรูพืชจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต"
        
            *******

ชุมเห็ดเทศ

ดาวเรือง

ดองดึง

สาบเสือ

ข่า

พริก

ขิง


ขึ้นฉ่าย

สะเดา

ชา


 

ตะไคร้หอม

แหล่งอ้างอิงข้อมูลคลิกที่นี่เวบผู้จัดการออนไลน์

www.manager.co.th


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s