กว่าจะถึงอรหันต์.. พระพักกุลเถระ

ปรุงยารักษาพระศาสดา
บุญนำพากุศลมหาศาล
แปดสิบปีไม่มีโรครุกราน
ปรินิพพานพ้นกรรมนิรันดร

 

 

แม้ในอดีตชาติของพระพักกุลเถระนี้ ก็สั่งสมบุญบารมีไว้แล้ว ตั้งแต่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี

ในชาตินั้นเขาเกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเจริญวัยได้ศึกษาเรียนจบแล้ว
ไม่เล็งเห็น สาระในชีวิตฆราวาส จึงออกบวช เป็นฤาษี ด้วยคิดว่าจะแสวงหาบุญ
อันจะเป็นผลประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้า

บวชแล้วก็มีผู้คนมาสมัครเป็นศิษย์จำนวนมาก
โดยเหล่าศิษย์พากันสร้างอาศรมให้ ณ บริเวณภูเขาโสภิตะ ที่ไม่ไกล
จากภูเขาหิมพานต์นัก ทั้งอาจารย์กับลูกศิษย์จึงพำนักอยู่ที่อาศรมนั้น

วันหนึ่ง พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ทรงแสวงหาที่หลีกเร้นอันสงบสงัด
ได้เสด็จผ่านมาใกล้อาศรม พระฤาษี จึงออกไป เข้าเฝ้าพระองค์
ขณะนั้นเอง….โรคลมได้บังเกิดโดยฉับพลันกับพระพุทธเจ้า สร้างทุกขเวทนา
ขึ้นแก่พระองค์

พระฤาษีได้เห็นกิริยาอาการของพระองค์แล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า
โรคลมเกิดแก่พระพุทธเจ้าแล้ว จึงรีบนิมนต์ พระองค์ เข้าสู่อาศรม
แล้วปรึกษากับเหล่าศิษย์ว่า

"เราต้องการปรุงยา ถวายพระศาสดาโดยด่วน
เราจะรีบขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาปรุงยา ท่านทั้งหลาย ช่วยดูแล พระองค์ก่อน
และตระเตรียมสิ่งต่างๆ คอยเรากลับมา"

พระฤาษีรีบไปเก็บสมุนไพรทันที แล้วนำมาต้มรวมกัน
เสร็จแล้วก็รินน้ำยามาถวายพระพุทธเจ้า พอเสวยสักครู่หนึ่ง อาการโรคลม
ก็สงบลง หายเป็นปลิดทิ้ง

พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญพระฤาษี และได้พยากรณ์พระฤาษีไว้ว่า

"ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้ใดได้ถวายยาแก่เรา ให้ระงับโรคของเราได้
ผู้นั้นจะรื่นรมย์ จะบันเทิง อยู่ในเทวโลก (โลกของคนที่มีจิตใจสูง)
๑๐๐,๐๐๐ กัป จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ และไม่ว่าจะเป็นเทวดา
หรือ มนุษย์ ก็จะเป็นผู้ไม่มีความป่วยไข้
ไม่มีความเร่าร้อนจากความป่วยไข้เลย

เมื่อได้เกิดในกัปของพระศาสดานามว่า โคดม
จะได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดานั้น ได้ชื่อว่า พักกุละ จะเพ่งเพียร
เผากิเลสทั้งปวงได้หมดสิ้น เข้าถึงนิพพาน ข้ามพ้นกระแสตัณหาได้
และจะเป็นเลิศกว่าสาวก ทั้งหลาย ในการเป็นผู้มี อาพาธน้อย"

ครั้นได้สั่งสมบุญในการถวายยาแก่พระพุทธเจ้าในชาตินั้นแล้ว
ต่อๆมาในชาติอื่นได้เกิดเป็นผู้ดีมีสกุล ในกรุงหงสาวดี ได้พบเห็น
พระศาสดาองค์พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ให้ดำรงตำแหน่ง
เอตทัคคะ (ผู้ยอดเยี่ยม พิเศษ ในด้านใด ด้านหนึ่ง) ด้านผู้ที่มี อาพาธน้อย
ตนเองปรารถนาเช่นนั้นบ้าง จึงสั่งสมบุญกุศล จนตลอดชีวิต

เมื่อมาถึงชาติที่เกิดในสกุลพราหมณ์แห่งกรุงพันธุมดี ได้ออกบวชเป็นฤาษี
พอได้ สดับธรรมของ พระวิปัสสีพุทธเจ้า เทศนาแล้ว ก็ได้ตั้งอยู่ในสรณะ
(ยึดถือเป็นที่พึ่ง) คราวนั้นเอง… เมื่อภิกษุทั้งหลาย อาพาธ เพราะไข้ป่า
พระฤาษี ได้สะสม บุญบารมีด้วยการช่วยรักษาโรคนั้น ให้สงบลงได้

