“ตี๋-ชิงชัย” ศิลปินนักสู้ กับ หัวใจที่รู้จักคำว่า “ให้อภัย”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2552 08:18 น.

 

"ตี๋" ชิงชัย อุดมเจริญกิจ

  ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา
ภาพของชายในเสื้อสีน้ำตาล สวมกางเกงยีน
ทั้งตัวถูกละเลงไปด้วยเลือดและรอยไหม้ มือขวาขาดรุ่งริ่ง
มือซ้ายกำวัตถุที่มองไม่ออกว่าคืออะไร ปรากฏต่อสายตาของประชาชนทั่วไป
สร้างความสลดหดหู่และเศร้าเสียใจให้ผู้คนจำนวนมาก
       
       เช้า
วันถัดมา ภาพดังกล่าวได้ถูกนำไปเผยแพร่และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนและหนังสือพิมพ์บางฉบับกล่าวหาว่า
"วัตถุในมือซ้าย" ของชายผู้นั้นคือ "ระเบิดปิงปอง"
ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมาใช้ก่อเหตุความวุ่นวาย
แม้ในที่สุดจะมีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า
วัตถุที่ชายผู้นี้กำไว้จะเป็นเพียงกรอบใส่พระเครื่องธรรมดาๆ
แต่ตำรวจและหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ
ที่เคยให้ข่าวและลงข่าวบิดเบือนก็ไม่เคยที่จะแก้ข่าว หรือ ขอโทษ
       
       แม้ … แขน
ขวาที่ถูกแรงระเบิดจนขาดและสะเก็ดระเบิดที่ฝังกระจายอยู่ทั่วทั้งหน้าอกจะทำ
ให้ "ตี๋" ชิงชัย อุดมเจริญกิจ อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตามปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น
       

       แม้ … การ
สูญเสียแขนขวาที่เคยสะบัดแปรงพู่กันสร้างงานศิลป์
จะทำให้เขาสูญเสียอาชีพที่เคยเลี้ยงดูครอบครัว
แต่ชีวิตและลมหายใจยังดำรงอยู่กับหัวใจที่ไม่ได้ขาดพร่องออกไปด้วย
       

       แม้ … วัน
เวลาเก่าๆ จะไม่อาจหมุนกลับ
แต่ในวันนี้เขากลับยังมีความรักที่ภรรยาและลูกชายทั้ง 2 ช่วยกันเติมเต็ม
จนดูราวกับว่าชีวิตของ "ตี๋"
ในวันนี้มีความสุขไม่แตกต่างไปจากเดิมแม้แต่น้อย

   ทุกวันนี้ "ตี๋"
กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว หลังจากต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายเดือน
โดย เมตตา อุปมัย หรือ "แหม่" ภรรยาผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เล่าให้ฟังว่า
แพทย์ต้องใส่ท่อทางเดินหายใจด้านในเพื่อต่อกับท่อทางเดินหายใจด้านนอกไว้ที่
คอของเขา เนื่องจากต้องการให้เนื้อเยื่อข้างในคอคงที่
เพราะลักษณะแผลที่โดนความร้อนจากระเบิด
เนื้อเยื่อมักจะสร้างแผลเป็นขึ้นมาเองอยู่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นแพทย์จึงวิตกว่าหากเอาท่อตรงที่คอออกแล้ว
แผลเป็นดังกล่าวอาจไปอุดตันท่อทางเดินหายใจ
ซึ่งคะเนว่าอาจต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าเขาจะกลับมาหายใจทางจมูกได้ตามปกติ
       
       "
ตอนแรกเข้าใจว่าพี่ตี๋จะหายใจทางรูจมูกไม่ได้เลย เนื่องจากหลอดลมมันฉีกขาด
พอรักษาตัวได้ระยะหนึ่ง หลอดลมที่ฉีกขาดบางส่วนมันกลับมาต่อกันได้เอง
พอกลับมาตรวจใหม่ หมอยังบอกเลยว่าเหมือนเป็นปาฏิหาริย์"
       
