ทำไฉนจึงจะไกลจากโรค

                                     ใครๆหนีไม่พ้นโรค

         มนุษย์ทุกคนในโลกนี้
รวมแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่มีชีวิตและจิตใจเช่นเดียวกัน
 ไม่มีใครแม้สักคนเดียวหรือแม้สักตัวเดียวจะไม่เกิดโรคเลย
ทุกผู้ทุกนามต้องมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่ทางกายหรือก็ทางใจ
หรือทั้งสองทาง

          สมดังพระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า

@..โรค ๒ อย่างนี้  คือ ๑. โรคทางกาย ๒.โรคทางใจ

ชนทั้งหลายให้คำมั่นสัญญา ถึงความไม่มีโรคตลอด ๑ปี มีปรากฏอยู่ ตลอด
๑๐ ปีมีปรากฏอยู่ ตลอด ๕๐ ปีมีปรากฏอยู่ แม้ตลอดยิ่งกว่า ๑๐๐
ปีก็ยังมีปรากฏได้

       แต่ชนเหล่าใดให้คำมั่นสัญญา ถึงความไม่มีโรคทางใจ แม้สักครู่หนึ่งนั้น หาได้ยากในโลก เว้นแต่พระอรหันต์เท่านั้น

               (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๑ ข้อ ๑๕๗ "อินทรียวรรคที่ ๑")

จากคำตรัสของพระพุทธองค์จะเห็นได้ว่า โรคทางกายนั้น เกิดยากกว่า
แต่รักษาได้ง่ายกว่า
ส่วนโรคทางใจนั้นเกิดได้ง่ายกว่าแต่รักษาได้ยากกว่ากันมากนัก
จึงควรรู้ไว้ว่า โรคทางใจ( โลภ โกรธ หลง) สำคัญกว่าโรคทางกาย

และโรคทางกายก็มักมีเหตุมาจากโรคทางใจนั่นแหละมาก

          ส่วนผู้ที่สามารถรักษาสุขภาพร่างกาย
ไม่ให้ป่วยจนกระทั่งตลอดชีวิตของเขา
ก็ยังพอหายได้อยู่แต่ผู้ที่จะไม่ป่วยทางใจเลยนั้น หาไม่พบเลย
ซึ่งหากจะมีผู้ไม่ป่วยทางใจได้
ก็ต่อเมื่อผู้นั้นบรรลุธรรมแล้วได้เป็นพระอรหันต์จริงเท่านั้น
จึงจะหมดป่วยจากโรคทางใจใดๆ ฉะนั้นก่อนได้เป็นพระอรหันต์ต้องเป็นโรคใจมาแล้วทุกคน   

           แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ขนาดไม่มีโรคทางใจใดๆเลย แต่ก็ยังมีโรคทางกายเกิดขึ้น เพราะทรงไปสร้าง"วิบากอันเป็นบาป" เอาไว้ในอดีต จึงต้องมารับผลของกรรมเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายอีก เช่น

  • ถูกไฟไหม้ผิวหนัง เพราะในอดีตชาติเคยฆ่าคนตายเป็นจำนวนมาก
  • ต้องปวดศรีษะ เพราะเคยเห็นผู้คนพาฆ่าปลา แล้วเกิดความยินดีพอใจ
  • เจ็บปวดหลัง เพราะเคยทำร้ายผุ้อื่นให้บาดเจ็บ
  • เป็นโรคบิดท้องร่วง เพราะเคยลงมือถ่ายยาให้บุตรเศรษฐีแต่ทำให้เขาถึงแก่ความตาย

                  (   พระไตรปิฎกเล่ม ๓๒ ข้อ ๓๙๒ "พุทธปาทาน")

  ขนาดแม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีโรคทางใจทั้งปวง
ก้ยังหนีไม่พ้นโรคทางกายอีกนั่นแหละ
แล้วอย่างนี้ใครอื่นจะไม่มีโรคเลยนั้นอย่ามัวหาให้เหนื่อยเปล่าเลย