พอถึงในยุคของพระกัสสปพุทธเจ้า
ชาตินี้เขาได้กำเนิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในกรุงพาราณสี
ได้สร้างกุศลเอาไว้ โดยการซ่อมแซม และสร้างที่พักใหม่ แก่พระสงฆ์
ทั้งยังสร้างโรงอุโบสถ ปรุงยาต่างๆ ถวายการรักษา แก่พระสงฆ์ อีกด้วย
ได้สั่งสมบุญบารมีเอาไว้ จนสิ้นอายุขัย

มาถึงยุคของพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดม
เขาได้เกิดอยู่ในตระกูลเศรษฐีแห่งกรุงโกสัมพี ตอนที่ยังเป็น ทารก อ่อน
ตัวน้อยๆอยู่นั้น พี่เลี้ยงนำไปอาบน้ำที่แม่น้ำยมุนา
ได้ปรากฏสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้น มีปลายักษ์ตัวหนึ่ง โผล่ขึ้นฮุบ ทารกน้อย
จากมือของนาง แล้วกลืนลงไปในท้องทันที จากนั้นก็แหวกว่ายหนีไปอย่างรวดเร็ว
แต่ปลายักษ์ มาถูก ชาวประมง จับได้ที่แถวกรุงพาราณสี และถูกภรรยาเศรษฐี
ของกรุงพาราณสี ซื้อปลายักษ์ ตัวนั้นไว้ ครั้นปลา ถูกผ่าท้อง
เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร ก็พบทารกน้อยนั้น ยังมีชีวิตอยู่ ภรรยาของเศรษฐี
จึงเลี้ยงดูไว้เป็นบุตร ที่รักของตน

ครั้นมารดาแท้จริง ได้ทราบข่าวนี้แล้ว จึงไปขอบุตรของตนคืน
แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดต้องให้พระราชา ทรงตัดสินคดี พระองค์ทรงเห็นว่า
เด็กทารกนี้เป็นผู้มีบุญ น่าอัศจรรย์นัก จึงให้ทารกเป็นทายาท
ของทั้งสองตระกูล ได้นามว่า พักกุละ (คนสองตระกูล) ดังนั้น เมื่อเจริญวัย
เติบโตแล้ว จึงได้รับมรดก มากมายถึง ๘๐ โกฏิ (๘๐๐ ล้าน)

เมื่ออายุได้ ๘๐ ปี……วันหนึ่ง
ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บังเกิดศรัทธาแรงกล้า
ได้สละทรัพย์ ทั้งหมดทั้งปวงเสียสิ้น บวชอยู่ในพระพุทธศาสนา
พระพักกุละต่อสู้กับกิเลสตน อาศัยฉัน บิณฑบาต ของชาวบ้านเพียง ๗
วันเท่านั้น รุ่งขึ้นวันที่ ๘ ก็ได้สำเร็จมรรคผล เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
ในโลกแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง พระพักกุลเถระ อยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน มีปริพาชก
(นักบวชพวกหนึ่ง) ชื่อ อเจลกัสสป ซึ่งเคยเป็นสหาย ของพระพักกุลเถระ
ได้มาเยี่ยมเยียนสนทนาด้วย

"ข้าแต่ท่านพักกุละ ท่านบวชมานานเท่าไรแล้วหรือนี่"

"เราบวชมาได้ ๘๐ พรรษาแล้ว"

"ก็แล้วตลอด ๘๐ พรรษานี้ ท่านเคยเสพเมถุนธรรม (การกระทำของคนคู่คือสังวาส) กี่ครั้งแล้ว"

พระพักกุลเถระรีบห้ามปรามทันทีว่า
"ดูก่อนกัสสปผู้มีอายุ
ท่านไม่ควรถามเราอย่างนั้นเลย แต่ควรถามเราอย่างนี้ว่า ตลอด ๘๐ พรรษานี้
กามสัญญา (ความทรงจำถึงเรื่องของกาม) เคยเกิดขึ้นแก่เรากี่ครั้ง
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อเราบวชมาตลอด ๘๐ พรรษา ไม่รู้สึก กามสัญญา
เคยเกิดขึ้นเลย"

"ข้อที่ท่านพักกุละไม่รู้สึกกามสัญญาเคยเกิดขึ้นเลย ตลอด ๘๐ พรรษา
ข้าพเจ้าจะทรงจำไว้ว่า เป็นธรรม ไม่น่าเป็น ไปได้ น่าอัศจรรย์นัก"

"ดูก่อนผู้มีอายุ แม้ตลอด ๘๐ พรรษานี้ เราก็ไม่รู้สึกพยาบาทสัญญา (ความทรงจำถึงเรื่องการคิดร้าย) เคยเกิดขึ้นเลย