       แต่
ก็ต้องรอให้เนื้อเข้าที่ พร้อมๆ กับทำกายภาพควบคู่ไปด้วย
หมอบอกว่าตอนนี้ยังมีโอกาสที่จะกลับไปหายใจทางจมูก 100%
แต่ว่าถ้าหลอดลมติดกันมากๆ แล้วกายภาพมันเอาไม่อยู่อาจจะต้องผ่าตัดอีก
ส่วนแผลเป็นที่เกิดบริเวณรูจมูกก็คงใช้ต้องใช้เลเซอร์จัดการ"
แหม่เล่าถึงอาการที่หลอดลมของตี๋พร้อมอธิบายต่อว่า
       
       ทุก
วันนี้ตี๋ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีทุกสัปดาห์
โดยในหนึ่งสัปดาห์จะต้องไปไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง
เพื่อทำการรักษาแผลที่อยู่บริเวณหน้าอก ที่เธอเล่าว่ามัน "เจ็บจี๊ดๆ"
ขึ้นมาเป็นระยะนอกจากนี้แขนขวาที่เนื้อยังรอติดกันให้สนิทอยู่
ยังทำให้แขนขวาไม่สามารถขยับได้มากนัก โดยทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล
แหม่จะไปกับสามีทุกครั้ง เธอให้เหตุผลว่าเขายังหันคอไม่ค่อยได้
ความคล่องตัวก็ไม่ดีนัก
จึงเป็นห่วงว่าถ้าเดินทางไปคนเดียวอาจจะไม่ปลอดภัยนักโดยเฉพาะเวลาข้ามถนน
เวลาเช่นนี้ ตี๋ต้องพกขวดน้ำติดตัวเสมอ
เนื่องจากการหายใจโดยอาศัยท่อช่วยหายใจนั้นที่ไม่ได้ผ่านเข้าจมูก
ส่งผลให้หลอดลมที่เชื่อมระหว่างจมูกกับคอแห้ง
เพราะไม่มีละอองน้ำชุ่มชื้นคอยหล่อเลี้ยง
ซึ่งจะทำให้เขาไอบ่อยจึงต้องแก้ด้วยการจิบน้ำตลอดเวลา

บาดแผลที่หลงเหลือบนร่างกาย

 

  35 วันในไอซียู
       

       ฝั่งเจ้าตัวเล่าให้
ASTVผู้จัดการ ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดในวันที่ 7 ตุลาคม 2551
และช่วงเวลาระหว่างที่รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู
พร้อมด้วยรอยยิ้มและอารมณ์ที่เบิกบานตามประสาศิลปินอารมณ์ดีว่า
วันนั้นเขานั่งหลบอยู่ข้างกำแพงบริเวณที่คิดว่าปลอดภัยแล้ว
พอมีคนหย่อนระเบิดเข้ามา ทุกคนก็วิ่งหนีกันหมด แต่ตัวเขาเองวิ่งไม่ทัน
เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก
แต่ก็มีสติรู้สึกตัวตลอดจนถึงช่วงที่ถูกส่งตัวไปรักษาอยู่ในห้องไอซียู
ตอนแรกที่ฟื้นขึ้นมาเขาก็คิดแค่เพียงว่า
หลังจากนี้จะต้องใช้มือซ้ายวาดรูปให้มากขึ้น
เพื่อที่จะได้เอาเงินมาใช้ผ่อนหนี้ที่ใช้เป็นค่ารักษาตัว
โดยเขาไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือคิดโทษใครเลย
       
