3 อาจารย์สาวจุฬาฯ เลือดและน้ำตา หลังห่ากระสุน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มีนาคม 2552 15:55 น.

 

เวลา 11.00 น.ของวันที่ 7 ต.ค.2551
เสียงระเบิดตูมใหญ่!! ตกลงกลางถนนศรีอยุธยา ควันสีเทาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ตั้งแต่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล(บชน.) เรื่อยไปยังสวนอัมพร
ถึงลานพระบรมรูปทรงม้า
เสียงกรีดร้องร่ำระงมผสมกับเสียงห่ากระสุนลูกแล้วลูกเล่าสร้างความตื่น
ตระหนกและรันทดใจไปพร้อมกัน
       

       ดอกไม้หัวใจแกร่ง
       
       นี่มิใช่ระเบิดลูกแรกที่ฆาตรกรในเครื่องแบบใช้เข่นฆ่าประชาชนด้วย
หมายที่จะสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งไปปิดล้อม
รัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล’สมชาย วงสวัสดิ์’
ซึ่งแม้จะรู้ดีว่าสถานการณ์อยู่ในขั้นเสี่ยงตายเพราะก่อนหน้านี้มีการยิง
ระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
และอานุภาพของระเบิดนั้นรุนแรงถึงขั้นตัดแขนขาขาดกระเด็นและปรากฎเป็นข่าว
ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา
แต่สองอาจารย์สาวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็หาได้ยี่หระต่อความเป็นความตาย
ตรงหน้า
เธอเดินทางเข้าร่วมสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาด้วยหัวใจอันหาญกล้า
ที่เพรียกหาความเป็นธรรมจากรัฐบาลมือเปื้อนเลือด


‘อาจารย์เอ๋ย’ ผศ.สพญ.ดร.ศิรกานต์ ฐิตวัฒน์ อาจารย์ประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

     
       แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง ระเบิดที่โหมกระหน่ำลงมาอีกครั้งในช่วงสาย ส่งผลให้ ‘อาจารย์เอ๋ย’ ผศ.สพญ.ดร.ศิรกานต์ ฐิตวัฒน์
อาจารย์ประจำหน่วยชีวเคมี ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิ้วเท้าข้างขวาขาดกระเด็นทันที 2 นิ้ว
ส่วนอีกนิ้วหนึ่งห้อยร่องแร่งเลือดสาดกระจายไปทั่ว ขณะที่ ‘อาจารย์ป๊อบ’ผศ.สพญ.ดร.นารีรัตน์ วิเศษกุล
หัวหน้าหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมาด้วยกันนั้นถูกสะเก็ดระเบิดทั่วทั้งตัว
ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ลำตัวหรือแขนขา ล้มฟุบอยู่ตรงหน้าอาจารย์เอ๋ยนั้นเอง
       
       อาจารย์เอ๋ย บุตรสาวของ ‘นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์’
ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย
ซึ่งตกเป็นเหยื่อของความโหดร้ายในครั้งนี้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
ว่า
       
       "
คือครอบครัวของเอ๋ยกับครอบครัวสามีเป็นพันธมิตรฯกันทั้งบ้าน
ครอบครัวของเอ๋ยก็ลุย ครอบครัวของสามีก็ลุย
คุณพ่อกับคุณแม่เอ๋ยเป็นหมอทั้งคู่ แม่เขาจะรักความยุติธรรมมาก
ไม่ชอบคนโกงกิน ส่วนแฟนเอ๋ยเขาทำธุรกิจส่วนตัว
แล้วตั้งแต่พันธมิตรฯเข้ายึดทำเนียบฯเนี่ยเขาหยุดทำธุรกิจเลย
ไปชุมนุมอย่างเดียว เขาบอกว่าผมเป็นห่วงคนที่ทำเนียบ มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก
พอวันที่ 7 ต.ค.เราก็ไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภากันทั้งครอบครัว
คือแฟนเอ๋ยเขาไปรอที่หน้าสภาตั้งแต่คืนวันที่ 6 ต.ค.แล้ว
พอแกนนำประกาศระดมพลล้อมรัฐสภา คนที่บ้านก็ไปกันทันทีเลย
เขาไปรอที่หน้าสภาก่อน ส่วนเอ๋ยตามไปตอนเช้า
เอ๋ยก็มาเจอกับอาจารย์ป๊อบที่คณะสัตวแพทย์แล้วก็ไปด้วยกัน
       
