โกงชาติ 2 แสนล้าน จะกลับมากินอีกแล้ว

โดย รุ่งอรุณ สุริยามณี 21 กุมภาพันธ์ 2552 00:32 น.

 

 

 

เมื่อได้ฟังเหตุผลที่นักการเมือง-รัฐมนตรี-แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางคน เช่นชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย-หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำมากล่าวอ้างในการสนับสนุนให้ออก พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ เพื่อ
       
        "นิรโทษกรรมการเมือง-ฉีกคำพิพากษาคดีอาญา"
       
       ให้บรรดาเหล่าอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมือง
ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์การเมืองอันเป็นผลมาจากคดียุบพรรค
รวมถึงนักการเมืองที่ติดบ่วงความผิดคดีอาญาจากผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
       
       ด้วยเหตุผลว่า ประเทศไทยขาดบุคลากรทางการเมือง ที่มีคุณภาพและประสบการณ์การบริหารงาน จึงควร "ล้มกระบวนการตัดสินคดียุบพรรค"
       
       เพื่อเอาคนเหล่านั้นกลับมาทำงาน จะได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและส่วนรวม
       
       คิดกันได้แค่นี้ เหตุผลไร้สาระ เอาสีข้างเข้าถู ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล
       
       เหมือนกับว่า ประเทศไทยที่มีพลเมืองเกือบ 70 ล้านคน หากไม่มีพวกนักการเมืองที่ติดโทษแบนการเมืองห้าปีจากไทยรักไทย-พลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย แล้ว
       
       แผ่นดินสยามจะล่มจม ต้องให้พวกนี้มากอบกู้เท่านั้น
       
       หากคิดจะหลอกประชาชนด้วยเหตุผลไร้สาระแบบนี้
เราต้องบอกว่าคิดผิดถนัดเพราะคนไทยทุกคนควรต้องจดจำกำพืดสันดานดิบของนักการ
เมืองเหล่านี้ไว้ให้ดี และต้องสั่งสอนพวกนี้ให้เข็ดหลาบ
       
        ให้ติดคุกการเมืองจนสาสม
       
       ด้วยที่เราเชื่อว่า ทุกคนต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน
ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรี-ส.ส.-ประธานสภาฯ
หรือจะเป็นกรรมกรหาเช้ากินค่ำ
ชาวรากหญ้าผู้ไร้การศึกษาแต่ไม่เคยคิดทำร้ายประเทศชาติ
ดังนั้นเมื่อกระบวนการสอบสวนเอาผิด พิสูจน์ข้อเท็จจริง
และการตัดสินโดยองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระจนคดีถึงที่สุดแล้ว
ทุกคนก็ต้องเคารพคำตัดสินนั้น
       
       วันนี้แม้การผลักดัน กม.ปรองดองแห่งชาติ ของพรรคเพื่อไทยโดยมีทักษิณ ชินวัตร
ชักใยอยู่หลังฉากจะ "ล้มพับ"ไปแล้ว แต่ก็เชื่อเถอะว่า
ความพยายามในทุกวิถีทางเพื่อให้ทักษิณกลับประเทศโดยไม่ต้อง
"ติดคุก"แถมมีโบนัสได้กลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งแบบ "อภิสิทธิ์ชน" ยังต้องมีอย่างต่อเนื่อง
       
       เพราะฝันของทักษิณ คือกลับมาล้างแค้นศัตรูการเมืองทุกคน
รวมถึงต้องเอาเงินทั้งหมดที่ถูกอายัดเอาไว้เกือบ 7 หมื่นล้านออกมาให้ได้
ซึ่งหนทางเดียวที่จะทำได้คือ
       
        "ล้มคดี"ทั้งหมด!!!
       
       แต่มันควรหรือไม่
ที่พวกเราประชาชนทั้งหลายจะยอมให้ทักษิณและพรรคพวกทำสำเร็จ
เพราะหากพลิกแฟ้มคดีความผิดต่างๆที่ทักษิณและนักการเมืองในรัฐบาลไทยรักไทย
ทำไว้ ตามผลการสอบสวนของ คตส.
       
       จะพบว่า ทักษิณและพวกได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเอาไว้เกือบ
       
       "2 แสนล้านบาท"

       
       แล้วจะปล่อยให้ทักษิณและพรรคพวกลอยนวลและกลับมาใช้สิทธิ์ไม่ต้องเข้า
สู่กระบวนการยุติธรรมอย่างที่ทักษิณวางแผนเอาไว้ผ่านกฎหมายปรองดองแห่งชาติ
รวมถึงพ.ร.บ.นิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมือง
ที่ถูกตัดสินยุบพรรคได้อย่างไร?
       