       "ไม่ท้อ
มันท้อไม่ได้ มันต้องสู้ ตายไม่ได้ เราโตมาที่คลองเตย ตอนเด็กๆ
สภาพแวดล้อมมันโหดร้ายมาก มันสอนให้รู้ว่าต้องเอาตัวรอดยังไง
แม้เหตุการณ์ที่เจอครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดในชีวิต
แต่เราก็พยายามคิดว่าเราจะผ่านมันไปอย่างไรและจะทำอะไรหลังจากนี้
ซึ่งตอนนี้ก็คิดว่าจะใช้อวัยวะที่เหลือคือแขนซ้ายวาดรูปแทน
แม้ประสิทธิภาพจะยังไม่ค่อยดี แต่ยังไงเราก็วาดรูปได้"
ตี๋กล่าวด้วยแววตาที่มุ่งมั่นของศิลปินพร้อมปล่อยมือที่ใช้ปิดท่อที่คอออกหลังพูดจบ
       
       แหม่
กล่าวเสริมระหว่างที่คู่ชีวิตหยุดพักจิบน้ำว่า
อาจเพราะสามีเป็นคนฟังธรรมะเยอะ
จึงทำให้เขาเข้าใจชีวิตและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้ 2
ปีสามีได้รักษาศีล 5 มาตลอด และมีความตั้งใจว่าในบั้นปลายชีวิตจะไปบวช
แต่ถึงตอนนี้คงบวชไม่ได้แล้วเพราะตามหลักวินัยสงฆ์บัญญัติไว้ว่าผู้ที่จะบวช
ต้องมีอวัยวะครบ 32 ประการ แต่พอเขามาเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา
แม้จะบวชไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังถือศีล 8 และไปเข้าวัดฟังธรรมได้

เมตตา อุปมัย หรือ "แหม่" ภรรยาผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

 

 ด้วยความผูกพันที่เป็นคู่ชีวิตกันมานานกว่า 14 ปี
แหม่เผยถึงความรู้สึกครั้งแรกที่เห็นคู่ชีวิตนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลว่า
เธอเองกังวลอยู่ว่าเขาจะเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน
เพราะสภาพของตี๋ในตอนนั้นหนักมาก หน้าบวม ปากเขียว สูญเสียแขนขวา
หลอดลมขาด เนื้อตรงช่วงอกและปอดเป็นแผล
ทั้งระหว่างที่รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู 35 วัน ก็ต้องผ่าตัดเกือบทุกวัน
ซึ่งเธอก็คิดว่าเขาก็คงทรมานมาก เพราะต้องโดนฉีดมอร์ฟีนทุกครั้งที่ล้างแผล
ใส่เสื้อก็ไม่ได้เพราะต้องถูกผ้าก๊อซพันไว้ทั้งตัวเหมือนมัมมี่
แต่เธอก็พยายามมองในแง่ดีว่าอย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีมากๆ
ที่เขายังมีชีวิตรอดมาได้
       
       "เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่
เกิดขึ้นแล้ว จะทำยังไงได้ ก็ต้องสู้ต่อไปและก็ไม่เคยคิดท้อด้วยที่พี่ตี๋
มาเป็นแบบนี้ ปกติถึงพี่ตี๋ไม่ป่วยก็ดูแลกันอยู่แล้ว
ตอนนี้ก็แค่ดูแลมากขึ้น อีกอย่างคิดว่าดูแลเองดีกว่าจะปล่อยให้พยาบาลดูแล"
เธอกล่าวพร้อมยิ้มเล็กๆ พร้อมแววตาเปี่ยมกำลังใจ
 
       ซาบซึ้ง "พระราชินี" รับเป็นคนไข้
       
       ใน
ส่วนของการรักษาพยาบาลว่า สองสามีภรรยาเล่าว่า
รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างมากที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรม
ราชินีนาถ ได้รับสามีไว้เป็นคนไข้ในพระราชินูปถัมภ์ ทั้งๆ
ที่ตอนแรกไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะมีใครหยิบยื่นความช่วยเหลือ
       
