ห้ อ ง ส น ท น า : ‘พิภพ ธงไชย’ กับความรักหลากแง่มุม

อ.พิภพ ธงไชย

   ปัจจุบัน ชื่อ ‘พิภพ ธงไชย’
เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะ 1 ใน 5
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่รู้จักเขาในฐานะเอ็นจีโอ
นักเคลื่อนไหวที่ทำงานเพื่อสังคมมากว่า 30 ปี
แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าภายใต้ท่าทีที่แข็งกร้าว
หัวใจของผู้ชายคนนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
       อีกทั้งความรักของเขายังมีหลากหลายแง่มุม ทั้งความรักต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเขาได้ก่อตั้งมูลนิธิเด็กและโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เพื่อให้การช่วยเหลือและให้การศึกษาแก่เด็กๆที่ด้อยโอกาส ความรักที่มีต่อโลก โดยที่ผ่านมา พิภพเป็นเอ็นจีโอ(NGO) ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมานานนับสิบปี ความรักชาติ ซึ่ง
เขาแสดงออกชัดเจน
ด้วยการเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการต่อสู้กับนักการ
เมือง ที่ทุจริตคอร์รัปชั่นและโกงกินบ้านเมือง และความรักที่มีให้แก่ครอบครัว ซึ่งผู้ชายคนนี้ได้ดูแลภรรยาคู่ชีวิต และลูกชายทั้งสองเป็นอย่างดีมาตลอด
       และนี่คือความในใจที่ ‘พิภพ ธงไชย’ มีต่อความรักอันหลากหลายในชีวิต
       
       

· อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็กมาตั้งแต่ปี 2521 อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ทำเรื่องนี้คะ

       ในส่วนของโรงเรียนหมู่บ้านเด็กนั้นเกิดจากแนว
คิดที่อยากจะทำโรงเรียนที่เหมาะกับเด็ก
เพราะผมมองว่าโรงเรียนในเมืองไทยเนี่ยหลักสูตรและระเบียบปฏิบัติต่างๆไม่ได้
เหมาะสมกับเด็ก แต่เด็กต้องปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียน
โรงเรียนกำหนดหลักสูตรและระเบียบกฎเกณฑ์
โดยไม่ได้คำนึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นเด็กๆมีความแตกต่างกันทั้งอารมณ์ ความรู้สึก
สมอง ความจำ และการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
       ครูมักจะวางเป้าหมายไว้แล้วว่าโตขึ้นเด็กต้องไปเป็นนั่นเป็นนี่
ทั้งที่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ
เด็กต้องเรียนในหลายๆวิชาที่ไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะกับกับความถนัดหรือ
ศักยภาพของเขา ส่งผลให้ศักยภาพของเขาถูกทำลายไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้าเด็กคนไหนมีความสามารถตรงกับหลักสูตรและเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดไว้
คือต้องการให้เด็กเอ็นทรานซ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เช่น เด็กสามารถ
เรียนคณิตศาสตร์ได้เก่ง เรียนภาษาได้เก่ง เรียนวิทยาศาสตร์ได้เก่ง
ก็จะเดินไปตามแนวทางที่โรงเรียนวางไว้
แต่สำหรับเด็กที่ไม่ถนัดด้านคณิตศาสตร์ แต่ถนัดด้านดนตรี ศิลปะ
หรือสังคมศาสตร์ ก็จะไม่มีทางเลือก
จำต้องเรียนคณิตศาสตร์ตามที่โรงเรียนกำหนดไปเรื่อยๆ ในทางกลับกันถ้าเด็กๆ
ได้เรียนในสิ่งที่เขาชอบเขาก็จะเรียนได้ดี
       นอกจากนั้นยังมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าครูต้องมีลักษณะของการแสดง
อำนาจ และเด็กต้องกลัวครู ถ้าเด็กคนไหนช่างพูด ช่างเถียง ช่างถาม
ก็มักถูกครูดุ ว่าเป็นเด็กแก่แดด เด็กดีต้องฟังและทำตามที่ครูบอก เท่านั้น
       
       

· แล้วโรงเรียนหมู่บ้านเด็กมีแนวทางในการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรคะ

       ผมก็มาคิดว่าหากจะทำโรงเรียนให้เหมาะกับเด็กก็ต้องอยู่บนพื้นฐาน
ของ ความรักและการให้เสรีภาพแก่เด็กๆ
ซึ่งจะส่งผลให้เด็กกล้าแสดงออกและมีความเป็นตัวของตัวเอง
การที่ครูให้ความรักแก่เด็กก็จะทำให้เราเข้าใจในตัวพวกเขา
และการที่เราจะรู้ว่าเด็กแต่ละคนมีศักยภาพและความถนัดในด้านไหน
เราก็ต้องให้เสรีภาพแก่เขาก่อนเพื่อให้เขากล้าแสดงตัวตนออกมา
อีกทั้งเราต้องให้ความรักความเข้าใจ รวมถึงเข้าใจเรื่องจิตวิทยาเด็กด้วย
โดยโครงการนี้เราจะเน้นไปที่เด็กยากจน เด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า
และเด็กที่ครอบครัวแตกแยกเป็นหลัก ซึ่งเด็กนักเรียนที่นี่เรียนฟรีหมด
คือรายได้ของเราจะมาจากเงินบริจาค
       
