“เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวผ่านสายตา ศ. แมนเฟรด คราเมส “

ในบรรดาสายตาแห่งความชื่นชมของชาวโลกที่มีต่อพระองค์ สายตาคู่หนึ่งในจำนวนนับล้านนั้นเป็นของศาสตราจารย์แมนเฟรด   คราเมส ( Prof.Manfred Krames ) ชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งยกย่องให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวไทยให้เป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตราจารย์แมนเฟรด   ครา เมส
มีความสนใจในปรัชญาแบบตะวันออกและศาสนาพุทธตั้งแต่มีอายุได้ 15 ปี
ทั้งที่ได้รับการศึกษาที่ดีและมีอาชีพการงานที่มั่นคงแต่เมื่อ มีอายุได้
19 ปี เขาก็ออกจากบ้าน โดยละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
เพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในวัดเซน ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 ปี
ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของครอบครัวซึ่งเป็นชาวคริสเตียนอนุรักษนิยม
และเกือบถึงขั้นถูกตัดขาดออกจากครอบครัว
แต่เขาก็ยังคงศึกษาปรัชญาตะวันออกรวมถึงศาสนาพุทธอย่างจริงจังมาจนถึง
ปัจจุบัน

   
            เมื่อ
ได้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นร่วม 10 ปี
เพื่อเรียนภาษาญี่ปุ่นและการบำบัดรักษาแบบจีน ณ กรุงโตเกียว
เขาได้กลายเป็นชาวต่างชาติคนแรกเพียงผู้เดียวที่เป็นสมาชิกของสมาคมเพื่อการ
วิจัยด้านอายุรเวชแห่งญี่ปุ่น (
Japan Research Society for Ayurveda ) หลัง
จากนั้นศาสตราจารย์แมนเฟรดได้เดินทางไปพำนักยังประเทศศรีลังกาเป็นเวลา 7
ปี และเปิดคลินิกเพื่อทำการรักษาบำบัดตามแนวทางของอายุรเวท
กระทั่งได้เขียนหนังสือเรื่อง
" ความจริงเกี่ยวกับวิชาอายุรเวช " ซึ่งได้รับการเผยแพร่ความรู้ทางด้านนี้ไปอย่างกว้างขวาง ทำให้ได้รับการยกย่องเป็น " ศาสตราจารย์กิตติคุณ " จากมหาวิทยาลัยแห่งโคลอมโบ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในประเทศศรีลังกา
 
            หลัง
จากเกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิได้ไม่นานนักเขาก็อำลาประเทศศรีลังกามา
ด้วยความหวังว่าจะค้นพบประเทศที่มีสันติสุขและมีชาวพุทธที่เป็นมิตรมากกว่า
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

 

ณ ที่แห่งนี้เอง
ที่ศาสตราจารย์แมนเฟรดได้รู้จักและเรียนรู้คำสอนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากพระ
มหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงตนเป็นแบบอย่างอันดีงามของพสกนิกรมาโดยตลอด
กระทั่งเขาได้เขียนหนังสือชื่อ
" เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว : มุมมองของชาวต่างชาติต่อในหลวง " ขึ้นมา ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549 หลังจากที่เขียนหนังสือเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสด็จยุโรปครั้งที่ 2 ของ " พระพุทธเจ้าหลวง ณ สปาการแพทย์ของเยอรมัน " และหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาชื่อ "Photo Meditation"
 
            สำหรับใครที่สบโอกาสได้อ่าน " เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว : มุมมองของชาวต่างชาติต่อในหลวง " ความ
รู้สึกที่ตามมาโดยแน่แท้ก็คือ
ความชื่นชมและทึ่งในสิ่งที่ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เรียนรู้จากสิ่งที่พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเพียรสื่อสารกับพสกนิกรทุกหมู่เล่ามาตลอดพระชนม์
ชีพของพระองค์
โดยสิ่งที่ศาสตราจารย์แมนเฟรดได้น้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของ
เขานั้น
หาได้เป็นการยกย่องแต่เพียงเพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ใน
สายตาของใครๆ
ทว่าเขามีความเข้าใจอันถ่องแท้ไปถึงคุณค่าที่เปล่งประกายออกมาจากภายในของ
พระองค์ท่านอย่างที่คนไทยหลายคนอาจจะมิเคยพิจารณาในด้านนี้มาก่อนเลยในชีวิต