       เรา เดินจากแยกการเรือน ผ่าน บชน.ไปถึงหน้าสวนอัมพรประมาณ 11 โมง
จริงๆเรารู้ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วนะว่ามีการสลายการชุมนุม คนถูกระเบิดขาขาด
รู้ว่าที่แยกการเรือนมีการยิงระเบิดแก๊สน้ำตากันแล้ว
แต่เราประเมินสถานการณ์ต่ำไปว่าไม่น่ามีอะไรอีก
พอเอ๋ยกับพี่ป๊อบไปถึงมุมถนนตรงสวนอัมพรปรากฎว่ามีระเบิดลงมาเป็นชุดเลย
แต่ตอนนั้นเอ๋ยได้ยินแค่ตูมเดียวนะ เราก็ร่วงลงไปนั่ง ไม่รู้สึกอะไรเลย
รู้แต่ว่าโดนที่เท้า แต่ไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีคนอุ้มออกมา
ซึ่งต้องขอบคุณน้องที่เข้ามาช่วยนะ เพราะพอตูม!
ปุ๊บเขาก็วิ่งเข้ามาช่วยเลย ทั้งๆที่จริงๆเขาก็เสี่ยงมากนะ
เจ็บใจอย่างเดียวน้องเขาเรียกเราว่าป้า (หัวเราะขำ)
เขาอุ้มมาวางแล้วก็วิ่งไปช่วยคนอื่นต่อ จากนั้นก็มีอีกคนช่วยลากเอ๋ยออกมา
เพราะเขาอุ้มไม่ไหว ตอนที่เขาลากออกมาเนี่ยเราเห็นแล้วว่านิ้วเท้าหายไป 2
นิ้ว ส่วนอีกนิ้วหนึ่งยังติดอยู่แต่ห้อยร่องแร่ง กระดูกโผล่ออกมาเลย
ตอนนั้นก็ตกใจ แต่มันชาไปหมด คิดอย่างเดียวว่ารอดมาได้ก็บุญแล้ว
จำได้ว่าเขาเอาขึ้นรถกระบะ
แล้วก็เปลี่ยนไปขึ้นรถพยาบาลพาไปส่งที่โรงพยาบาลกลาง
แล้วย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ" อาจารย์เอ๋ยกล่าว

‘อาจารย์ป๊อบ’ผศ.สพญ.ดร.นารีรัตน์ วิเศษกุล หัวหน้าหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั


       
       ขณะที่
‘อาจารย์ป๊อบ’ อาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
เพื่อนรุ่นพี่ที่เดินทางไปชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค.พร้อมกับอาจารย์เอ๋ย
เล่าถึงเหตุการณ์การใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาระรอกที่สองเพื่อสลายการชุมนุมของ
พันธมิตรฯ ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดไปทั่วทั้งตัวว่า
       
       " เอ๋ยเขาสติดีมาก
พอระเบิดลงมาเขาก็บอกพี่ป๊อบวิ่ง…เราก็เฮ้ย..วิ่งไปไหนล่ะ
คือป๊อบอยู่หน้าอาจารย์เอ๋ย เราก็พยายามวิ่งๆไปให้มันพ้น
ช่วงที่ตูม!ลงมาป๊อบก็เห็นว่ามีท่อนยาวๆ ตรงปลายมีชนวน หล่นลงมาใกล้มาก
มีควันสีส้มๆ เราก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ไง
ใจหนึ่งก็อยากจะหยิบขึ้นมาดูว่ามันคืออะไร (หัวเราะขำ)
ตอนหลังไปถามผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดเขาก็อธิบายว่าชนวนที่เห็นมันคือหน่วง
เวลา คือพอมันยิงออกมาปุ๊บมันยังไม่ระเบิดทันที มันหน่วงเวลาด้วยชนวนสีส้ม
พอมันระเบิดปุ๊บเราก็ล้มลง ฟุบไปเลย ตอนนั้นป๊อบไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ
มันเหมือนภาพสโลว์โมชั่น ได้ยินเสียงอื้ออึงไปหมดแล้วอยู่ๆโลกก็ดับมืดลง
วูบไปแป๊บหนึ่ง แต่แป๊บเดียวนะ สติก็คืนมา
       