       สำหรับ
ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในครอบครัว
หลังจากที่ตี๋กลับมารักษาตัวที่บ้าน ภรรยาของตี๋อธิบายว่า
ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในช่วงพักฟื้นคงต้องสำรองจ่ายไปก่อน
ซึ่งเธอคิดว่ามูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินจะเข้ามาช่วยดูแล
โดยขณะนี้ทางครอบครัวก็พอมีเงินสำรองใช้อยู่ก้อนหนึ่ง
โดยเป็นเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องพันธมิตรที่บริจาคเงินผ่านกอง
ทุนช่วยเหลือเพื่อผู้บาดเจ็บและเพื่อผู้เสียชีวิต ศูนย์เยียวยาผู้บาดเจ็บ
ผู้พิการและผู้เสียชีวิต มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
และจากคณะกรรมการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ความ
ไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
สังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
       
       ส่วน
เรื่องรายได้ในครอบครัวเธอเล่าต่อว่า ครอบครัวมีรายจ่ายเกิดขึ้นทุกวัน
ในขณะที่รายได้ในครอบครัวไม่มีเลย
เนื่องจากตี๋ต้องหยุดวาดภาพและปล่อยให้รุ่นน้องที่รู้จักกันมาเช่าร้านที่
ตลาดนัดสวนจตุจักรขายภาพไปก่อน
แต่ก็ยังมีภาพที่เขาวาดไว้ก่อนเกิดอุบัติเหตุยังไม่ได้วางขายที่ไหน
เธอบอกว่าตี๋อยากจะเก็บไว้ก่อนรอจนเขาหายเป็นปกติแล้วจึงหาที่จำหน่ายเอง
ในระหว่างนี้เธอก็ได้ฝึกวาดรูปไปด้วย
แม้ในตอนนี้ฝีมืออาจจะยังไม่ดีพอที่จะนำไปจำหน่ายได้ แต่ก็หวังว่าในอนาคต
ภาพวาดของเธอจะเป็นรายได้เข้าครอบครัวอีกทางหนึ่งเช่นกัน

   จิตใจอันประเสริฐในร่างกายที่บอบช้ำ
       

       เมตตา
ยังเล่าถึงความคืบหน้าในคดีที่ ทนายนายสุวัตร อภัยภักดิ์
ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บริษัท ข่าวสด, นายฐากูร บุนปาน
บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา นสพ.ข่าวสด และ นายเผด็จ ภูรีปติภาน
คอลัมนิสต์ นสพ.ข่าวสด เป็นจำเลยที่ 1-4
ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบร่วมกันหมิ่นประมาทด้วย
การโฆษณา ว่าศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ในเวลา 13.30
น.
ซึ่งเธอก็มั่นใจที่อย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะว่าเชื่อมั่นในตัวทนายสุวัตร
ที่เข้ามาดูแลตรงนี้
       
       ด้านตี๋ได้กล่าวถึงความรู้สึกในเรื่องนี้ว่า "
บอกตรงๆ ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ที่บอกว่าไม่ ก็คือ ไม่จริงๆ นะ
เพราะเหมือนกับว่าเราไปอยู่ตรงนั้นเอง ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกโกรธตำรวจ
เข้าใจว่าพอไปอยู่จุดๆ นั้น คนมันเหนื่อย มันล้า มันเครียด
ก็แปลกเหมือนกัน เพราะตอนแรกก่อนที่จะไปร่วมชุมนุมเห็นภาพจากโทรทัศน์
เห็นตำรวจเตะประชาชน ก็รู้สึกโกรธว่าทำไมถึงทำกับประชาชนที่ไม่มีทางสู้ได้
แต่พอมาเจอกับตัวเองกลับไม่รู้สึกอะไร รู้สึกเฉยๆ
และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบและนิ่ง ก่อนที่จะเอามือปิดที่คอแล้วพูดต่อว่า
       
       "
เรารู้อยู่ว่าเราเป็นคนดี เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องกลัวอะไร
ขอฝากไปถึงคนที่ยังที่คิดว่าผมยังกำระเบิดอยู่ อยากให้เปิดใจให้กว้าง
ให้ฟังคนเสื้อเหลืองพูดบ้าง เพราะคนเสื้อเหลืองไม่เคยโกหกใคร"