   ทุกชีวิตเกิดมาจึงล้วนมีโรค จะเป็นสุขได้ก็เมื่อรักษาโรคทางกายทางใจ
ให้หายโรคหมดสิ้นไปเท่านั้น จึงจะพ้นทุกข์กายทุกข์ใจในชีวิตได้
 "ความไม่มีโรคจึงเป็นลาภอันประเสริฐ"

แล้วอย่าหลงใหลอยู่แค่กายไม่มีโรค ก็คิดว่าตนเป็นสุขแสนประเสริฐแล้ว
จนลุ่มหลงยินดีพอใจยึดมั่นกับร่างกายนี้
กระทั่งไม่สามารถพ้นโรคทางใจได้เลย
ต้องทุกข์ทรมานกับโรคใจอีกมากมายมหาศาลนัก
เช่นดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ให้รู้แจ้งเห็นจริง ในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๓ ข้อ ๒๘๗
-๒๙๐"มาคัณฑิยสูตร"

 

  • พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้ตรัสคาถาไว้ว่า

    "ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม ทางมีองค์ ๘ เป็นทางเกษม "

      บัดนี้คาถานี้เป็นคาถาของปุถุชน (คนกิเลสหนา)
ไปโดยลำดับแม้นักบวชทั้งหลายภายในธรรมวินัยของตถาคต ผู้ไม่มีดวงตา
(เห็นธรรม)ไม่รู้ความไม่มีโรค ไม่เห็นพระนิพาน ก็เป้นเช่นนั้น
ยังพากันกล่าวคาถานี้ว่า

     "ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"

เพราะเข้าใจว่า เมื่อร่างกายนี้ไม่มีโรค อะไรๆมิได้เบียดเบียน จึงมีความสุข แต่แท้จริงแล้วเราตถาคตแสดงธรรมแก่เธอว่า

      "ร่างกายนี้เป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร (กิเลส) เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้
 ดังนี้เธอจึงละความกำหนัดได้ ละความพอใจในรูปกายได้
ละความพอใจในเวทนา(ความรู้สึก) ได้ละความพอใจในสัญญา(ความจำได้)
ละความพอใจในสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)ได้ ละความพอใจในวิญญาณ (ความรู้)ได้
"

ความไม่มีโรคนั้นคือข้อนี้ นิพพานนั้นคือข้อนี้

ถ้าเธอพึงรู้ความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพานได้

                          

         คำตรัสของพระพุทธเจ้านี้ ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บป่วยทางกายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ความเจ็บป่วยทางใจนี่สิ! ..ใหญ่หลวงนัก
เพราะแม้ตายแล้ว โรคใจก็ยังตามจิตวิญญาณไป
ในชาติต่อๆไปสามารถทำให้เราทุกข์ทรมานอีกในชาติหน้า ไม่สิ้นสุดลงได้เลย
หากยังกระทำบุญ (การชำระกิเลส) ไว้ไม่มากพอ

          แต่ความเจ็บป่วยทางกาย
หากเราตายแล้วก็สิ้นสุดจบลงในชาตินั้นนั่นเอง ไปเกิดใหม่ก็ได้ร่างใหม่แล้ว
เว้นเสียแต่ว่ายังชดใช้หนี้นั้นไม่หมด ก็ยังคงมาเจ็บป่วยต่อไปอีก
จนกว่าจะชดใช้หนี้หมดหนี้เวรนั้นไป โรคจึงจะหายขาดได้  

         ฉะนั้นพึงสั่งสมบุญให้แกจิตใจให้มาก เพื่อกำจัดบาปอันเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายเถิด

        พระพุทธองค์ตรัสเตือนว่า

"เราไม่เล็งเห็น แม้กำลังสักอย่างหนึ่งอื่นใด อันข่มได้แสนยาก เหมือนกำลังของมาร (กิเลสบาป)นี้เลย นอกจากบุญ (การชำระกิเลส) ที่จะเจริญขึ้นได้เพราะเหตุถือมั่นกุศลธรรมทั้งหลาย"

   (พระไตรปิฎกเล่ม๑๑ ข้อ ๕๐ "จักกวัตติสูตร")

 

ภาพประกอบจาก 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s