       รู้
ว่าเจ็บตรงนั้นตรงนี้ สะเก็ดกระจายเต็มทั้งหน้า ลำตัว และแขนขา
แล้วก็มีคนวิ่งเข้ามา ตะโกนว่า..มีคนบาดเจ็บ…มีคนบาดเจ็บ พี่ลุกได้ไหม..
ป๊อบก็เริ่มมองหาและร้องเรียกอาจารย์เอ๋ย เอ๋ย..เอ๋ย..อยู่ไหน
แต่จริงๆเอ๋ยถูกหามออกไปแล้ว
แล้วก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาอุ้มป๊อบแต่เขาอุ้มไม่ไหว (หัวเราะ)
เขาดึงขึ้นมาได้
ป๊อบก็เห็นเขาอุ้มอาจารย์เอ๋ยไปอีกด้านหนึ่งเลยร้องบอกว่าจะไปทางโน้น
คือไปหาเอ๋ย เขาก็บอกไม่ต้องไป เอาน้ำล้างหน้าก่อน
เสร็จแล้วเขาก็พยุงป๊อบออกมา
แล้วก็บอกให้ป๊อบวิ่งออกมาเพื่อให้พ้นวิถีของระเบิด
วิ่งไปสักพักเขาก็ให้ซ้อนมอเตอร์ไซต์ออกมา ตอนนั่งเขาก็บอกว่าหุบขาสิ
เราก็หุบไม่ลงแล้วเพราะโดนสะเก็ดระเบิดเต็มขาไปหมด
ก็ต้องขอบคุณคนที่ขี่มอเตอร์ไซต์มากๆเลย
เป็นสองสามี-ภรรยาซึ่งเขาเพิ่งเข้ามาถึงที่ชุมนุม
เขาก็พาไปที่เต๊นท์พยาบาลที่สะพานมัฆวานฯ ระหว่างนั้น
อาจารย์เอ๋ยก็โทร.เข้ามาถามว่าพี่ป๊อบเป็นยังไงบ้าง
เลยรู้ว่าเอ๋ยอยู่ที่โรงพยาบาลกลางแล้ว เราก็สบายใจ"
       
       ผลพวงของความโหดร้าย
       
       ความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่วงขณะที่ถูกแรงระเบิด
เท่านั้น แต่ในทุกขั้นตอนของการรักษาล้วนนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
เนื่องเพราะระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ปราบปรามประชาชนซึ่ง
ชุมนุมโดยสงบอหิงสานั้นเป็นอาวุธสงครามที่มีส่วนผสมของดินระเบิดซึ่งมี
อานุภาพทำลายล้างและสารเคมีซึ่งมีคุณสมบัติทำลายเนื้อเยื่อ
ดังนั้นผลของสะเก็ดระเบิดนอกจากจะทำให้แขนขาและอวัยวะต่างๆขาดสะบั้น
และเกิดบาดแผลฉกรรจ์แล้ว
บาดแผลจากสะเก็ดระเบิดยังค่อยๆเน่าแฟะเพราะพิษของสารเคมีที่เข้าไปทำลาย
เนื้อเยื่ออีกด้วย
       
       " เห็นนิ้วเท้าหายไปเลย 2
นิ้วเราก็หดหู่นะ รักษาอยู่นานมาก ผ่าตัดไปแล้ว 3-4 หน
อีกไม่กี่วันก็มีนัดผ่าตัดอีก
ระหว่างรักษาหมอเขาก็จะใช้เครื่องมือดูดน้ำเลือดน้ำหนองออก โอย…เจ็บมาก
แต่เอ๋ยโชคดีตรงที่คุณแม่ให้กำลังใจ
พอแม่รู้ว่าโดนระเบิดก็มาหาที่โรงพยาบาล แม่เดินมาที่เตียง ยิ้ม…
แล้วก็บอกว่า แค่นิ้วเท้าเองเหรอ…แม่นึกว่าเป็นมือ ไม่เป็นไรโดนแค่เท้า
พอเห็นแม่ยิ้มเดินเข้ามาเอ๋ยก็รู้สึกว่าเราปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นไร
เรื่องร้ายๆมันจบไปแล้ว สามีก็ดูแลดีมาก
       
       บางทีมองเท้าตัวเองแล้วก็รู้สึกว่า อดใส่รองเท้าส้นสูงแล้วเรา
(หัวเราะ)
ตอนหลังคุณหมอก็แนะนำว่าควรใส่รองเท้าที่สั่งตัดพิเศษเพื่อให้เดินได้เป็น
ปกติ มันก็ดีขึ้น จากเดิมที่เดินไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ปกตินะ
ยังเดินลากๆอยู่ เพราะมันเสียการทรงตัว เนื่องจากเท้า 2
ข้างมันไม่เหมือนกัน เท้าข้างหนึ่งนิ้วมันหายไป 2 นิ้ว เท้ามันผิดรูปไป
มีส่วนที่บิดนูนขึ้นมา วิธีแก้คุณหมอก็ตัดรองเท้าให้มันสมดุล
เพราะฉะนั้นตอนนี้จะเดินได้ก็ต่อเมื่อใส่รองเท้าเท่านั้น
เวลาเดินก็ยังเจ็บอยู่นะ ตอนนี้ก็ทำกายภาพบำบัดอยู่
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหายดีแล้วจะสามารถกลับไปเดินได้เหมือนปกติไหม
เพราะเท้ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว ก็ตั้งใจไว้นะว่าต้องกลับไปใส่ส้นสูงให้ได้
(หัวเราะ) จริงๆแล้วรู้สึกว่าเราโชคดีที่สูญเสียแค่นิ้วเท้า
เพราะพันธมิตรอีกหลายคนเขาสูญเสียมากกว่าเรา บางคนถึงขั้นเสียชีวิต
ซึ่งสิ่งเล่านี้มันเรียกกลับคืนมาไม่ได้
มันเป็นความโหดร้ายที่เกิดจากความคลั่งอำนาจของนักการเมืองเพียงไม่กี่คน"
อาจารย์เอ๋ยพูดถึงสิ่งที่เธอสูญเสียด้วยมุมมองที่เป็นบวก
       
