๑๐ สุดยอดสตรีในพุทธศาสนา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กุมภาพันธ์ 2552 15:14 น.

 

 วัน ที่ ๘ มีนาคมนี้ เป็นวันสตรีสากลของโลก
สิ่งหนึ่งอันเป็นวันสำคัญนี้ ก็คือ
ทำให้คนเรานึกถึงบทบาทของสตรีที่มีต่อสังคมโลก
ไม่ว่าสตรีเหล่านั้นจะอยู่ในส่วนไหนของโลก คอลัมน์นี้จึงถือโอกาสนำชีวประวัติของสตรีที่มีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนา และในสังคมครั้งพุทธกาล ๑๐ คน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเลิศในด้านต่างๆ มานำเสนอท่านผู้อ่าน โดยสังเขป ดังนี้
       
       ๑. นางสุชาดา
เป็นธิดาของเสนิยกฎมพี ในหมู่บ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา
เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว นางได้ทำพิธีบวงสรวงต่อเทพยดาที่สิงสถิตอยู่ ณ
ต้นไทรใหญ่ใกล้บ้าน โดยตั้งความปรารถนาไว้สองประการ คือ
ขอให้นางได้แต่งงานกับชายที่มีบุญ และมีทรัพย์สินเสมอกัน
และขอให้นางมีบุตรคนแรกเป็นชาย


       ความปรารถนาของนางสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้
และนางได้ทำพิธีบวงสรวงเทพยดา เมื่อบุตรชายของนางแต่งงานแล้ว
โดยนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำ ไปบวงสรวง เทพยดา ณ ต้นไทรที่นางเคยบนบานไว้
ซึ่งนางได้พบพระสิทธัตถะ โพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ที่นั่น
มีรัศมีเปล่งปลั่ง น่าเลื่อมใส นางเข้าใจว่าเป็นเทพยดา
จึงน้อมถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย
พระโพธิสัตว์รับถาดทองคำนั้นไว้ เมื่อนางถวายถาดทองคำแล้วก็เลี่ยงออกไป
โดยไม่เสียดายถาดทองคำอันมีค่าเลย พระโพธิสัตว์เสวยข้าวมธุปายาสแล้ว
ก็ลอยถาดทองคำลงในแม่น้ำเนรัญชรา วันนั้น เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
เป็นวันแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

       ในกาลต่อมา "ยสะ" ซึ่ง
เป็นบุตรชายของนางสุชาดา ได้พบพระพุทธเจ้าที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน
แขวงเมืองพาราณสี
ได้ฟังธรรมจากพระศาสดาและได้บรรลุเป็นโสดาบันและได้บรรลุอรหัตผล
เมื่อได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่บิดาของตน
แล้วทูลขออุปสมบทเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
บิดาของท่านได้เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยคนแรก ส่วนมารดา คือนางสุชาดา
พร้อมทั้งภรรยาเก่าของท่านยสะ
เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ก็ได้ถึงพระรัตนตรัย
เป็นอุบาสิกาคู่แรกในพระพุทธศาสนา

       นางสุชาดาได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อนอุบาสิกาทั้งปวง
       
       ๒. นางวิสาขา มหา
อุบาสิกา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ เป็นธิดาของธนญชัย
และนางสุมนาเทวี ขณะอายุได้ ๗ ขวบ
ได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่เมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นปู่
ก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ต่อมาได้ย้ายครอบครัวไปอยู่เมืองสาวัตถี
ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล
ที่ประสงค์จะมีตระกูลมหาเศรษฐีอยู่ในเมืองของพระองค์


       นางวิสาขาได้มีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนา
ได้สร้างวัดบุพพารามในนครสาวัตถี เป็นโลหประสาท ๒ ชั้น
มีห้องพักสำหรับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป
นางวิสาขาถวายความอุปถัมภ์แก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกมิได้ว่างเว้น
และเมื่อเกิดการไต่สวนเกี่ยวกับนางภิกษุณีในความไม่สมควรที่เกิดขึ้น
ก็จะมีนางวิสาขาเป็นกรรมการด้วยผู้หนึ่งเสมอมา
และนางได้ทำให้ตระกูลของพ่อผัวเป็นสัมมามิฐิ
จนนางได้รับการยกย่องจากพ่อผัวให้เป็นมารดาทางธรรม มีชื่อว่า
"วิสาขามิคารมาตา" เป็นต้น
       นางวิสาขาได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้เป็นทายิกา (ผู้ถวายทาน)
       