 
            ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องราวของชายชาวเยอรมันคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เขาเป็น " ฝรั่ง " หาก
แต่มองพระองค์ท่านในฐานะของมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งวึ่งรักและเทิดทูนในพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาชนชาวไทยคนใดในแผ่นดินนี้เลย

 
            " ผมรู้สึกเศร้าใจ เมื่อมีคนตั้งคำถามกับผมว่ารู้สึกอย่างไรเวลาที่ได้ยินคนไทยพูดว่า " เรารักในหลวง " อันหมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผมจะให้คำตอบเช่นนี้ เพราะอะไรน่ะหรือ ลองคิดดูสิว่า ถ้า
หากท่านมีลูกที่ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านเลย
ไม่เคยเดินตามแนวทางทางที่ท่านวางไว้ ไม่เคยต้องการที่จะเรียนรู้จากท่าน
สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเพียงแค่ก่อปัญหา
  แล้วก็เรียกร้องให้ท่านยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็พร่ำพูดว่า " ลูกรักพ่อ " ถ้าท่านเป็นพ่อท่านจะรู้สึกอย่างไร"

ผมจึงคิดว่าการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริและน้อมนำคำสอนของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ จึงมีความสำคัญมาก
เราจะเห็นว่าพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้รับการตีพิมพ์ใน
นิตยสารต่างประเทศนับไม่ถ้วน
และหลายต่อหลายครั้งที่พระองค์รวมถึงสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
โปรดให้นักหนังสือพิมพ์และผู้สื่อข่าวของทั้งต่างประเทศและของไทยเข้าเฝ้า
เพื่อสัมภาษณ์

 
            การบอกเล่าถึงพระราชประวัติของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเป็นเพียงการตอกย้ำสิ่งที่ทุกคนโดยเฉพาะคนไทยต่างรู้ดีอยู่แล้ว สิ่ง
ที่เราทั้งหลายควรให้ความสำคัญจึงเป็นสารที่พระองค์ทรงเพียรพยายามจะส่งต่อ
ไปถึงชาวโลก
และบทบาทในการสร้างความเข้าใจในระดับนานาชาติรวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติตาม
หลักพระพุทธศาสนาอันงดงามของพระองค์

           
อย่าง
ไรก็ดี
คำถามมีอยู่ว่าเราในฐานะปัจเจกบุคคลได้ทำอะไรบ้างที่เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อทำ
ให้โลกนี้ดีขึ้น
โดยยึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ

           
การ
สรรเสริญและการแสดงความขอบคุณเป็นละเรื่องกัน
ผมยังแปลกใจว่าในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระวิริยอุตสาหะที่จะทำให้พระองค์
ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงาม
ผมไม่ทราบว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจและรับรู้ข้อมูลข่าวสารจริงๆ
ในสิ่งที่พระองค์ทรงสื่อสารให้ผู้คนได้รับทราบนั้นมากน้อยเพียงใด
และจะมีสักกี่คนที่สามารถรวบรวมปัญญา
และแนวทางที่พระองค์ทรงพระราชทานให้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

 
            เรา
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็น
แนวทางที่เกิดขึ้นจากการที่พระองค์ได้ทรงศึกษาจริงและการที่พระองค์ทรง
กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรในชาติของพระองค์ หรือบุคคลต่างๆ
และแนวทางเพื่อทำให้พสกนิกรเกิดความเข้าใจนั้น
พระองค์ทรงกระทำด้วยความอดทนและด้วยทรงเห็นอกเห็นใจในอาณาประชาราษฎร์ของ
พระองค์
ผมเชื่ออย่างมั่นใจว่าหากพระองค์มิได้ทรงเป็นกษัตริย์ในช่วงพระชนม์ชีพนี้พระองค์จะต้องทรงเป็นบรมครูที่มีชื่อ เสียงอย่างแนนอน
 

 

ท่านทราบหรือไม่ว่า ความปรารถนาสูงสุดของครูคืออะไร ?
 