       ด้านอาจารย์ป๊อบย้อนความให้ฟังถึงความเจ็บปวดที่ได้รับตลอดการรักษาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่า
       
       "พอหมอที่เต๊นพยาบาลเข้ามาดูอาการของป๊อบ
คุณหมอก็ลงมือตัดกางเกงออก เขาก็เห็นเป็นรูๆกระจายเต็มไปหมด
แต่หมอเขาไม่กล้าบอก กลัวเราตกใจ
ป๊อบก็บอกว่าหมอ..ไอ้รูๆเนี่ยแคะออกให้หมดเลยนะ
แต่นึกไปนึกมาป๊อบก็ขอไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯดีกว่า
เพราะเราทำงานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เขาก็พาขึ้นรถพยาบาลของศูนย์นเรนทรออกไปส่ง
ตอนอยู่ในรถป๊อบจับมือพยาบาลมาตลอดทาง
แล้วก็บ่นกับพยาบาลว่าเรามีรัฐบาลไม่ดีเนอะ
ถ้ารัฐบาลดีเราไม่เป็นอย่างนี้หรอก พยาบาลก็บอกใจเย็นๆ
ป๊อบเนี่ยด่ารัฐบาลมาตลอดทางเลย (หัวเราะ)
       
       พอ
มาถึงโรงพยาบาลจุฬาฯก็มาเจออาจารย์เอ๋ยที่โรงพยาบาล
เพราะเขาย้ายจากโรงพยาบาลกลางมาจุฬาฯ วันนั้นก็เจอกับยอด สามีของเอ๋ย
เขาก็บอกว่าเอ๋ยบาดเจ็บที่นิ้วเท้าแล้วเขาก็ร้องไห้
ป๊อบก็จับมือยอดบอกว่าพี่ไม่เป็นอะไรหรอก ไปดูเอ๋ยเถอะ
แล้วป๊อบก็ร้องไห้ไปด้วย คือตอนนั้นมันอัดอั้นมาก
รู้สึกว่ามาทำร้ายพวกเราทำไม เราเป็นคนไทยที่ห่วงประเทศชาติ
เราไม่ใช่คนบ้านะ (เสียงเครียด) จากนั้นเอ๋ยก็เข้าห้องผ่าตัดไป
ส่วนป็อบก็บอกเจ้าหน้าที่พยาบาลให้เขาช่วยแคะสะเก็ดระเบ็ดออกให้หมด
ทั้งสะเก็ดเล็กสะเก็ดน้อย แต่เขาไม่ใช้ยาชาเพราะถ้าใช้ยาชาแล้วแผลจะบวม
เอาสะเก็ดออกมาไม่ได้ โอย..เจ็บมาก ปี๊ดแตกเลย
ส่วนเตียงที่อยู่ข้างๆก็ฮึกเหิมมาก
บอกพยาบาลว่าคุณแคะสะเก็ดออกหมดหรือยังผมจะไปชุมนุมต่อ…พอทำแผลเสร็จเขาก็
รีบไปเลย วันนั้นมีคนที่โดนระเบิดมารักษากันเยอะมาก เสียงร้องระงมไปหมด
       