       
       เมื่อ
เราถามต่อว่า ถ้ามีโอกาสย้อนเวลากลับไปจะไปชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ
หรือไม่ … ตี๋ตอบอย่างหนักแน่นว่า "ไป แต่ในวันที่ 7 ตุลาคม
คงไม่นั่งอยู่ตรงนั้น เพราะคงไม่มีใครอยากสูญเสีย และ
ถ้ามีโอกาสเมื่อหายดีแล้วก็จะไปตระเวนคอนเสิร์ตกับพันธมิตรฯ
อยากจะไปเที่ยวแต่ตอนนี้ยังถ้าต้องไปต่างจังหวัด
การที่ต้องหอบหิ้วอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดท่อช่วยหายใจเพื่อล้างคราบเสลด
ที่ติดตามท่อออกทุกเช้าเย็นไปด้วยคงเป็นเรื่องไม่สะดวกนัก"
 
       กำลังใจที่ท่วมท้น
       
       แหม่
เล่าต่อว่านอกจากกำลังใจจากเครือข่ายกลุ่มเพื่อนศิลปินและเพื่อนบ้านที่มอบ
ให้ตี๋แล้ว
ก็ยังมีกำลังใจจากเพื่อนที่เป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่ง
ชาติ (นปช.) บางส่วน ที่ได้มาเยี่ยมบ้าง ซึ่งตรงนี้ตี๋กล่าวเสริมว่า
       
       "
คือคนที่มีสมอง เวลาเจอกันจะตัดเรื่องการเลือกข้างออกไป
ให้เหลือแต่ความเป็นมนุษย์ มีแต่ความเป็นเพื่อน
คนเราอยู่ในประเทศไทยมันก็คนเหมือนกัน คือถ้าคนไทย มองคนเป็นคนเหมือนกันนะ
ไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้ามองแบบเหยียดหยาม ก็จะเจอปัญหาเหตุผลร้อยแปด
เพื่อนก็เกลียดกัน"
       
       แหม่เล่าต่อด้วยว่า
นอกเหนือจากกำลังใจทั้งหมด
กำลังใจที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือกำลังใจจากลูกชายทั้ง 2 คน
ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น
เธอก็ได้อธิบายและทำความเข้าใจกับทั้ง น้องบลู (ด.ช.ณภัทร อุดมเจริญกิจ)
และน้องแจ๊ส (ด.ช.ภูชิสส์ อุดมเจริญกิจ)
ที่ในวันนี้ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ยังเหมือนเดิม
ส่วนคุณพ่อตี๋ยังคงให้ความใส่ใจและทุ่มเทเวลาอยู่กับลูกเหมือนเมื่อก่อนไม่
มีเปลี่ยนแปลงและเด็กๆ ก็ติดพ่อมากด้วย
 

น้องบลูและน้องแจ๊ส

  ถึงตรงนี้น้องบลูที่นั่งอยู่ข้างๆ พ่อ
ได้เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนให้ฟังว่า
เวลาคุณครูมาถามว่าพ่อเป็นยังไงบ้าง บลูก็ตอบว่าพ่อเจ็บที่มือครับ
แล้วครูก็ถามว่าพ่อเป็นอย่างนี้ มือขวาพ่อขาดใช่ไหม แล้วพ่อจะวาดรูปได้ไหม
แล้วบลูก็ตอบว่า "ได้" เพราะพ่อเป็นคนพิเศษ ใช้ปากวาดก็ได้
นอกจากนี้บลูยังประดิษฐ์มือขวาเทียมที่ทำจากกระดาษให้พ่อด้วย
เด็กชายยังเล่าด้วยว่าเขาชอบตัดกระดาษ
เมื่อโตขึ้นจะเป็นศิลปินกระดาษและศิลปินวาดภาพเหมือนกับพ่อของเขา
       