            ผม
ตอบได้ว่า
คือการที่เห็นศิษย์เป็นจำนวนมากเต็มใจศึกษาเล่าเรียนและเห็นคุณค่าคำสอนของ
ครู ไม่มีอะไรอื่นอีกที่จะทำให้ครูมีความสุขมากไปกว่าสิ่งที่กล่าวแล้วนั้น
ดังนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่าเราควรที่จะเน้นบทบาทของพระองค์
เพื่อให้ทรงเป็นครูของเรา แต่โปรดตระหนักไว้เสมอว่า
อย่าศึกษาเล่าเรียนเพื่อเอาใจครู
แต่จงศึกษาเล่าเรียนเพื่อประโยชน์และความดีงามให้เกิดแก่ตัวท่านเอง การศึกษาเล่าเรียนและรู้จักปรับปรุงตนเองเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปคิดเรื่องไม่เป็นสาระอื่นๆ

            ผม
คิดว่า เป็นการไม่รับผิดชอบที่จะนั่งๆนอนๆ ใช้ชีวิตอย่างสบาย
และให้คนคนเดียวทำงานอย่างหนักพื่อดูแลและแก้ปัญหาของชาติ
ท่าทีเช่นนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่เคารพต่อพระองค์
ซึ่งแย่ยิ่งกว่าการพูดถึงพระองค์ในทางไม่ดีในสาธารณะ

 
            ประเทศ
หลายแห่งในโลกจะดีใจมากที่มีพระมหากษัตริย์เช่นนี้ แต่ท่านเองเป็นคนไทย
มีพระองค์เป็นกษัตริย์แต่ไม่ได้นำประโยชน์จากพระองค์มาใช้ในชีวิตเลย
ผมคิดว่าน่าละอาย ถ้าหากว่าเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสู่วาระใหม่และมีกระแสลมแรงมาจากทิศทางอื่น ประเทศหลายแห่งในโลกจะชี้มายังประเทศไทยและดูแคลนว่า " ดูสิ พวกเขามีครูผู้ยิ่งใหญ่ แต่ได้เรียนรู้จากพระองค์น้อยมาก "
           
ผมรู้สึกสงสารพระองค์อย่างสุดซึ้งเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเพียงบุคคลเพียงคนเดียวที่พยายามจะพัฒนาประเทศชาติ ในขณะที่คนอื่นๆในชาติได้แต่เฝ้ารอให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น โดยที่มิได้ดำเนินตามรอยพระบาท ของพระองค์ ซึ่งผมคิดว่าการพัฒนาประเทศในรูปแบบนี้ไม่น่าจะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้
 
            ผม
มีโอกาสได้อ่านบทความมากมายในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีของ
ประเทศไทยท่านหนึ่ง ผู้ที่นำพาประเทศไทยเข้าสู่สนามแห่งธุรกิจ
เราพบเห็นนักการเมืองส่วนมากในเอเชียที่หลังจากครองอำนาจและได้ผลประโยชน์แล้ว ก็ไม่ช่วยเหลืออะไรประชาชนเลย นั่น
ทำให้ผมรู้สึกสงสารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพราะคำสอนของพระองค์ตรงข้ามกับสิ่งที่นักการเมืองเหล่านั้นกำลังเป็นอยู่
พวกเขาจึงทำให้พระองค์ทรงทุกข์ใจ
โดยเสแสร้งว่าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างภาพไม่ใช่ความจริง
พวกเขาเพียงแค่
ต้องการจะใช้ภาพแห่งความจงรักภักดีนี้เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเทคะแนนให้ใน
การเลือกตั้ง และขึ้นสู่อำนาจในเวลาต่อมาเท่านั้น

 
 
ประชาชน
คนไทย
มุ่งหวังว่านักการเมืองจะอุทิศตนเพื่อประเทศชาติเฉกเช่นเดียวกับพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่พวกเขาทั้งหลายก็ทำให้คนไทยทั้งชาติผิดหวัง
พวก
เขาไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้
เพราะนักการเมืองไทยได้รับอิทธิพลของแนวคิดแบบตะวันตก
และมีหัวใจที่ถูกครอบงำไว้ด้วยธุรกิจ สำหรับผม
ในหัวใจของพวกเขาจึงไม่ได้มีความเป็นไทยอีกต่อไปแล้ว

 
            นั่น
คือเหตุผลที่ว่าทำไมคนธรรมดาสามัญชนทั้งหลายจึงรู้สึกรับไม่ได้กับการ
คอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง
และนักโกหกที่ทำลายประเทศลงด้วยมือของพวกเขาเอง
  อย่างไรก็
ตามตราบใดที่ไม่มีใครสอนให้นักการเมืองดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความหวังของคนไทยทั้งปวงย่อมจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