       ๓. นางขุชชุตตรา
เป็นสาวพิการหลังค่อม
เป็นลูกสาวของหญิงแม่นมในเรือนของโฆสกเศรษฐีในกรุงโกสัมพี
ต่อมาโฆสกเศรษฐีได้รับนางสามาวดีไว้ในฐานะธิดาของตนแล้ว ได้มอบหญิง ๕๐๐ คน
ซึ่งมีนางขุชชุตตราอยู่ในจำนวนนี้ด้วย เป็นบริวารของนางสามาวดี
ต่อมานางสามาวดี
ได้รับการอภิเษกเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพี
หญิงบริวารเหล่านี้ก็ได้ติดตามไปรับใช้พระนางสามาวดีในพระราชนิเวศน์ด้วย
ต่อมานางขุชชุตตราได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุโสดาปัตติผล
และนางได้แสดงธรรมแก่พระนางสามาวดี และหญิงบริวารทั้งหมด
จนได้บรรลุโสดาบันพร้อมกัน
นางจึงเป็นทั้งมารดาและอาจารย์ของพระนางสามาวดีและหญิงบริวาร โดยมีหน้าที่
ไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา แล้วมาแสดงแก่คนเหล่านั้น
จนนางเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก

       นางขุชชุตตราได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้แสดงธรรม
       
       ๔. พระนางสามาวดี เป็น
ธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวคีย์ แห่งเมือง ภัททวคีย์ เดิมชื่อสามา
บิดาของนางเป็นสหายกับโฆสกเศรษฐีแห่งนครโกสัมพี
ต่อมาเกิดโรคระบาดในเมืองภัททวคีย์ เศรษฐีต้องพา
ภรรยาและลูกสาวหนีภัยไปนครโกสัมพี แต่เมื่อเดินทางไปถึงนครโกสัมพี
ไม่ทันได้พบกับโฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหาย ก็ได้เสียชีวิตพร้อมกับภรรยา
ทิ้งให้นางสามาวดี อยู่แต่ลำพัง
ต่อมาโฆสกเศรษฐีทราบเรื่องจึงรับนางสามาวดีเป็นลูกบุญธรรม
ตั้งไว้ตำแหน่งแห่งธิดา และต่อมาได้อภิเษกกับพระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพี


       พระนางสามาวดีได้ฟังธรรมจากนางขุชชุตตราจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน
ภายหลังพระเจ้าอุเทนเชื่อคำยุยงของพระนางมาคันทิยา
ซึ่งไม่พอใจที่พระนางสามาวดี ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา
พระเจ้าอุเทนจึงให้นางสามาวดีและหญิงบริวารยืนเรียงแถวกันแล้วยิงด้วยธนู
แต่พระนางสามาวดีและหญิงบริวารทั้งหมด แผ่เมตตาแก่พระเจ้าอุเทน
ธนูที่ยิงไปจึงมิได้ทำอันตราย แต่ได้หวนกลับมาตกลงตรงเบื้องพระพักตร์
พระเจ้าอุเทนรูสึกสำนึกผิดจึงขอโทษพระนางสามาวดี
ซึ่งนางไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด
โดยบอกเพียงว่าให้มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเถิด
อย่ายึดถือเอาพระนางเป็นที่พึ่งเลย

       ในเวลาต่อมา
พระนางสามาวดีก็ถูกพระนางมาคันทิยา ใช้ให้คนลอบไปเผาปราสาท
พระนางสามาวดีและหญิงบริวารถูกไฟคลอกเสียชีวิตทั้งหมด พระเจ้า
อุเทนทรงทราบเรื่องจึงสั่งให้ประหารพระนางมาคันทิยาและเหล่าญาติจนหมดสิ้น