       

· ทราบว่าโรงเรียนนี้เน้นให้นักเรียนทุกคนถือศีล 5

       ครับ.. แต่ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนนะ ครูและบุคลากรของโรงเรียนทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นนักการภารโรง คนงาน ช่าง
รวมถึงทุกคนในครอบครัวของพวกเขาก็ต้องมีศีล 5 ด้วย ห้ามเล่นการพนัน
ห้ามสูบบุหรี่ คือเราใช้ศีล 5 เป็นตัวกำกับความประพฤติของแต่ละคน เพราะศีล
5 จะเป็นข้อปฏิบัติที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมเป็นปกติ เช่น
ถ้าเราไม่ดื่มเหล้าเราก็ไม่ขาดสติ
ซึ่งเป็นต้นเหตุของการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุต่างๆ
ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ไม่มีการเบียดเบียน
ไม่ใช้ความรุนแรงทำลายล้างกัน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีศีล 5 เป็นตัวกำกับ
ปัญหาทุกอย่างก็ลดลง และถ้าถึงขั้นเคร่งครัดในศีล 5
ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องมีทหารตำรวจ เพราะไม่มีใครทำผิดกฎหมาย
       ดังนั้นโรงเรียนของเราจึงใช้ศีล 5 เป็นตัวกำกับ ใครทำผิดศีล 5
เราก็มีบทลงโทษ เช่น ถูกตัดเงินเดือน ถ้าผิดร้ายแรงก็ถึงขั้นถูกไล่ออก
คือที่เรายึดศีล
5เพราะเห็นว่าเป็นข้อปฏิบัติที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านคิดค้นขึ้นมา
และทุกคนก็เห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดี
อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความทุกคนในโรงเรียนหมู่ บ้านเด็กจะปฏิบัติตามศีล 5
ได้ทั้งหมดนะ ก็อาจจะมีบ้างที่นอกลู่นอกทาง
       
       

· นอกจากเรื่องศีลธรรมแล้วทางโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรอีกคะ

       ที่ผ่านมาผมทำเรื่องเด็กกับสิ่งแวดล้อมมาตลอด
อย่างในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กเราก็จะจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาการ
ของเด็ก ที่ดินทั้ง 200 ไร่จะเต็มไปด้วยต้นไม้
ตัวอาคารจะไม่ได้ตั้งเรียงเป็นแถวเหมือนค่ายทหาร
แต่จะตั้งแบบกระจัดกระจายเหมือน กับบ้านที่อยู่ในชุมชน
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีลักษณะของอำนาจนิยม
คือการสร้างอาคารของโรงเรียนทั่วไปจะมีลักษณะของอำนาจนิยม
การวางท่าทีของครูก็มีลักษณะอำนาจนิยม
ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กก็มีลักษณะของอำนาจนิยม
แต่โรงเรียนของเราไม่ต้อง การให้มีบรรยากาศเช่นนั้น
เราพยายามสร้างบรรยากาศของเสรีภาพ ให้ความเสมอภาค และภราดรภาพ
สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของประชาธิปไตยซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญ
โดยเรามีสภาโรงเรียนซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กได้ถกเถียงและแลกเปลี่ยนความเห็น
กัน
       เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเด็กเป็นตัวหล่อหลอมให้เด็กโต
มาเป็นคนดีหรือเลว
ต่อให้เราอบรมเด็กดีแค่ไหนแต่ถ้าสถานศึกษาถูกรายล้อมไปด้วยร้านเหล้า
ในสังคมเต็มไปด้วยซ่องโสเภณี หนัง หรือละครที่เด็กๆดู
ก็มีแต่เรื่องอิจฉาริษยาเต็มไปหมด
แล้วเราจะให้เด็กเติบโตเป็นคนดีก็คงเป็นไปได้ยาก
การจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็กจึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรละเลย
อย่างที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเราจะไม่ให้เด็กๆดูรายการที่มีลักษณะยั่วยุ
หรือละครแนวอิจฉาริษยาเลย จริงๆแล้วธรรมชาติของมนุษย์มีความ อิจฉาริษยา
มีความกลัว และมีลักษณะของการใช้อำนาจอยู่แล้ว
สังคมไม่จำเป็นต้องไปเติมสิ่งเหล่านี้ เข้าไปอีก
ดังนั้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กๆเราควรจะลดสิ่งเหล่านี้ลง แต่ให้ความรัก
ความเข้าใจ และให้ เสรีภาพแก่พวกเขาแทน
       