 
            ก่อน
ที่จะตัดสินใจมาพำนักอยู่ในประเทศไทย ในความคิดของผม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงเป็นที่รู้จักมากนักในต่างประเทศ
ชาวต่างชาติรู้แค่เพียงว่าประเทศไทยก็เป็นเพียงประเทศหนึ่งเท่านั้น
หลังจากที่ผมย้ายมาพำนักอยู่ในประเทศไทยแล้ว ผมพบว่า
ประชาชนคนไทย
เองก็ไม่ได้สอนอะไรผมมากนักเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว
ทุกคนเพียงแค่พยายามจะเทิดทูนและยกย่องพระองค์
มีคนไทยเพียงแค่บางคนเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจะสื่อสาร
และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์

 

หนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มแรกที่ผมอ่านคือ In his majesty’s footsteps หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นถึงด้านที่เป็นเพียงปุถุชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงความพยายามของพระองค์ด้วย ผม
ไม่เคยขอให้ใครอ่านหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นภาษาไทยให้ผมฟังเลย
เพราะเพื่อนคนไทยของผมบอกว่า95เปอร์เซ็นต์ของหนังสือพวกนั้น
ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหา รูปภาพ และเรื่องราวที่ไม่แตกต่างกัน
นั่นจึงไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่ผมต้องการ
 
            กระทั่ง
วันหนึ่ง
ผมเงยหน้าขึ้นมองพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ชั่วขณะหนึ่ง โดยมองตรงเข้าไปในพระเนตรของพระองค์
แล้วทันใดนั้นพระองค์ก็ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือ
" เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว " ขึ้น
มา
พระองค์ทรงรับสั่งให้ผมเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่านขึ้นมาเล่มหนึ่ง
การรับสั่งครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในทางรูปกาย
หากแต่ผมรับรู้พระประสงค์ของพระองค์ได้ทางจิต
เรื่องนี้อาจจะฟังดูเหมือนผมฟั่นเฟือนไปเสียแล้วแต่ทว่าเป็นเรื่องจริง

 
            สำหรับขั้นตอนในการผลิตหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครสนับสนุนการทำงานของผมเท่าใดนัก เพราะพวกเขาคิดว่า " ฝรั่ง " ไม่
มีทางที่จะเข้าใจในพระมหากษัตริย์ของชาวไทยได้
ไม่มีใครเลยที่กล้าเสี่ยงในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ดังนั้น
ผมจึงดำเนินการทางการเงินทั้งหมดด้วยตัวผมเอง
กระทั่งทุกวันนี้ที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์ถึง 3 ครั้งแล้ว
ผมก็ไม่ได้หากำไรหรือผลประโยชน์ใดๆ จากหนังสือเล่มนี้
เห็นได้จากราคาขายเพียงเล่มละ 99
บาทเท่านั้น
            ผมไม่ได้ตีพิมพ์หนังสือของผมในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทั้งที่มีคนไทยจำนวนมากขอให้ผมทำเช่นนั้น
 
            อันดับแรก ชาว
ไทยควรจะต้องเข้าใจคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างถ่องแท้
และผสมผสานแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาของพระองค์ลงไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน
  สิ่ง
เหล่านี้ควรจะได้รับการสอนในโรงเรียนทุกแห่ง
หากเป็นเช่นนั้นได้ชาวต่างชาติและประเทศอื่นๆ
ในโลกก็จะปฎิบัติตามแนวทางนี้โดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ
ผมได้เสนอที่จะบรรยายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ
ทั้งสิ้นให้กับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ในประเทศ ในหัวข้อ
" เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว " แต่
คนไทยไม่เต็มใจหรือขี้อายเกินกว่าที่จะเชิญผมไปบรรยายพวกเขาไม่เข้าใจด้วย
ว่าฝรั่งจะรู้เรื่องราวทุกอย่างของพระมหากษัตริย์ของคนไทยได้อย่างไรกัน