       แคะ สะเก็ดออกหมด ก็เย็บไป 2 เข็ม นอกนั้นก็รักษาแผลเปิด
คือแผลที่แคะสะเก็ดออกหมดจะไม่มีปัญหา แต่แผลที่เราไม่รู้ว่ามีสะเก็ดนี่สิ
อักเสบมาก
แม้แต่เข้าห้องเอ็กซเรย์เพื่อหาสะเก็ดที่ฝังอยู่ก็ยังมองไม่เห็นเพราะสะเก็ด
มันเป็นพลาสติก รังสีเอ็กซเรย์มันจับไม่ได้ กลับมาก็รักษาตัวอยู่ที่บ้าน 2
เดือน พอดีมีเพื่อนเป็นพยาบาลเขาก็มาทำแผลให้
ช่วงนั้นก็ไปล้างแผลที่โรงพยาบาลสมิติเวชด้วย
ก็ไปเจอคุณหมอท่านหนึ่งบอกว่า ผมรู้จักกับคุณหมอวิศิษฏ์ (นายแพทย์วิศิษฏ์
ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย- คุณพ่อของ
ผศ.สพญ.ดร.ศิรกานต์ ฐิตวัฒน์) ผมรู้เรื่องหมดแล้ว ผมจะดูแผลให้
แล้วก็กว้านเลยค่ะ
คือสะเก็ดระเบิดมันมีสารเคมีที่ทำลายเนื้อเยื่อทำให้แผลเน่าเลยต้องกว้านแผล
เอาเนื้อที่เน่าออก โอ้โห…เจ็บจนขี้เกียจจะร้อง
เพราะจุดที่โดนคือหน้าแข้งซึ่งเป็นจุดที่มีประสาทรับความรู้สึก
หลังจากรักษาแผลแล้วผื่นก็ขึ้นตรงจุดที่เป็นแผล
อาจารย์เอ๋ยก็มีผื่นขึ้นพร้อมกับป๊อบเลย
เราก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสารเคมีที่มันอยู่ในระเบิดหรือเปล่า จากนั้นสัก 7
วันมันก็หายไปเอง แต่ว่ามันทรมานมาก มันคันและปวดแสบปวดร้อนไปหมด
ต้องเอาน้ำเย็นประคบตลอด แล้วตั้งแต่โดนระเบิดเมื่อ 7 ต.ค. หูก็อื้อมาตลอด
มีเสียงหวึ่งๆในหูตลอดเวลา ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่" อาจารย์ป๊อบกล่าว
       
       ถามหาความเป็นธรรม
       
       นอกจากภาพการเข่นฆ่าประชาชนเพื่อหวังสลายการชุมนุมในวันที่ 7
ต.ค.จะสร้างความปวดร้าวใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศแล้ว
หลายคนยังไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าตำรวจจะกล้าระดมยิงระเบิดเข้าใส่แพทย์
พยาบาลซึ่งเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเพราะแม้แต่ในภาวะสงคราม
ทหารก็จะละเว้นไม่ทำร้ายแพทย์ที่เข้าไปทำงานตามหลักสิทธิมนุษยชน
ว่ากันว่าการสลายการชุมนุมครั้งนี้มีแพทย์พยาบาลได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย
และบางรายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ
ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอให้แก่กลุ่มแพทย์พยาบาลและประชาชนทั่วไป
อย่างกว้างขวาง


  

‘อาจารย์เจี๊ยบ’ผศ.ดร.รท.หญิง สพญ. เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

       เช้าวันที่ 8 ต.ค.2551
จึงมีประชาชนและแพทย์พยาบาลนับพันพร้อมใจกันสวมชุดดำและเดินทางมารวมตัวกัน
ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในวันนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกล้าหาญบุกเดี่ยวเข้าไปวางหรีดดำที่มีข้อความ
ว่า "แด่..ผู้ที่ควรพิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ทำร้ายประชาชน
ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง" ถึง หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่ว
โดยเธอบอกว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ความรุนแรง
ในการสลายการชุมนุมจนทำให้หมอซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกับเธอได้รับบาด
เจ็บถึงขั้นพิการสูญเสียนิ้ว และเธอผู้นั้นคือ
‘อาจารย์เจี๊ยบ’ผศ.ดร.รท.หญิง สพญ. เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์สถาบันเดียวกับอาจารย์เอ๋ยนั่นเอง
       
       "คือวันที่ 7 ต.ค.เจี๊ยบไม่ได้ไปร่วมชุมนุมที่รัฐสภา
แต่ที่ผ่านมาเจี๊ยบก็เข้าร่วมกับพันธมิตรฯมาตลอด
เพราะรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนอกตัญญูต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งพระองค์ทรงมีคุณูปการกับคนไทยอย่างหาที่สุดมิได้
แล้วเราก็รู้สึกว่าทั้งแกนนำและพันธมิตรฯที่เขาออกมาเคลื่อนไหวเนี่ยเขาไม่
ได้อะไร แต่เขาลงมาทำเพื่อส่วนรวม แล้วพอเห็นข่าวว่ามีสัตวแพทย์ จุฬาฯ
นิ้วเท้าขาดเพราะถูกระเบิดจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. เราก็ร้อนใจ
เย็นวันนั้นเจี๊ยบก็โทร.ไปหาพี่ที่อยู่คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ
เขาก็บอกว่าไอ้เอ๋ยไง ศิรกานต์ไง เราก็โอ้ย…นี่มันคนใกล้ตัวนี่นา
คือที่ผ่านมาเจี๊ยบก็ไม่รู้ว่าเอ๋ยไปชุมนุมเหมือนกัน
       