       พระนางสามาวดีได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อยู่ด้วยเมตตา
       
       ๕. นางอุตตรานันทมารดา
เป็นลูกสาวจของนายปุณณะ ซึ่งเป็นคนรับใช้ในเรือนของสุมนเศรษฐี
ในกรุงราชคฤห์ เป็นคนขยันทำงาน ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสารีบุตร
ผู้ออกจากนิโรธสมบัติ เขาจึงได้กลายเป็นเศรษฐีในวันนั้น
ต่อมานางอุตตรานันทมารดาได้สมรสกับลูกชายของราชคฤห์เศรษฐี
แต่เพราะนางเป็นโสดาบัน ต้องอธิษฐานอุโบสถเดือนละ ๘ วัน
จึงว่าจ้างนางสิริมา หญิงงามเมืองมาบำรุงบำเรอสามีแทนตน ส่วนตนและหญิง
บริวารก็จัดหาของเคี้ยวของฉัน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก
ฝ่ายนางสิริมา และสามีของนางยืนดูอยู่ที่หน้าต่างด้วยความไม่พอใจ
จึงใช้น้ำมันร้อนๆ เทราดไปบนศีรษะของนางอุตตรา
ซึ่งนางอุตตราเองก็ระวังตัวจึงเข้าฌานอยู่ น้ำมันร้อนๆ จึงไม่ทำอันตรายใดๆ
ได้เลย นางสิริมาได้ระลึกถึงความผิดของตน
จึงกราบแทบเท้านางอุตตราเพื่อขอโทษ
ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

       ด้วย
เหตุที่นางอุตตราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเข้าฌาน พระบรมศาสดาจึงยกย่องว่า
เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในการเพ่งฌาน หรือผู้เข้าฌาน

       
       ๖. พระนางสุปปวาสา
เป็นธิดาของกษัตริย์นครโกสิยะ
ทรงเจริญวัยแล้วได้อภิเษกสมรสกับศากยกุมารองค์หนึ่ง
จากนั้นพระนางก็ตั้งครรภ์นาน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จึงประสูติโอรส
นามว่าสีวลี พระนางได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
ครั้งแรกได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์จบแล้วก็บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระ
โสดาบัน ต่อมาพระนางได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้า
และพระอริยสาวกอย่างสม่ำเสมอ

       พระนางได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้ถวายของอันมีรสอันประณีต
       
       ๗. นางสุปปิยา
เกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงพาราณสี
เมื่อเจริญวัยแล้วได้แต่งงานกับชายผู้มีฐานะเสมอกัน
นางมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน วันหนึ่งไปฟังธรรมที่วัด
ก่อนกลับบ้านพบพระสงฆ์อาพาธรูปหนึ่ง จึงถามว่าพระคุณเจ้าต้องการสิ่งใด
พระรูปนั้นก็ตอบว่า อาตมาต้องการอาหารที่มีเนื้อ

       วันรุ่งขึ้น
นางใช้ให้ทาสีไปหาซื้อเนื้อในตลาด แต่ก็หาซื้อไม่ได้
จึงเฉือนเนื้อที่ขาของตน แล้วให้นำไปปรุงเป็นอาหารถวายพระรูปนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า นางสุปปิยาป่วย
จึงเสด็จมาพร้อมกับพระสงฆ์เพื่อเยี่ยมไข้นาง
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามถึงนาง นางจึงลุกขึ้นจากที่นอน
อาการเจ็บปวดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง บาดแผลหายสนิทเป็นปกติทุกประการ
นางได้กราบทูลถึงเรื่องราวที่ตนกระทำไปทั้ง หมดให้พระพุทธองค์ได้ทรงทราบ
พระองค์จึงบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์

       พระพุทธองค์ทรงยกย่องนางสุปปิยาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุอาพาธ
       