 
            ผม
เคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่
กรุงเทพมหานคร
ในจดหมายฉบับนั้นบอกเล่าถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัว และอีกมากมายหลายเรื่อง
รวมไปถึงการขอเข้าพบเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้และแนวทางการแก้
ปัญหา แต่พวกเขาไม่แม้แต่จะตอบกลับมาว่าได้รับจดหมายแล้ว
ดังนั้นผมจึงยอมแพ้

 
            นี่คือผลลัพท์ของค่านิยมตะวันตกและการบริโภคนิยม ซึ่งถูกกระตุ้นโดยนักการเมืองไทย
 
            กล่าว
ถึงความรู้สึกต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวต่างชาติที่อยู่รอบตัวผม
สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน
พวกเขาจะชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระองค์อย่างมาก
โดยพื้นฐานแล้วชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศไทยมีทัศนคติในด้านบวกกับพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพียงแต่เราไม่ได้เทิดทูนในลักษณะเดียวกับที่คนไทยเป็นอยู่

            ในโลกนี้มีราชวงศ์มากกว่า 35 ราชวงศ์ แน่
นอน ว่าเราไม่สามารถโฟกัสไปที่ราชวงศ์ทั้งหมดอย่างทั่วถึงได้ที่สำคัญคือ
ราชวงศ์ส่วนใหญ่มีหน้าที่เพียงแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของราชวงศ์เท่านั้น
แต่อะไรล่ะที่เราจะสามารถเรียนรู้จากบุคคลในราชวงศ์และกษัตริย์แต่ละพระองค์
ได้
คำตอบคือไม่มีเลย เพราะพวกเขาไม่ได้ดำรงตนเป็นครูให้กับประชากรของตนเอง อย่างเช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
 


เรื่องที่น่าสลดใจก็คือ
คนไทยทั้งหลายไม่ตระหนักและยอมรับในสิ่งนี้
ทุกคนภาคภูมิใจในการมีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
แต่แนวคิดอันเป็นรากฐานของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง การเป็นแรงบันดาลใจ
ความเป็นตัวอย่างที่ดีและวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของพระองค์
ไม่ได้ถูกรับเอามาใช้ในการทางปฏิบัติอย่างเต็มบ่า

            ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นบุคคลที่มีแนวพระราชดำริและกระทำการใดๆ โดยใช้หัวใจทั้งสิ้น พระองค์ทรงเข้าใจดีถึงคุณค่าของความรักและความซื่อสัตย์เพราะฉะนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงรู้สึกเชื่อมโยงได้ถึงพระองค์
            อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นสากล เฉกเช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า คน
ทั่วโลกจึงสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ไปปรับใช้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศ
(สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา)
พระองค์ทรงตระหนักว่าการศึกษาแบบตะวันตกนั้นเป็นสิ่งสำคัญแต่ทว่าไม่ใช่
ทุกอย่าง
พระองค์ทรงสามารถถ่ายทอดแก่ชาวตะวันตกรวมถึงคนไทยถึงเหตุผลทั้งหลายทั้งปวง
และการศึกษาอันชาญฉลาด
แต่ความรู้ทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเลยถ้าหากปราศจาก การเชื่อมโยงถึงความรู้สึกลึกซึ้งข้างในจิตใจ

 
            จึง
กล่าวได้ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความชาญฉลาดแบบตะวัน
ตกและภูมิพลังปัญญาของชาวตะวันออกในบุคคลคนเดียวกัน
ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์พร้อมอย่างมาก

 
            ผมเคยได้ยินเป็นประจำที่ชาวต่างชาติหรือเพื่อนผู้หญิงที่เป็นคนไทยพูดว่า " เงินเดือนน้อยที่ทำมาจากชาติตะวันตก สามารถทำให้คนนั้นใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างกับพระราชา "
 
ในส่วนอื่นๆของโลก " การมีชีวิตอย่างพระราชา " เป็นนัยยะของการอธิบายว่า นั่นคือความสะดวกสะบาย การใช้ชีวิตที่สนุกสนาน หรืออาศัยในดินแดนวิมานฉิมพลีอะไรทำนองนั้น
 
            ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว พระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงใช้ชีวิตเช่นนั้นก็ย่อมทำได้หากพระองค์จะทรงมี
พระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงราชสิทธิ์ที่จะสามารถทำได้
  แต่พระองค์มิเคยทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น หากแต่ทรงอุทิศเวลาทั้งหมดตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์โดยมีเป้าหมายอันสูงสุด ในการทรงงานหนักเพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชนของพระองค์
 