       

· ดูเหมือนอาจารย์จะมีความรักให้มนุษยชาติ โดยไม่เลือกว่าเขาเป็นใครมาจากไหน

       ที่จริงมนุษย์เราก็ควรจะเป็นเช่นนั้นนะ (ยิ้ม)
เพราะประเทศต่างๆเพิ่งจะมาเกิดขึ้นเมื่อ 1,000 กว่าปีมานี้เอง
แต่มนุษย์เราเกิดมาเป็นหมื่นๆปีแล้ว
ดังนั้นเราควรรักมนุษยชาติมากกว่ารักชาติ คือต้องรักมนุษยชาติเป็นตัวตั้ง
และต้องรักมนุษยชาติทุกเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่รักคนไทย แต่เกลียดคนลาวคนเขมร
ชื่นชมคน กรุงเทพฯ แต่ดูถูกคนเหนือ คนอีสาน เราไปสร้างค่านิยมผิดๆ
อย่างละครทีวีก็มักเขียนบทให้คนอีสาน เป็นคนรับใช้
แล้วให้คนที่เป็นลูกครึ่งเป็นพระเอกนางเอก
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการดูถูกคนต่างจังหวัด
       
       

· ในส่วนของงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำมีอะไร บ้างคะ

       ผมต่อสู้เรื่องป่า คัดค้านการดำเนินการของโรงงาน
อุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า
ไม่ให้มีการสร้างเขื่อน
และโรงงานอุตสาหกรรมในจุดที่จะส่งผลกระทบต่อป่าไม้และชุมชน
ซึ่งในส่วนของการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นผมเพิ่งมาเริ่มทำเมื่อปี 2540
โดยร่วมกับกลุ่ม อนุรักษ์ จ.กาญจนบุรี คือแต่เดิมผมทำโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก
ซึ่งในโรงเรียนผมก็ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
ผมทำให้เด็กๆเห็นว่าต้นไม้เนี่ยะถ้าเราไม่ไปตัดมัน มันก็จะขึ้นเอง
ป่ามันจะฟื้นตัวเอง มนุษย์ควรจะ
แทรกแซงสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติให้น้อยที่สุด
       
       

· ขณะที่ทำงานเพื่อเด็กและสิ่งแวดล้อมนั้น อาจารย์ก็ร่วมต่อสู้ทางการเมือง ต่อสู้กับการ ทุจริตคอร์รัปชั่นไปด้วย

       ครับ.. ผมสู้กับความไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ 14 ตุลาฯ 2516, 6 ตุลาฯ
2519, พฤษภาทมิฬ จนถึงการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 โดยหลังจากที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ถูกบีบให้ยุติการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
และมาจัดสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สวนลุมพินี
จนมีแนวร่วมมากขึ้นและเกิดเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
       ตอนนั้นก็มีความเห็นร่วมกันว่าควรจะมีตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้ามาช่วย
กันทำงาน มีการพูดคุยกันว่าจะมีแกนนำกี่คน มาจากส่วนไหนบ้าง
สุดท้ายก็มาสรุปที่ 5 คน โดยมาจากตัวแทนของภาคแรงงาน ก็คือคุณสมศักดิ์
โกศัยสุข ตัวแทนจากนักวิชาการคืออาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ตัวแทนจากสื่อมวลชนคือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ตัวแทนจากกองทัพธรรมคือ
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ซึ่งก็คือผม
และมีคุณสุริยะใส กตะศิลา เลขาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.)
เป็นผู้ประสานงาน จากนั้นก็ทำงานร่วมกันมาเรื่อย
       โดยการชุมนุมเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯนั้นมี 2ช่วง คือช่วงปี 2549
ซึ่งเราเริ่มตั้งแต่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ถูกยุบ จนถึงการปฏิวัติ 19
กันยาฯ จากนั้นก็มาเริ่มชุมนุมอีกครั้งในปี 2551 จนกระทั่งศาล
รัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคเพื่อไทยเราจึงสลายการชุมนุม
       แต่ปัจจุบันแม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้นและไม่
มีการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่แนวร่วมพันธมิตรฯทั่วประเทศก็ยังอยู่
เรายังคงติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและหากมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น
เราก็พร้อมที่จะออกมารวมตัวกันใหม่

 

คลิกที่นี่ดูข้อมูล โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2552 15:52 น.

แหล่งอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 9 ฉบับที่99 กุมภาพันธ์ 2552

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s