แม้วิหิงสาสัญญา (ความทรงจำถึงเรื่องการเบียดเบียน) ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
แม้กามวิตก (ครุ่นคิดตรึก ไปในกาม) ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
แม้พยาบาทวิตก (ครุ่นคิดตรึกไปในการคิดร้าย) ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
แม้วิหิงสาวิตก (ครุ่นคิดตรึกไปในการเบียดเบียน) ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
แม้ความรู้สึกยินดีในคหบดีจีวร (ผ้าจีวรที่ชาวบ้านถวาย) ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
เราไม่รู้จักแม้การใช้มีดตัดจีวร
เราไม่รู้จักแม้การใช้เข็มเย็บจีวร
เราไม่รู้จักแม้การย้อมจีวร
เราไม่รู้จักแม้การเย็บจีวรที่ไม้สะดึง
เราไม่รู้จักแม้การจัดทำจีวรของเพื่อนพรหมจารี
เราไม่รู้สึกยินดีแม้ในกิจนิมนต์
เราไม่เคยแม้ขอใครๆให้นิมนต์เรา
เราไม่รู้จักแม้การนั่งในละแวกบ้าน
เราไม่รู้จักแม้การฉันในละแวกบ้าน
เราไม่รู้จักแม้การมองดูรูปทรงองค์เอวของมาตุคาม
เราไม่รู้จักแม้การแสดงธรรมคาถาแค่ ๔ บาทแก่มาตุคาม
เราไม่รู้จักแม้การเข้าไปสู่สำนักของภิกษุณี
เราไม่รู้จักแม้การแสดงธรรมแก่ภิกษุณี
เราไม่รู้จักแม้การแสดงธรรมแก่สิกขมานา
เราไม่รู้จักแม้การแสดงธรรมแก่สามเณรี
เราไม่รู้จักแม้การให้บรรพชา
เราไม่รู้จักแม้การให้อุปสมบท
เราไม่รู้จักแม้การให้นิสสัย (ให้เป็นที่พึ่ง)
เราไม่รู้จักแม้การใช้สามเณรเป็นอุปัฏฐาก (ดูแลรับใช้)
เราไม่รู้จักแม้การอบในเรือนไฟ (เรือนอบยา)
เราไม่รู้จักแม้การใช้จุรณ (ผงขัดตัว)สรงน้ำ
เราไม่รู้จักยินดีแม้การนวดฟั้นของเพื่อนพรหมจารี
เราไม่รู้จักอาพาธแม้ในเวลาเพียงแค่รีดนมโคเสร็จ
เราไม่รู้จักฉันยาแม้แค่เท่าชิ้นสมอ
เราไม่รู้จักแม้การนั่งพิงพนัก
เราไม่รู้จักแม้การล้มตัวลงนอน
เราไม่รู้จักแม้การจำพรรษาในสถานที่ใกล้เขตบ้าน
เราบวชพ้น ๗ วันเท่านั้น ก็ได้เป็นพระอรหันต์"

เมื่ออเจลกัสสปปริพาชกได้ฟังคำประกาศของพระพักกุลเถระอย่างนี้แล้ว อดที่จะอุทานไม่ได้ ด้วยศรัทธา อย่างยิ่งว่า
"ข้าแต่ท่านพักกุละ ที่ท่านกล่าวมาให้ฟังเหล่านี้ ช่างน่าอัศจรรย์นัก
เป็นธรรมที่ไม่น่าเป็นไปได้ ขอข้าพเจ้า พึงได้ บรรพชา อุปสมบท
ในพระธรรมวินัยนี้ด้วยเถิด"

เมื่อได้บวชแล้วไม่นาน พระอเจลกัสสปก็บำเพ็ญเพียร จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแล้ว

เวลาต่อมา เมื่อถึงวันสุดท้ายที่จะปรินิพพาน พระพักกุลเถระได้ไปยังวิหารทุกๆหลัง แล้วประกาศว่า
"นิมนต์ท่านผู้มีอายุทั้งหลายออกมาเถิด วันนี้จะเป็นวันปรินิพพานของเราแล้ว"

เมื่อภิกษุทั้งหลายออกมาประชุมร่วมกัน พระพักกุลเถระก็นั่งปรินิพพานอยู่ในท่ามกลางหมู่สงฆ์นั้นเอง

นับอายุ ที่อยู่ในเพศฆราวาสได้ ๘๐ ปี
และบวชจนกระทั่งถึงปรินิพพานอีก ๘๐ พรรษา รวมแล้ว พระพักกุลเถระ
มีอายุยืนยาว ถึง ๑๖๐ ปีทีเดียว

– ณวมพุทธ –
(พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๓๘๐ พระไตรปิฎกเล่ม ๓๒ ข้อ ๓๙๘ อรรถกถาแปลเล่ม ๕๑ หน้า ๒๔๑)

(สารอโศก อันดับที่ ๒๔๗ เมษายน ๒๕๔๕)

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s