            ในประเทศศรีลังกาซึ่งผมเคยพำนักอยู่   มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า " ถ้าท่านไม่สามารถเป็นพระราชาได้ จงเป็นหมอ "   ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมายของสุภาษิตบทนี้ พวก เขาจะพูดจนติดตลกว่า " ผม
เข้าใจแล้ว หากคุณไม่สามารถซึ้นรถโรลส์รอยซ์ได้
อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เป็นรถเบนซ์
และถ้าคุณไม่สามารถมีพระราชวังที่พำนักได้
ก็ขอให้มรคฤหาสน์หลังใหญ่รอบล้อมด้วยนางพยาบาลแสนสวย
"
 
            เมื่อ
เห็นกษัตริย์หรือราชาธิบดีของประเทศตะวันตกบางพระองค์ว่าทรงมีความเป็นอยู่
เช่นไรผมจึงไม่อาจตำหนิชาวตะวันตกที่เข้าใจผิดในเรื่องนี้ได้

 
            คนเอเชียเข้าใจสุภาษิตบทนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ซึ่งหมายความว่า หาก
ท่านไม่สามารถรักษาดูแลประเทศชาติทั้งหมดได้อย่างเต็มที่เหมือนอย่างพระราชา
แต่ท่านอาจสามารถดูแลรักษาคนไข้จำนวนมากได้ในฐานะที่เป็นแพทย์
  สุภาษิตที่เรียบง่ายบทนี้ ยังมีความหมายที่แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศในโลกตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย  

ผม ขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า
จงอย่าตำหนิอิทธิพลของต่างประเทศหรือโลกตะวันตก
แต่จงดูและเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และในทำนองเดียวกัน
ก็ศึกษาให้เข้าใจในคุณค่าของมรดกทางความคิดและความเชื่อซึ่งพระองค์ท่านทรง
มีอย่างอุดมสมบูรณ์
  รวมไปถึงแนวทางการทำงานที่พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรากตรำพระวรกายและทรงงานหนัก
มิใช่เพียงเพื่อทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ประเสริฐ
  แต่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเป็นตัวอย่างฉันผู้นำทาง และเป็นครูของเรา   ผมไม่สามารถเน้นถึงสิ่งต่างๆได้ทั่วถึง
อย่างที่เราสามารถหรือควรจะเรียนรู้ได้จากพระองค์ท่านซึ่งมีมากมายมหาศาล
 
            เมื่อ
ก่อนนี้ผมมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแขวนไว้ในบ้าน
รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕ ด้วย
แต่นั่นเป็นเพียงเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของผม
ทุกคนควรจะตระหนักว่าหนทางเดียวที่จะแสดงความเคารพต่อครูก็คือเรียนรู้จากพระองค์เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปช่วยเหลือคนอื่น   ไม่ใช่เพียงแค่แขวนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้ในบ้าน
 
            มีหลายครั้งที่ผมได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในความฝัน พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผมในเรื่องตลก ซึ่ง
ก็เพียงพอแล้วสำหรับผม แต่ถ้าหากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์จริงๆ
ผมจะกราบทูลต่อพระองค์ว่า
ขอขอบพระทัยพระองค์เป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกสิ่งที่ทรงกระทำ

 
            หาก
ถามว่าคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องใดที่สามารถเปลี่ยนแปลง
ชีวิตผมได้มากที่สุด ผมคงจะตอบว่าไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนใครได้
  นอกเสียจากตัวของเขาเอง   ผมเชื่อด้วยว่า อำนาจล่อใจของอิทธิพลทางการเมืองและวัตถุนิยมกำลังเข้มแข็งมากเกินไปในสังคมไทย คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงกำลังสูญหายไปตลอดกาล หากยังไม่มีใครตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญแห่งคำสอนนั้น
 
 
 
            หาก
ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาเจตนารมณ์อันแรงกล้าและคำสอนของพระองค์เอาไว้ให้อยู่
สืบต่อไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน
ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของทุกคนพระองค์นี้จะอยู่
ในหัวใจของคนไทยตลอดกาล
 


อนุโมทนาขอบคุณข้อมูลจากกัลยาณมิตร 

 


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s