       ก็รู้สึกว่าตำรวจทำอย่างนี้ได้อย่างไร
พันธมิตรฯไม่เคยใช้ความรุนแรง อยู่ดีๆตำรวจมาทำร้ายประชาชนมันไม่ถูก
ดูจากข่าวก็เห็นคนตะโกนว่าอย่ายิง..นี่รถพยาบาล หยุดยิงได้แล้ว
แต่ตำรวจก็ยังกระหน่ำยิง ดูแล้วมันน่าสมเพสนะ คนเราควรมีต่อมใต้สำนึก
คือไม่ใช่เดรัจฉานถึงไม่มีความคิด
       
       คืน
นั้นเจี้ยบก็โทร.ไปปรึกษาคณะบดีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ
ว่าเอ…วิชาชีพเราจะมีแถลงการณ์อะไรออกไปไหม
เพราะอาจารย์คณะเราเองได้รับบาดเจ็บรุนแรง ถึงขั้นสูญเสียนิ้ว
ท่านก็บอกว่าถ้าทำในนามคณะมันต้องทำเรื่องผ่านคณะกรรมการของคณะก่อน
ก็โทร.ไปถามสภาคณาจารย์ฯเขาก็บอกว่ามันต้องผ่านมติที่ประชุมถึงจะใช้ชื่อของ
องค์กรได้ ก็เลยเออ..ถ้างั้นเอาชื่อเรานี่แหล่ะ
วันรุ่งขึ้นก็ไปสมทบกับคณะแพทย์และพันธมิตรฯที่เขาไปประนามการกระทำของตำรวจ
ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เอาหรีดดำไปวางเลย
คืออยากให้ตำรวจรู้ว่าไม่ใช่คุณมีอานาจในมือแล้วจะฆ่าจะแกงใครก็ได้
ส่วนเขาเห็นคนนับพันมาประนามแล้วจะสำนึกไหมมันก็อยู่ที่จิตสำนึกของเขาแล้ว"
อาจารย์เจี๊ยบ
พูดถึงเจตนารมณ์ของเธอต่อการคัดค้านประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
       
       ถูกข่มขู่คุกคาม
       

       ต้องบอก
ว่า เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย
เพราะไม่เพียงแต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะถูกทำร้ายโดยอำนาจเถื่อนของรัฐตำรวจ
เท่านั้น
เมื่อมีผู้ออกมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันโหดร้ายเช่นนั้น
แทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกมาแถลงข่าวขอโทษว่าสำนึกต่อบาปที่ตนได้ก่อ
เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้กลับโยนบาปให้ผู้ชุมนุมโดยกล่าวหาว่าพกระเบิดมาเอง
แล้วเกิดระเบิดขึ้นจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต
อีกทั้งมีความพยายามจะเข้าไปทำลายหลักฐานและคุกคามผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ
จากการสลายการชุมนุม
       
       อาจารย์ป๊อบ เล่าถึงเหตุการณ์อันไม่ชอบมาพากลซึ่งเกิดขึ้นกับเธอหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยบาลจุฬาฯ ว่า
       
       "ก็ เจออะไรแปลกๆเหมือนกันนะ ช่วงที่กำลังจะกลับบ้าน
ป๊อบก็ถามหมอว่าเอาสะเก็ดระเบิดที่แคะออกมาจากแผลเนี่ยกลับบ้านได้ไหม
จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก (หัวเราะ) แต่หมอบอกไม่ได้เพราะเป็นหลักฐานทางคดี
ช่วงนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวดีนะ เข้ามาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ
บอกว่าผมเป็นพันธมิตรฯ มาจากนิติเวช มาดูความเรียบร้อย
แล้วก็ถามว่าสะเก็ดระเบ็ดที่แคะออกมาจากคนไข้ที่โดนระเบิดเก็บไว้ที่ไหน
เราก็เอ๊ะ! แปลกๆ แล้วตอนนั้นมันไม่รู้ใครเป็นใคร แต่งตัวก็ดี สะอาดสะอ้าน
แต่เอ..ความจริงพันธมิตรฯที่ไปร่วมชุมนุมเนี่ยมอมแมมกันทุกคนเลยนะ
เราก็บอกไม่รู้
       