       "เป็นห่วงพ่อครับ กอดพ่อทุกวันเลย" น้องบลู เผยถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน ก่อนที่น้องแจ๊สจะกล่าวเสริมว่า "จริงๆ พ่อวาดใช้ปากได้ แต่กลัวพู่กันทิ่มปาก ใช่รึเปล่าพ่อ" ลูกชายคนเล็กของตี๋หัวเราะอย่างชอบใจและเล่าถึงความฝันของตัวเองต่อว่า เขาชอบวาดรูปและอยากเป็นศิลปินด้วยเหมือนกัน
 
       ถึง
ตรงนี้เมตตาได้เล่าให้ฟังถึงวิธีการเลี้ยงลูกๆ ว่า นอกจากพ่อ แม่
จะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว ในครอบครัวยังปลูกธรรมะด้วยการให้เด็กๆ
ดูการ์ตูนธรรมะ ฟังเพลงสวดมนต์ก่อนนอน เพราะว่าธรรมะเป็นเรื่องดี
เป็นเรื่องที่ขัดเกลาจิตใจของเด็กให้สงบขึ้น
เพราะเด็กสมัยนี้มักจะทำอะไรเร่งรีบ แบบคิดได้ให้รีบทำ
       
       "
จริงๆ แล้วตัวเองก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องธรรมะ แต่พี่ตี๋เป็นคนสนใจ
แล้วก็มาถ่ายทอดให้ฟังอีกที ปกติวันหยุด พี่ตี๋จะเป็นคนพาลูกไปวัด
เลยคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงจะค่อยๆ ซึมซับไปถึงลูกบ้าง"
เมตตายิ้มก่อนลูบหัวน้องแจ๊สอย่างเอ็นดู
       
       เมื่อถามตี๋
ว่ามีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไร เพื่อให้เด็กทั้ง 2
เติบโตมาเป็นคนดีที่ยืนอยู่ท่ามกลางสังคม
ที่บางครั้งก็มีความความขัดแย้งและความปรองดอง
เขาไม่ตอบแต่เอานิ้วปิดท่อทางเดินหายใจที่คอ พร้อมร้องเพลงบทเพลงเพื่อเด็ก
ของ "เต๋อ" เรวัติ พุทธินันท์
       
       "…เด็กจะดีเพียงใด
นั้น รู้ๆ กันอยู่ที่ใคร ที่จะคอยดูแลเขา ขอให้เราอย่าละเลย ช่วยกัน
ทำตัวให้เด็กรู้ ให้เด็กเห็น ให้เด็กตาม ย้ำในสิ่งที่ดี…"
       
       จาก
นั้น ‘ตี๋’ ยิ้มและส่งแขนขวาที่ไร้มือให้ น้องบลูจับ ก่อนที่
น้องแจ๊สและภรรยาจะเดินตามมาสมทบ ทั้ง 4 คน จับมือกันก้าวเดินต่อไป
แม้วันนี้อวัยวะบางส่วนของ ‘ตี๋’ จะขาดหายไป
แต่ในทางตรงกันข้ามความอบอุ่นในครอบครัวอุดมเจริญกิจกลับไม่ได้ขาดหายไปด้วย
เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ยืนยันได้ว่าความรัก ความห่วงใย
ความเข้าใจของกันและกัน คือสิ่งที่คล้องหัวใจของคนทั้ง 4
ให้ฝ่าฝันอุปสรรคไปด้วยกัน ……

*หมายเหตุ :
       
       สำหรับ
ผู้ต้องการช่วยเหลือ "ตี๋" ชิงชัย อุดมเจริญกิจ
และครอบครัวสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ที่ ชื่อบัญชี นายชิงชัย
อุดมเจริญกิจ ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยโลตัส พระราม 4 บัญชีออมทรัพย์
เลขที่บัญชี 7102341206

ข้อมูลจากเวบผู้จัดการออนไลน์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s