       ๘. นางกาติยานี เกิด
ในกุกรรฆรนคร มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย
มีหญิงสหายคนหนึ่งชื่อนางกาฬี ในราตรีหนึ่งขณะที่พระโกฆิกัณณโสณเถระ
กำลังแสดงธรรมโปรดมารดา จนได้บรรลุธรรมโสดาปัตติผลถึงพระอรหัตมรรค
โดยนางกาติยานี และนางกาฬีผู้สหายก็ได้ร่วมฟังธรรมอยู่ด้วย


       คืนนั้นโจรประมาณ ๙๐๐ คน
ขุดอุโมงค์จากมุมหนึ่งของเมืองไปโผล่ที่บ้านของนางกาติยานี
ส่วนหัวหน้าโจรทำทีเข้าไปฟังธรรม
เพื่อต้องการทราบว่าคนเหล่านั้นประชุมกันด้วยเรื่องอะไร
ได้ยินนางทาสีบอกนางกาติยานีว่า มีโจรเข้าบ้าน มาขโมยของ
แต่นางกลับบอกว่าอย่าไปสนใจ โจรอยากได้อะไรก็ให้เขาขนไป เราจะฟังธรรม
หัวหน้าโจรได้ยินดังนั้นเกิดอาการเลื่อมใส
จึงสั่งให้ลูกน้องคืนสิ่งของที่ขโมยไปคืนแก่นางกาติยานีทั้งหมด
และขอให้นางช่วยให้ตนได้บวชในสำนักของ พระโกฆิกัณณโสณเถระด้วย
ซึ่งนางก็จัดการให้ตามประสงค์ และทั้งหมดก็ได้บวชจนบรรลุพระอรหัตผล
ส่วนนางฟังธรรมแล้วบรรลุพระโสดาบัน

       พระบรมศาสดาทรงยกย่องนางกาติยานีว่า เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้เลื่อมใสมั่นคง
       
       ๙. นางนกุลมารดาคหปตนี
เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ
เมื่อเจริญวัยได้แต่งงานอยู่ครองเรือนตามฆราวาสวิิสัย
เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตแล้วก็ครอบครองสมบัติสืบไป
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่นครสุงสุมารคีรี ประทับในเภสกลาวัน
นกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมชาวเมืองสุงสุมารคีรีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
และได้เรียกพระพุทธเจ้าว่าเป็นบุตรของตน
พระพุทธเจ้าทรงยกเรื่องในอดีตชาติมาตรัสแก่พุทธบริษัทว่า
ทั้งสองสามีภริยานี้เคยเป็นบิดามารดาของพระองค์มา ๕๐๐ ชาติ เป็นต้น
จึงทำให้ชาวเมืองคลายความสนเท่ห์จนหมดสิ้น

       พระบรมศาสดาทรงยกย่องนางนกุลมารดาคหปตนี ให้เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา
       
       ๑๐. นางกาฬีกุกรรฆริกา เกิด
ในเมืองราชคฤห์ มีสามีอยู่ในกรุงกุรรฆรนคร ต่อมานางได้ตั้งครรภ์
และกลับยังเรือนของบิดามารดาใน กรุงราชคฤห์
คืนหนึ่งได้ยินพวกยักษ์ที่ยืนอยู่ในอากาศเหนือปราสาทของตน
สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
โดยยังมิได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และนางได้คลอดบุตรโดยสวัสดิภาพ


       พระบรมศาสดาจึงยกย่องนางกาฬีกุกรรฆริกาว่า
เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา คือ
เลื่อมใสโดยฟังตามคนอื่น

       
       สตรีทั้ง ๑๐ คนนี้
นับว่ามีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เพราะเป็นรากเหง้าแห่งความเจริญของพระพุทธศาสนาสืบๆต่อกันมาจนทุกวันนี้

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ "ธรรมลีลา"   ปีที่ ๙ฉบับที่ ๑๐๐ มีนาคม ๒๕๕๒

คอลัมน์ ปกิณณธรรม หน้าที่ ๑๔-๑๕ โดย ธมฺมจรถ

คลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลอ้างอิง จากเวบผู้จัดการออนไลน์

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s