       หลังจากนั้นก็มีอีก
พอป๊อบกลับไปรักษาตัวที่บ้านก็มีคนมาหาที่บ้านบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่อนามัย
ซึ่งไม่รู้ว่าเขาตามหาเราเจอได้ยังไง ป๊อบก็ไม่ได้ไปแจ้งความนะ
หรือเขาอาจจะตามจากบัตรประชาชนที่ป็อบยื่นให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตอนที่ไป
รักษาตัวก็ได้ แต่ป๊อบไม่ได้เจอหน้าเจ้าหน้าที่อนามัยคนนี้นะ
คือนอนๆอยู่เด็กที่บ้านเดินเข้ามาบอกว่ามีเจ้าหน้าที่อนามัยมาถามหา
บอกว่าจะมาดูอาการ เขานั่งรถกระบะมา ที่ข้างๆรถเขียนว่าอนามัย มันก็แปลกๆ
สถานีอนามัยไม่น่าใช้รถกระบะ แล้วในกรุงเทพฯมันก็ไม่มีสถานีอนามัย
แต่หนังสือที่เขาถือมาเพื่อแสดงตัวระบุว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่เยียวยาซึ่ง
นายกฯสมชาย (สมชาย วงศ์สวัสดิ์) ตั้งขึ้น เราก็ไม่ไว้ใจ
ทำกับเราขนาดนี้อยู่ดีๆจะส่งคนมา ป๊อบก็ไม่ให้เข้าบ้าน
แล้วก็ฝากบอกไปว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอ ดูแลตัวเองได้ "
       
       ขณะที่อาจารย์เอ๋ยก็เจอเหตุการณ์แปลกๆเช่นเดียวกัน
       
       "หลัง
จากเข้ารับการรักษาที่โรงพยายาลแล้วก็มีตำรวจมากวนเหมือนกันนะ
คือหลังวันที่ 7 ต.ค. เนี่ย 2-3 วันแรกตำรวจกวนมาก
คือเขาจะมาสอบปากคำที่โรงพยาบาล พยาบาลก็จะคอยมาบอกว่าตำรวจมานะ
อย่างกรณีของเอ๋ย เอ๋ยแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง
แต่ตำรวจที่มาสอบปากคำกลายเป็นตำรวจจากอีก สน.หนึ่ง เอ๋ยก็ว่ามันแปลกๆ
ไม่รู้หน่วยไหนส่งมา
ซึ่งความจริงเขาอาจจะบริสุทธิ์ใจก็ได้แต่ในสถานการณ์อย่างนั้นเราก็ไม่ไว้ใจ
เลยไม่กล้าให้ปากคำอะไร เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำสำนวนออกมาแบบไหน
ทำสำนวนให้อ่อนหรือเปล่า เพราะขนาดน้องโบว์ (น.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิ)
หลักฐานชัดเจนว่าตายเพราะระเบิดที่ใช้สลายการชุมนุม
ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยังออกมาบอกว่าพกระเบิดมาเองเลย" อาจารย์เอ๋ย
พูดถึงความคลางแคลงใจใรพฤติกรรมของตำรวจ
       
       ด้านอาจารย์เจี๊ยบซึ่ง
ไปวางพวงหรีดประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับจดหมายข่มขู่ถึงขั้น
ที่จะทำร้ายลูกชายของเธอซึ่งเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
อะไรด้วย
       
       "หลังจากที่ไปวาง
หรีดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไม่กี่วัน เจี๊ยบก็ได้รับจดหมายขู่
ซึ่งส่งมาที่คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ ฉบับหนึ่ง และส่งไปที่บ้านอีกฉบับหนึ่ง
เขาขู่ว่าอย่ามาอย่ามายุ่งกับการเมือง
ถ้าไม่อยากให้ลูกชายได้รับอันตรายก็อย่ามาเข้ามายุ่ง
จดหมายประทับตราไปรษณีย์บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ส่ง
แล้วเนื้อจดหมายเป็นตัวพิมพ์นะคะ ไม่ใช่ลายมือเขียน
ซึ่งไม่รู้ว่าเขารู้ที่อยู่เราได้ยังไง แล้วรู้ด้วยว่าเจี๊ยบมีลูกชายด้วย
เขาใช้ถ้อยคำหยาบคายมาก ขู่ว่าจะมาทำมิดีมิร้าย
แต่เจี๊ยบกับที่บ้านก็ไม่กลัวนะคะ เพราะถือว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เราก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของตำรวจหรือเปล่า
เพราะตอนที่เจี๊ยบไปวางหรีดก็มีตำรวจมาถ่ายวิดีโอด้วย"
       