        เพื่อเตือนความจำแก่คนไทย ทีมข่าวการเมือง ASTVผู้จัดการรายวัน จึงขอยกตัวอย่างคดีทุจริตโดยระบอบทักษิณนำมาตีแผ่อีกครั้ง
       
       ล่าสุด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็เพิ่งยืนยันมติสั่งฟ้องทักษิณ ชินวัตร กับพวกอันรวมถึงพานทองแท้ ชินวัตร
บุตรชายด้วยในคดีความผิดร่วมกันกับพวกเช่นอดีตบอร์ดธนาคารกรุงไทย
และผู้บริหารกฤษดามหานครในการปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยจำนวน 9,900
ล้านบาท เพื่อส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในความผิดฐานร่วมกันให้ธนาคารกรุงไทย อนุมัติสินเชื่อโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของรัฐ
       
       กรณีการ"เลี่ยงภาษี"การโอนและขายหุ้นชินคอร์ป ที่เล่นตุกติกไปมา แบบสลับซับซ้อน ไม่ให้กรมสรรพากรและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) ตรวจสอบได้ ถึงขั้นไปเปิดบริษัทกระดาษอย่าง แอมเพิล ริช และวินมาร์คเอา
ไว้ที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น
เพื่อหวังหลบหูหลบตาให้รอดพ้นจากการตรวจสอบ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จมาหลายปี
เพราะกรมสรรพากรและกลต.พากันหูดับ-ตาบอด ไม่ยอมทำหน้าที่อย่างจริงจัง
       
       จนภายหลัง จึงพบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ เล่นแร่แปรธาตุโอนหุ้นไปมา เพื่อเลี่ยงภาษี โดยตัวทักษิณ-พจมานและบรรณพจน์ ดามาพงษ์พานทองแท้และพิณทองทา ชินวัตร
       
       จนมีการสอบสวนและสรุปผลได้ว่าครอบครัวชินวัตร-ดามาพงษ์ ที่ทำธุรกรรมอำพรางเอาเปรียบประชาชนทั้งหลาย ต้องจ่ายภาษีให้รัฐทุกบาททุกสตางค์ แต่ผู้นำประเทศกลับหลีกเลี่ยงทุกขั้นตอน
       
       จึงต้องจ่ายเงินภาษีอากรย้อนหลังตามประมวลรัษฎากรในการซื้อขายและโอนหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ทั้งหมด เป็นเงิน 33,279,413,075 บาท
       
       ไม่นับรวมกับอีกหลายคดี ที่ทักษิณถูกสอบสวนเอาผิด
เช่นโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร
และเครื่องตรวจสอบ วัตถุระเบิด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหรือซีทีเอ็กซ์ 9000
ที่ทักษิณในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการพัฒนาท่าอากาศยานเจอเอาผิดพร้อมกับพวก
เช่น
       
       สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคมที่เป็นกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยเวลานี้ หรือศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดฯคมนาคมที่ถูกโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมตั้งให้มาช่วยงาน ในความผิดฐานร่วมกันทำให้บริษัทท่าอากาศยานสากล กรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(ทอท.) ได้รับความเสียหายจากการจัดหาและติดตั้งเครื่องตรวจสอบ วัตถุระเบิด CTX 9000
       
       เพราะจัดซื้อแพงกว่าปกติ ทำให้รัฐเสียหายเป็นเงิน 1,500 ล้านบาท
       
       หรือจะเป็นคดีที่ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาฯอีกหนึ่งคดี
แต่ทางศาลได้จำหน่ายคดีออกจากสาระบบชั่วคราวเพราะทักษิณหลบหนีคดีไปต่าง
ประเทศ
       นั่นก็คือ คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้เงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักร และพัฒนาการประเทศแก่รัฐบาลสหภาพพม่าเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน
       
       เพราะธุรกิจบริษัทโทรคมนาคมของครอบครัวทักษิณคือบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด
ได้ประโยชน์
แต่ทำให้กระทรวงการคลังเสียหายโดยต้องจ่ายเงินชดเชยอัตราดอกเบี้ย
ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
คิดเป็นความเสียหายจากการปล่อยกู้ครั้งนี้ 99,962,037 บาท
       
       มิได้จบแค่นี้ ยังมีอีกหลายคดี
อาทิการสอบสวนโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
และสถานีรับส่งหรือแอร์พอร์ตลิ้งค์
ในเรื่องการทำสัญญาค่าธรรมเนียมเงินกู้ที่
คตส.เห็นว่าเปิดช่องให้เอกชนได้ประโยชน์
อันเป็นการทุจริตซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1,200 ล้านบาท
       
       หรือคดีออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว
ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวยบนดิน
ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาฯ
โดยจำเลยก็ล้วนแต่เป็นนักการเมืองที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง
ได้ร่วมกันกระทำความผิดทางอาญา และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น37,970,398,640 บาท
       
คอยชักโยงใยอยู่ข้างหลัง แล้วให้คนอื่นใช้ชื่อถือหุ้นแทนโดยเฉพาะ
       หลายคดีที่คาดว่าจะมีผลสรุปของคดีออกมาในเร็ววันนี้ ก็จะส่งผลให้แกนนำรัฐบาลชุดนี้ที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองต่างๆ หนาวๆ ร้อนๆ
       
       ที่ลุ้นหนักก็เช่น เนวิน ชิดชอบ แกนนำภูมิใจไทย ที่เวลานี้ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาฯ ในคดี
       
       "ทุจริตการจัดซื้อต้นกล้ายาง และการดำเนินการโครงการปลูกยาง 90 ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์"

       
       เหตุเพราะสมัยเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการนี้ในฐานะรับผิดชอบกรมวิชาการเกษตร
       
       อันพบว่า สำนวนการสั่งฟ้องได้ชี้ว่า
การอนุมัติโครงการและอนุมัติการใช้เงินกองทุน
รวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุน
รวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ. 2534
และการขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานสงเคราะห์กองทุนทำสวนยาง(สกย.) ใช้เงิน
CESS ไม่ชอบด้วยพ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503
ทำให้รัฐเสียหายตามมูลค่าโครงการที่พบว่ามีลักษณะการ "ฮั้วประมูล" เป็นเงินไม่น้อยกว่า 1,440 ล้านบาท
       
       นอก
จากนี้เนวิน ยังต้องลุ้นหนักอีกหนึ่งคดีคือ
โครงการจัดก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ของ บริษัท
ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตร และอาหาร จำกัดหรือเซ็นทรัลแล็บ

       
       คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่รับสำนวนมาจาก คตส.อัน
เป็นโครงการที่เกิดขึ้นสมัยเนวินเป็นรมช.เกษตรฯ เพราะ
คตส.เห็นว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและประมูลโครงการน่าจะเข้าข่ายความผิด
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
พ.ศ. 2542
       
       หรือจะเป็นโครงการหาผลประโยชน์บนนโยบายประชานิยม
ที่ส่อว่ามีการคอรัปชั่นหากินกับคนจน
ผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมี"บ้าน"ของตัวเองสักหลัง นั่นก็คือ
       
       โครงการ "บ้านเอื้ออาทร"
       
       ที่เบื้องต้นมีการคาดการจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
และ คตส.ว่าน่าจะมีการหาผลประโยชน์ร่วมกันสามฝ่ายคือนักการเมือง-ข้าราชการ
-บริษัทเอกชนรับเหมาก่อสร้าง อันทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 8
หมื่นล้านบาท!
       
       เราขอบอกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น
การทุจริตคอรัปชั่นโกงกิน แสวงหาผลประโยชน์แบบกินไม่เลือก
เพราะคิดว่าไม่มีใครตรวจสอบได้
หลงระเริงว่ารัฐบาลเวลานั้นคุมไว้หมดทุกอย่างตั้งแต่อำนาจรัฐ องค์กรอิสระ
จึงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งจะเกิดการตรวจสอบเอาผิดโดย คตส.
       
       ขอย้ำว่า ตัวการใหญ่ที่วางแผน สมคบ รวมหัวกันเขมือบทุกอย่างที่ขวางหน้า ล้วนเกิดจากนักการเมืองที่ติดโทษแบนในคดียุบพรรคเกือบทั้งสิ้น
       
       ดังนั้น
หากคิดแต่เพียงว่าต้องการให้กลุ่มนักการเมืองเหล่านี้กลับมาโลดแล่นการเมือง
อีกครั้ง โดยอ้างเรื่องขาดบุคลากร
ทั้งที่กระบวนการสอบสวนพิจารณาคดียังไม่เสร็จสิ้น
บุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวเองว่าบริสุทธิ์จริงหรือไม่
แต่ก็จะพยายามช่วยเหลือให้พ้นโทษการตัดสิทธิ์ทางการเมือง
       
       บอกได้คำเดียวว่า หากพวกนี้ทำสำเร็จ ก็เท่ากับเป็นการ "ปล่อยเสือหิว-เสือโหย" ให้ออกจากกรงมาล่าเหยื่อต่อไป

คลิกที่นี่ อ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเวบผู้จัดการออนไลน์
www.manager.co.th

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s