       ไม่ท้อถอย คอยสร้างสิ่งที่ควร
       
       แม้การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองของพวกเธอจะนำมาซึ่งความสูญเสีย
ทั้งเลือดเนื้อและอวัยวะ ต้องทนฟังเสียงก่นด่าจากกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจ
อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการข่มขู่คุกคามจากอำนาจมืด
แต่พวกเธอก็หาได้ยี่หระต่ออันตรายที่เกิดขึ้น
ด้วยหวังเพียงว่าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างพวกเธอจะเป็นอีกเรี่ยวแรงหนึ่งที่ช่วย
ขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นจากเงื้อมือของนักการเมืองชั่วที่มุ่งแสวงอำนาจ
กอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง
อันเป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมาเนิ่นนาน
       
       " มีบางคนที่รู้สึกว่า
เอ…คุณพ่อของเอ๋ยเป็นผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ
ทำไมลูกสาวกลับต้องมาสูญเสียอวัยวะเสียเอง
ทั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องบ้านเมือง
แต่หลายคนที่มาเยี่ยมเอ๋ยเขาบอกว่าว่าน่าจะเป็นเพราะบุญที่พ่อทำไว้
เอ๋ยถึงโดนแค่นี้ หมอที่ผ่าตัดให้เอ๋ยก็เป็นลูกศิษย์ของคุณพ่อ
ถ้าพ่อเราไม่ทำความดีไว้ เราคงลำบากกว่านี้
ตรงนี้ทำให้เอ๋ยรู้สึกว่าเราต้องทำความดีไว้เยอะๆ ลูกเราจะได้สบาย
เราต้องปกป้องบ้านเมืองของเรา ต้องสกัดการทุจริตคอร์รัปชั่น
เพราะถ้าปล่อยให้นักการเมืองโกงกินผลกระทบที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ตกอยู่ที่ตัว
เราเท่านั้นแต่ยังส่งผลถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเราด้วย" อาจารย์เอ๋ย กล่าว
       
       ขณะที่อาจารย์ป๊อบมีความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า
       
       " จริงๆก็อยากถามรัฐบาลว่าทำไมต้องทำร้ายและเข่นฆ่าประชาชนขนาดนี้
ทำไมไม่มีการเจรจา ไม่มีการใช้โล่ ใช้กระบอง เหมือนที่ประเทศอื่นๆเขาทำกัน
แต่กลับยิงระเบิดซึ่งเป็นอาวุธสงครามเข้าใส่ประชาชน ป๊อบอยู่อเมริกามา 8
ปี ที่นั่นชีวิต 1 ชีวิต แม้จะเป็นหมูหมากาไก่ก็มีค่าเท่ากันหมด
แมวติดอยู่บนต้นไม้เขายังไปเอารถกู้ภัยมาช่วย
ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อช่วยแมวลงมา แต่ชีวิต 1
ชีวิตของคนไทยกลับถูกฆ่าแกงด้วน้ำมือของคนที่ได้ชื่อว่าผู้พิทักษ์สันติ
ราษฎร์
       
       ถ้า ถามว่าโดนหนักขนาดนี้
หากพันธมิตรฯต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านทางการเมืองอีก จะออกมาร่วมหรือไม่
บอกได้เลยว่าป๊อบร่วมแน่ แต่เราควรเปลี่ยนรูปแบบ
เราต้องใช้สมองในการต่อสู้มากขึ้น
ซึ่งจะทำให้พี่น้องพันธมิตรฯเราเสียหายน้อยลง
ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว
ต้องตั้งพรรคการเมืองของเราเองขึ้นมาเพื่อเข้าไปทำงาน เข้าไปแก้ปัญหา
ไม่อย่างนั้นก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ การเมืองใหม่ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น"
อาจารย์ป๊อบ กล่าวตบท้ายไว้อย่างน่าสนใจ


        
       อาจารย์เอ๋ยกับลูกสาวไปชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล


       
อาจารย์เจี๊ยบเมื่อครั้งไปวางพวงหรีดประนามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม

เหล่าแพทย์และพันธมิตรฯนับพันคนร่วมใส่ชุดดำและรวมตัวกัน ก่อนเคลื่อนไปประท้วงที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บาดแผลของอาจารย์เอ๋ยซึ่งถูกแรงระเบิดจากการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้นิ้วเท้าขาด

อาจารย์เอ๋ยกับลูกสาวไปชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล

 

              เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน


     ภาพ – วารี น้อยใหญ่

คลิกที่นี่แหล่งข้อมูลอ้างอิงจากเวบผู้จัดการออนไลน์

www.manager.co.th

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s